เฮ้อ... ขอถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆประมาณล้านที ขออภัยที่ทำให้หลายๆคนเป็นห่วงในอาการวิตกจริตของเรา ที่นานๆจะเป็นให้เห็นกันซักที โดยเฉพาะพ่อกะแม่.. ตอนนี้บ่เป็นหยั๋งแล้ว สบายมาก ไม่ยอมให้อาการวิตกจริตของเราข้ามคืนไปแน่นอน (เดี๋ยวหนีไปเที่ยวอีกตามคำแนะนำค่า.. ไม่ต้องห่วง.. ) บล๊อกวันนี้คงยาวอีกแล้ว ใครไม่อยากอ่านก็ข้ามๆไปละกันนะ ไม่ว่ากันอยู่แล้ว
เรื่องของเรื่องก็คือว่า.. (เรื่องเล่าเยอะมาก... ) ควรจะเริ่มที่ไหนดีนา... เอาเป็นว่าขอย้อนหลังไปตั้งแต่ช่วงกลางๆเดือนธันวาหน่อยละกัน คือถ้าติดตามกันมาตลอดเนี่ยะ เดือนธันวานี่เป็นเดือนที่เราตั้งหน้าตั้งตาในการเขียนธีสิสอย่างมาก เขียนเล่มเสร็จในวันคริสต์มาสก่อนหนีไปเที่ยวโกเบแก้เครียด จำได้ว่าตอนนั้นแค่เห็นว่าเขียนจบถึงบทสุดท้าย เย็บออกมาเป็นเล่ม (จริงๆคือดราฟท์เต็มครั้งแรก) ก็น้ำตาจะเล็ดด้วยความภูมิใจ เพราะว่าในชีวิตไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำอะไรแบบนี้ได้ การมาเรียนสไตล์วิจัยที่นี่เป็นเรื่องท้าทายสำหรับเรามาก ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ แต่คิดว่าถ้าพยายามน่าจะทำได้ การเขียนอะไรเป็นเล่มๆได้นี่เป็นเรื่องมหัศจรรย์สำหรับตัวเองสุดๆ
หลังจากนั้นก็มีการแก้เล่มกันเล็กน้อย ก็ได้รับคอมเม้นต์จากอาจารย์ แล้วก็รวบรวมข้อคิดหลายๆอย่างจากตอนที่ทำพรีเซนต์ทั้งในห้องเรียน ทั้งใน conference ที่เคยไป เอามาแก้ไขให้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่คิดว่าจะทำได้ แล้วก็ได้รับ feedback อะไรหลายๆอย่างที่อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ คือรู้สึกว่าภูมิใจแล้วที่ทำได้เท่านี้ อาจารย์หลายๆคนก็ให้การตอบรับที่ดีแล้วก็ให้กำลังใจในการเขียนมากๆ
หนีไปสกีมาอีกรอบหลังจากทำเล่มเสร็จ กลับมาก็มาส่งเล่ม แล้วก็รอวันดีเฟนด์ ก็ไม่ได้คิดว่าจะหนักหนาสาหัสอะไร เพราะว่าก็เป็นเรื่องที่ทำมาเอง โดนถามอะไรก็น่าจะตอบได้ แล้วก็เคยโดนสารพัดคำถามมาตั้งแต่ตอนเริ่มเลือกเรื่องแล้วด้วย ขี้เกียจบ้าง อะไรบ้างไปตามเรื่อง แต่ก็ทำเต็มที่ คิดว่าโค้งสุดท้ายแล้ว ก็ไม่อยากตกม้าตาย ก็เตรียมพรีเซนต์ในดีเฟนด์ ต้องทำเป็นภาษาญี่ปุ่น (ทั้งที่ทำเล่มภาษาอังกฤษ) ก็เตรียมสรุปแจกอาจารย์ ทำ powerpoint แล้วก็ทำสคริปที่จะใช้อธิบายตอนพรีเซนต์ 15 นาที เตรียมเสร็จเมื่อวานดึกๆหน่อย แต่ก็ซ้อมไปหลายที คิดว่าน่าจะโอเค
วันนี้มาถึงก็คิดในใจว่าจะเจอใครในห้องสอบน้า.. เพราะว่ามีอาจารย์มารุมกันสามคน คนนึงเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาเรา อีกสองคนก็ไว้ไปรู้เอาตอนจะดีเฟนด์นั่นแหล่ะ ก็เริ่มอะไรกันไปอย่างดี พูดได้ตามสคริปไม่ผิดเพี้ยน อาจารย์ก็ส่งสายตาให้กำลังใจตลอดเวลา พอถึงช่วงถามคำถามก็เกิดอาการไม่คาดฝัน คือว่าอาจารย์คนนึง (ผู้ชาย) ก็รัวอะไรออกมาหนึ่งชุด ประหนึ่งว่าเราอยู่ญี่ปุ่นมาตั้งแต่เกิด คือว่าง่ายๆ อาจารย์พูดอะไรชั้นไม่เข้าใจ ประมาณนั้น เราก็ไม่แน่ใจว่าเราตอบไม่ได้เพราะว่าเราไม่เข้าใจภาษา ไม่เข้าใจที่เค้าพูด หรือว่าเข้าใจแล้วตอบไม่ได้เอง หรือว่าไงก็ไม่รู้ แล้วอาจารย์แกก็ถามอยู่แต่เรื่องเดิมๆ ตอบไปไง ก็ยังโดนถามอยู่คำถามนั้นแหล่ะ เริ่มงง
อาจารย์อีกคน (ผู้หญิง) ทั้งๆที่เราก็เคยไปพรีเซนต์ใน conference ที่เค้าจัด แล้วเค้าก็ให้คอมเม้นต์อะไรมามากมาย เราก็คิดว่าน่าจะเข้าใจงานวิจัยเรามากกว่าอ.ผู้ชายคนนั้น ปรากฏว่าวันนี้เค้ากลายเป็นคนละคนเลยอ่ะ สิ่งที่เค้าเคยบอกเราตอนทำพรีเซนต์ กะสิ่งที่เค้าพูดในห้องวันนี้มันคนละเรื่องกันเลยอ่ะ แบบว่าอ.ผู้ชายคนนั้นว่าไงก็ว่าตามกัน แถมเพิ่มข้อตำหนิมาอีกหนึี่งกระบุง ว่างานวิจัยอย่างนี้มันไม่ได้เรื่องอะไรประมาณนี้อ่ะ อาจารย์ที่ปรึกษาเรานั่งเงียบลูกเดียว ก็เลยไม่รู้ว่าที่เราพูดไปมันตอบได้ดีแล้ว เค้าเลยไม่ช่วย หรือว่าหมดปัญญาจะช่วย หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ออกจากห้องไป ก็ออกมาด้วยความรู้สึกที่่ว่า สรุปแล้วเมื่อกี้มันดีหรือไม่ดีหว่า.. งงๆไปซักพัก ผ่านไปซักชม. นั่งทบทวนสิ่งที่เกิด เจอเพื่อนอีกคนที่ออกมาจากห้องสอบด้วยอาการร่าเริงตั้งแต่วันก่อน พอเค้าเห็นเราหน้ามู่ทู่เค้าก็เริ่มกังวลว่าเป็นไรไปป่าว เลยคิดว่าไปหาอาจารย์ด้วยกันดีักว่า... ก็เลยไป
หลังจากได้คุยกับอาจารย์อีกเกือบชั่วโมง คุยกับรุ่นพี่อีกสองสามคน .... ผลปรากฏว่า... ความซวยของเราคือว่า...
1. อาจารย์ผู้ชายคนนั้นเป็นอาจารย์ที่ไม่ชอบนักเรียนต่างชาติ แล้วก็ไม่ค่อยฟังความคิดเห็นใคร คือคิดว่าเค้ามีความเชื่อมาอย่างนี้ ไม่่ว่าใครจะอธิบายอย่างไรก็ไม่ฟัง แล้วก็ไม่คิดว่าสิ่งที่พูดถูกหรือไม่ถูก เพราะคือเค้ามีความคิดของเค้าอยู่แล้ว เราพูดอะไรไปเค้าก็ไม่ฟังท่าเดียว
2. อาจารย์คนนั้นคิดว่าคงเคยทำอะไรเกี่ยวกับโรงพยาบาลมา (เราใช้กรณีศึกษาเป็นรพ.) เค้าก็ถามอยู่แต่เรื่องโรงพยาบาลนี่แหล่ะ ไม่เห็นดูเรื่องแนวคิดที่มีในงานวิจัยเลย คือถ้าเราไม่ใช้โรงพยาบาล แล้วได้ผลออกมาเหมือนกัน เค้าก็คงไม่มีเรื่องจะบ่น
3. อาจารย์ผู้ชายคนเดียวกัน เคยมีประวัติไม่ถูกกับอาจารย์ที่ปรึกษาเรา (แงๆๆๆๆ... เคยแต่ได้ยิน ไม่คิดว่าจะเจอกะตัว แล้วเจอวันไหนไม่เจอ เจอเอาวันดีเฟนด์ธีสิส)
4. อาจารย์ผู้หญิงเป็นครั้งแรกที่เค้าเข้าดีเฟนด์ธีสิสนักเรียน อาจารย์คนไหนว่าไง ว่ามาก็ว่าตามไปด้วย ทั้งๆที่ตอนทำ conference กับเค้า เค้าก็ออกจะให้คอมเม้นต์ที่ดี (คือข้อที่เค้าติมาก็แก้ไปแล้วนี่หว่า)
5. อาจารย์ผู้หญิงคนเดียวกัน ทราบประวัติว่ามาว่าเป็นอาจารย์ที่ทำอะไรขึ้นอยู่กับอารมณ์ในวันนั้นๆ เคยให้เกรดเพื่อนเรา 79 เลยได้บีไปเลย.. งงไปเลย
เรื่องของเรื่องคือว่าพอเจออย่างนี้แล้วก็เสียกำลังใจอย่างมากกกก รู้ว่าไม่ควร แต่ว่าห้ามไม่ทันซะแล้ว เสียไปแล้ว เพราะรู้สึกว่าตั้งใจทำมาอย่างมาก แล้วเหมือนกับว่าวันนี้ธีสิสเราไร้ค่าอย่างแรง แถมรู้สึกทำไมตัวเองพูดอะไรสู้เค้าไม่ได้เลยเหรอเนี่ยะ เฮ้อ... อาจารย์เราบอกว่านักเรียนทั้งหมดที่เค้าสอบดีเฟนด์มา เราเจอหินก้อนใหญ่สุดทั้งๆที่ธีิสิสเป็นธีสิสที่อยู่ในระดับน่าสบายใจที่สุด เจอแต่คำถามที่ไม่มีคำตอบ เพราะว่าเค้ามีคำตอบกันในใจหมดแล้ว พูดอะไรไปก็ไม่มีความหมาย สิ่งที่หนักใจอีกอย่างคือว่า ปกติสอบดีเฟนด์เสร็จ อาจารย์สามคนเค้าจะคุยกันแล้วก็สามารถให้เกรดออกมาได้เลย แต่ในกรณีเรา อาจารย์สามคนไม่สามารถให้เกรดได้พร้อมกัน ก็เลยกลายเป็นว่าให้แต่ละคนกลับไปเขียนของแต่ละคนมา มันน่ากลัวมั้ยล่ะ ก็ได้แต่หวังว่าเค้าคงไม่ให้เราตกหรอกนะ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีผลในการสอบเข้าเอกต่อด้วยรึเปล่า (อาจารย์บอกว่าไม่น่ามีปัญหา แต่ว่าแอบกังวล ... เจอแบบนี้แล้วเรายังจะเรียนต่อเอกอีกเหรอเนี่ยะ.. คิดอะไรอยู่ง่ะ.. แต่นะ... ก็ยังคิดว่ามันเป็นสิ่งที่น่าท้าทายสำหรับตัวเอง ทำได้ก็ดี ทำไม่ได้ก็ค่อยมาว่ากันใหม่ละกันเน๊อะ)
ก็ถือว่าเป็นวันซวยอีกหนึ่งวันของเราที่นานๆจะมีซักที มิน่าล่ะตาขวากระตุกมาสองสามวัน เฮ้อ เฮ้อ ไม่เคยคิดว่าจะต้องเสียน้ำตาในการเรียนปริญญาโท แต่สุดท้ายก็มาตกม้าตายในวันสุดท้ายจนได้ อุตส่าห์ฝ่าฟันปัญหามาได้นานาชนิด ไม่น่าเลยนะเนี่ยะ เสียประวัติโหม๊ด.. T_T อุตส่าห์กลั้นไว้แล้วเชียว แต่ก็สุดจะกลั้นจริงๆ ปล่อยๆไปบ้างก็ดี ตอนนี้ก็ดีแล้วล่ะ พรุ่งนี้คงวิ่งเล่นได้ แล้วก็มีอะไรหนุกๆมาเล่าให้ฟังใหม่ วันนี้ขออารมณ์นี้ซักวันนะคะ
Finally, my Masters life is over!!!! Not that good of an ending, but oh well... sometimes things just don't go as you expected. I have to remind myself of this one phrase; "It's not because thing goes off your expectation, but it was because you expected the wrong thing." This is probably true in my case. However, my thesis defence came to its conclusion today. Tomorrow, my new chapter of life shall begin. Be coming back in with more good stories (promise to do it as often as I can in English!) ^^ I already have a few in line, but let's wait til tomorrow or so. Yahoo~~~. I AM DONE!!!!
16 comments:
โอ๋ โอ๋ อย่าเศร้าไปเลย เศร้าวันนี้วันเดียว
ชีวิตยังต้องเดินต่อไป เป็นกำลังใจให้นะ
เป็นกำลังใจให้นะพี่ใหม่
อะไรผ่านไปแล้วแล้วมันทำให้ไม่สบายใจก็ปล่อยๆมันไปเหอะเน๊อะ
โบว่าพี่ใหม่จะผ่านวันนี้ไปได้...
สู้ๆนะจ๊า~
ใจเย็นๆใหม่ เข้าใจความรู้สึกแกเลยอ่ะ
การที่อาจารย์ไม่ถูกกันมันก็เป็นสาเหตุอันนึงเลยที่ทำให้งานเราต้องกลายเป็นงานไม่ดีได้เหมือนกัน
ของแกจบไปแล้ว ไม่ต้องคิดมากหรอก ทำดีที่สุดแล้ว แต่ของเราดิยังต้องฝ่าฟันอีกหลายรอบ พรุ่งนี้ถ้าเจออาจารย์ไม่ให้ผ่านอีกไม่รู้จะกลั้นน้ำตาไหวเปล่าเหมือนกัน
Mai pen rai na~...These things happen to everybody, one day or another. You are handling it very well laew. Gambatte (^0^)/
ไม่เป็นไรนะ ยังไงก็ทำเต็มที่แล้วอ่ะ การที่อาจารย์กลับไปเขียนอาจจะดีก็ได้นะ เพราะได้มีเวลาคิดมากขึ้น และไม่ได้ทำตามอารมณ์ที่รู้สึกตอนนั้น
เอาใจช่วยจ้า ผ่านอยู่แล้วแหละ :)
oh yeah,sometimes shit happens! so..just jump over it!
cry cry cry...hai sa-bai-jai pai lei naa---
i still believe that it helps alot!
i'll go back soon!!promise to make the room as massy as i can
and let u clean it na...so at least u'll have something to do and ja dai mai worry!! hahaha...d pa??:P
cheer up sis!!...luvluv***
You did your best. And I think that's good enough. Relax na ja.
I know what you feel right now na...just wait for the result na coz that's nothing you could do by now. If the comments returned, correct them as the best you could...that's it...
Be optimistic na..I got your point that it's pretty difficult turning your head on other things at this moment. So if you feel too much stress,....sleep....listen softly melody would also release your tension na. What you can do by now is sleep and eat enough to keep yourself strong in order to fight for next round na ya... :)
Take care gal >>Om
ป่านนี้คงรู้สึกดีขึ้นแล้วนะ มีคนให้กำลังใจอยู่เยอะแยะน้อ.. chin up! เรื่องอะไรๆในชีวิตก็ขึ้นกับเราครึ่งนึง อีกครึ่งนึงก็เป็นดวง ได้มาเจออะไรหินๆแบบนี้ก็ทำให้เรียนรู้-เ้ข้าใจอะไรมากขึ้น ็ทำดีที่สุดแล้วนี่นะ คงไม่มีอะไรที่จะทำได้มากไปกว่าที่ทำไปแล้ว คิดซะว่าเป็นเรื่องท้าทาย ผลออกมาดีแกก็จะได้ภูมิใจ คนเราไม่โชคร้าย(อย่างเช่นเจออาจารย์ไม่อำนวย)อย่างงี้ทุกทีไปหรอก ก็อย่าเอาเรื่องนี้ไปปนกับเรื่องเรียนต่อก็ละกันนะ ถ้าอยากทำเอกจริงก็ลุยเลย ผ่านมาตั้งเยอะแล้ว เก่งมากแล้ว.. เอาใจช่วยอยู่น้ะ.. ^_^
- btw, you did not expect the wrong thing, just as you cannot expect the right thing. but again, what would you learn if your expectation is right? perhaps nothing :)
ถ้าเราทำดีที่สุด ทำสุดๆแล้วก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจ
เพียงแค่งานของเราอาจจะไม่ดีที่สุดของคนอื่นเท่านั้น
ชีวิตต้องก้าวต่อไปครับ
ความผิดหวัง ผิดพลาดที่เกิดขึ้น
จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นแน่นอน
พลิกวิกฤตเป็นโอกาสให้ได้ :)
ฉะนั้น ไปเที่ยวกันดีก่า อิอิ
ไม่หวั่นเเม้วันมามากก ขอบติดปีกใหญ่เป็นพิเศษ ยาวเท่าปีก โบอิ้ง 747
หนูเลือกเดินที่ทางที่ท้าทาย
เจอเรื่องเช่นนี้ เป็นเเค่การเพิ่มความสะใจ หลังจากสำเร็จ
กระโดดหมุนตัว 360 องศา ซะยังจะยากกว่า
รึไม่จริงจ๊ะ สาวน้อย
i envy u.. my master thesis is still way to go ...
หนูใหม่อย่าคิดมากเลยเน๊อะ ป่านนี้คงเลิกคิดแล้วมั้ง มีคนมาให้กำลังใจเยอะแยะเลยนะ
ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่ยากและท้าทายความสามารถ มันก็ต้องหินหน่อยดิวะ ถ้ามันง่ายเกินไป ชีวิตก็จะไม่รู้จักความ
ลำบากดิ(แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องงี่เง่า เพราะอาจารย์ไม่ถูกกันก็ตาม)
การที่ได้เจออะไรที่มันทำให้เราต้องเสียใจสะเทือนใจบ้าง มันก็เป็นบทเรียนนึง อีกหน่อยเจอแบบนี้ก็ขี้หมาแล้ว ประมาณว่าหนักกว่านี้ก็เจอมาแล้วอ่ะ มีลูกจะได้ปลอบใจลูกได้ ว่าแม่เคยเจอมาก่อน ฮ่าๆๆ นะ...เสียใจวันเดียวพอนะ เรารู้ว่าใหม่เป็นคนเข้มแข็งอยู่แล้ว สู้ๆนะ
ทุกครั้งที่มีมรสุม ขอให้คิดว่า
worst case sceanario มันคืออะไร
แล้วจะเห็นว่า จริงๆเลวร้ายที่สุดแล้วมันรับได้รึเปล่า
ซึ่งส่วนมาก มันก็จะรับได้ ไม่ได้แย่มากมายเท่าที่กลุ้มใจ
อีกอย่างคือ คิดถึงคนที่เค้ามีเรื่องน่ากลุ้มใจกว่าเรามาก
จะเห็นว่าเรื่องของเรามัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรมากมาย
เช่น ลองคิดว่า...ถ้าคุณคือ แอนนา วงjamp ตอนนี้
เหอะๆ โอยยยยยย แย่กว่าใหม่มากกกกกกกกกกกก
(ภาพเธอยังติดตา)
ถ้าราบรื่นไปซะหมด เดี๋ยวจะไม่มีอะไรให้จำและเล่าต่อ
ทำใจให้สบาย แล้วก็เดินทางต่อไป
55555555
Pyai!!love ur comment!!hahaha
anna!!.......JARKKKK!!
อ่านจากหน้าไปหลัง
มาสะดุดเอาตรงนี้แหล่ะ
ขอเมนท์หน่อย
อ่านแล้วนึกถึงตัวเอง
ถ้าเป็นเมืองไทย เจอแบบนี้ ป่านนี้ก็ไปวิ่งเล่น ก๊งกับเพื่อนให้สบายใจแล้วเนอะพี่ใหม่
แต่อยู่ญี่ปุ่นเนี่ย...ทำอะไรก็ไม่ได้ เซ็งจัง
แต่อย่างว่าต้องสู้ๆ
ขอบคุณที่พี่ใหม่ไปสอนสั่งไว้ในบล็อกผมด้วยครับ
ก็รู้ว่าต้องพยายาม
แต่มันก็เหนื่อยๆ
เฮ้อ...เบื่อท่องคันจิมากๆเลยพี่
ถ้ามีวิธีดีๆ มาบอกกันบ้างนะครับอิอิ
ป.ล.อ่านภาษาอังกฤษจนเหนื่อย...ภาษาไทยมันส์กว่าจริงๆ
Post a Comment