หลังจากที่เล็งหาวันมานานมากแล้ว ในที่สุดวันนี้ก็ได้ไปดู แล้วก็ไม่ผิดหวังเพราะว่า "ลมหายใจ เดอะมิวสิคัล" เป็นละครเพลงเรื่องแรกจากค่ายรัชดาลัยเธียร์เตอร์ที่เบียดชั้นเข้ามาอยู่ในละครเพลงอีกเรื่องที่ชอบหลังจากที่ไปดูแม่นาคพระโขนง เดอะ มิวสิคัลมาแล้วผิดหวังไปพอสมควร (แต่อดไปดูสู่ฝันอันยิ่งใหญ่นะ... ถ้าได้ไปดูเรื่องนั้นคิดว่าเรื่องนั้นจะครองแชมป์ไปอย่างง่ายดาย... แอบเสียดายอยู่)
เรื่องนี้ตัดสินใจไปดูเนื่องจากผู้กำกับ "เอกชัย เอื้อครองธรรม" ล้วนๆ ถึงแม้จะแอบมีเผื่อใจอยากดูแก้ม เดอะสตาร์ และออฟ ปองศักดิ์ สองนักร้องรุ่นใหม่ที่พลังเสียงล้นเหลืออยู่บ้าง แต่ต้องยอมรับว่าเหตุผลหลักๆเลยคือผู้กำกับ ทั้งนี้เป็นเพราะว่าเคยดูละครเพลง Production สิงคโปร์เรื่อง "อิน-จัน เดอะมิวสิคัล" ที่คุณเอกชัยเคยกำกับแล้วชอบมากกกก เลยอยากดูว่า Production ไทยกับเพลงไทยๆ จะเป็นอย่างไร ก็ต้องขอบอกว่าประทับใจทีเดียว สุดท้ายต้องย้อนกลับไปว่าละครเพลงก็สำคัญอยู่ที่เพลงกับการถ่ายทอดนี่แหล่ะ ละครเรื่องนี้มีเนื้อหากินใจ พอๆกับเนื้อเพลงของบอย โกสิยพงษ์ที่มีมิติให้ตีความได้มากมาย หลากหลาย ทำให้เข้าถึงตัวละครในหลายๆตอนได้อย่างดี
ช่วงองค์แรกของละครยังติดๆขัดๆบ้างเป็นบางตอน แต่พอเข้าที่เข้าทางแล้วต้องบอกว่านักแสดงทำได้ดีทีเดียวโดยเฉพาะออฟ ปองศักดิ์... ขอบอกว่า "สุดยอด!!" เจอเพลง "ที่ฉันรู้" เข้าไปกับ "เธอเองจะได้ยินอะไรในใจฉันไหม" แล้วขอซูฮกให้เลย... เจ๋งจริง
สำหรับแก้มนี่พลังเสียงยกให้เต็มๆเช่นกัน เสียงใสมาก ส่วนมอสกับนิโคลนี่ต้องบอกว่าเซอร์ไพรส์มาก เพราะว่าเราเคยดู teaser บางตอนแล้วเราก็เฉยๆ แต่พอวันนี้ได้ไปชมแล้วต้องบอกว่าดีกว่าที่คาดไว้เยอะมากๆ โดยเฉพาะนิโคล คอนโทรลเสียง หนัก เบา และแสดงอารมณ์ดีเลย (หรือว่าเราอินไป?? =P) แล้วสำหรับสองคนนี้ยกให้เพลง "รัก" เป็นเพลงชนะใจไปนะคะ
สำหรับพี่ต๊งเหน่ง.. ขอยกเพลง "Live and Learn" ให้เข้าป้ายวินสำหรับคืนนี้
ส่วนฉากอื่นๆที่ชอบมากคือเพลง "รักเธอทั้งหมดของหัวใจ" และ "ช่วงที่ดีที่สุด" เรียกเอาน้ำตาแตกไปหลายรอบ
ละครเรื่องนี้ขาดไม่ได้เลยคือนักแสดงสมทบ... อย่างฮา... โดยเฉพาะน้องพม่ากับพี่กางเกงส้ม... แวร๊งงงงงได้ใจมาก ;-)
Monday, November 16, 2009
Sunday, November 08, 2009
ปฏิบัติการเป็นคุณครู...
ช่วงนี้ชีวิตจับพลัดจับผลูกลายมาเป็นคุณครูเกือบเต็มตัว เพราะนอกจากมีสอนจันทร์ถึงศุกร์ที่โรงเรียนทุกครึ่งวันแล้ว วันเสาร์-อาทิตย์บางวันยังอุตส่าห์มาเป็นคุณครูอาสาสมัครซะงั้น...
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเราก็ได้ประเดิมการเป็นคุณครูอาสาสมัครสอนภาษาอังกฤษสำหรับการท่องเที่ยวให้กับเด็กๆในชุมชนสุเหร่าทางควายในเขตประเวศหลังจากที่ตารางไม่ลงตัวมาก่อนหน้านี้ อันนี้จริงๆแล้วเป็นหนึ่งในโครงการที่เพื่อนๆพี่ๆน้องๆกลุ่ม TYPN (Thai Young Philanthropist Network) เป็นคนเริ่มต้นทำกัน และเป็นส่วนหนึ่งในงานส่วน Underprivileged Empowerment (UE) ที่เราต้องการจะเสริมสร้างความรู้และสร้างความเข็มแข็งให้กับกลุ่มชนที่มีโอกาสทางสังคมน้อยกว่าคนอื่น
TYPN ดียังไง?
ถ้าเอากันตามจริงเราก็ไม่ได้คิดหรอกว่า TYPN มันดีกว่ากลุ่มอื่นๆยังไงเพราะจริงๆแล้ว TYPN ก็เป็นเพียงกลุ่มเครือข่ายรุ่นพี่รุ่นน้อง เพื่อนๆกันเองนี่แหล่ะ ที่ส่วนมากก็จบจากต่างประเทศ จบมหาวิทยาลัยดีๆมีชื่อเสียง แต่เมื่อกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว บางคนก็กลับไปประกอบอาชีพบริหารกิจการของครอบครัว บางคนก็ได้ทำงานที่ไม่ได้ใช้ความสามารถเต็มเปี่ยม บางคนก็ตกงาน (เอ๊ะ.. คุ้นๆ) อะไรเหล่านี้... ทำให้น้องเอด้า ซึ่งเป็นรุ่นน้องคณะที่ธรรมศาสตร์และเป็นคนเริ่มตั้ง TYPN เริ่มมองเห็นปัญหาของเมืองไทยว่าถึงแม้จะไม่มีปัญหา Brain drain เพราะส่วนมากพอเรียนจบก็อยากจะกลับมาอยู่เมืองไทย... แต่พอกลับมาแล้วดันเจอปัญหา Brain drown คือ เมื่อกลับมาแล้วก็มักจะประกอบอาชีพที่ไม่ได้ใช้สิ่งที่เรียนมาหรือไม่ได้ใช้ความสามารถอีกหลายๆส่วนที่ (อดีต) นักเรียนกลุ่มนี้มี ดังนั้นมันน่าจะมีอะไรอีกหลายอย่างที่คนกลุ่มนี้สามารถจะช่วยสร้างสรรค์ให้สังคมมันดีขึ้นได้ มันก็เลยเกิดขึ้นมาเป็น TYPN แล้วไปๆมาๆเครือข่ายเพื่อนๆพี่ๆน้องๆนี่มันก็คนกันเองทั้งนั้น วนกันไปไม่ไกลมากหรอกเพราะสังเกตุเห็นได้ว่าเมื่อไปร่วมกิจกรรมทีนึงก็มักจะเจอเพื่อนเก่าบ้าง เพื่อนของเพื่อนบ้าง หรือบางทีต้องชวนให้ตกใจว่าเพื่อนปัจจุบันนี่แหล่ะแต่รู้ข่าวสารมาจากคนละที่แล้วก็มาเจอกันโดยบังเอิญ อะไรอย่างนี้
เป็นคุณครู
ช่วงนี้ต้องใช้พลังงานสมองอย่างหนักเนื่องจากวันธรรมดาสอนภาษาอังกฤษนักเรียนป. 2 อายุประมาณ 7-8 ขวบ เหมือนจับปูใส่กระด้ง ต้องคิดเกม คิดหาเพลงไปให้เด็กๆร้อง ต้องใช้จิตวิทยาเด็กสูงมากกกก.... พอวันเสาร์ที่ผ่านมาต้องไปสอนเด็กโตนะคะ อายุ 15-21 ปี ก็จะเป็นอีกแบบนึง เราโชคดีที่ได้จับทีมกันกับเพื่อนๆ TYPN อีก 2 คน คือสิกับน้องจิ๊บ ซึ่งสอนเก่งมาก แกรมม่าเปรี๊ยะ.. เราก็เลยสบาย ^^
ชุมชนสุเหร่าทางควาย
เราเป็นคนกรุงเทพฯแต่กำเนิด แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่เคยได้ยินชื่อชุมชนสุเหร่าทางควายเลยแม้แต่ครั้งเดียว ได้ไปยลชุมชนก็เมื่อวันที่ไปสอนนี่แหล่ะ เป็นครั้งแรกเลย เพราะว่าการเรียนการสอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการร่วมกับเขตประเวศซึ่งต้องการพัฒนาเด็กๆในชุมชนสุเหร่าทางควายให้สามารถสนทนากับฝรั่งนักท่องเที่ยวได้... เชื่อหรือไม่ก็ตาม... ที่นี่เป็นแหล่งเจียระไนพลอย มีปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้เกี่ยวกับการเจียระไนพลอยเป็นอย่างดี แล้วก็มีฝรั่งนักท่องเที่ยวเคยถีบจักรยานมาเที่ยวแถวนี้กันบ้างด้วย ชาวบ้านที่นี่ก็ยังอาศัยกันเรียบง่าย ของเล่นเด็กแถวนี้ก็คือการกระโดดน้ำคลองเล่น! (โดดจากสะพานสูงมากกกกกก.... เห็นแล้วกลัววว)

โครงการสอนภาษาอังกฤษสำหรับการท่องเที่ยวให้เด็กๆที่นี่กินเวลาประมาณ 6 อาทิตย์ โดยครั้งที่ผ่านมาเป็นครั้งที่ 5 แล้วและอาสาสมัครที่มาสอนก็จะเปลี่ยนไปเกือบทุกครั้ง ประเภทใครว่างสามารถมาสอนได้เมื่อไหร่ก็มาลงชื่อสอนแล้วก็มาช่วยกันเตรียมเนื้อหาการสอนและทำเอกสารแจกนักเรียนด้วย สำหรับอาทิตย์หน้านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว โดยเราจะเอาฝรั่งจริงๆมาเยี่ยมชมชุมชนที่นี่และให้เด็กๆแบ่งกลุ่มกันไปแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในชุมชนนี้ให้ฝรั่งฟัง เรียกว่าเป็นบททดสอบสุดท้ายว่าเด็กๆจะสามารถเอาสิ่งที่พวกเราสอนไปใช้ได้ขนาดไหน (ใครมีเพื่อนฝรั่งอยากมาช่วยเป็นอาสาสมัครก็ติดต่อมาได้นะเลยนะ... ยังรับสมัครเพิ่มเติมอยู่)
เริ่มแบ่งกลุ่มติวเข้มเตรียมรับมือฝรั่ง (กลุ่มนี้กลุ่มเราเอง... จะเล่าให้ฝรั่งฟังเกี่ยวกับวิถีชีวิตมุสลิมและเรื่องราวเกี่ยวกับสุเหร่าทางควาย)
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเราก็ได้ประเดิมการเป็นคุณครูอาสาสมัครสอนภาษาอังกฤษสำหรับการท่องเที่ยวให้กับเด็กๆในชุมชนสุเหร่าทางควายในเขตประเวศหลังจากที่ตารางไม่ลงตัวมาก่อนหน้านี้ อันนี้จริงๆแล้วเป็นหนึ่งในโครงการที่เพื่อนๆพี่ๆน้องๆกลุ่ม TYPN (Thai Young Philanthropist Network) เป็นคนเริ่มต้นทำกัน และเป็นส่วนหนึ่งในงานส่วน Underprivileged Empowerment (UE) ที่เราต้องการจะเสริมสร้างความรู้และสร้างความเข็มแข็งให้กับกลุ่มชนที่มีโอกาสทางสังคมน้อยกว่าคนอื่น
TYPN ดียังไง?
ถ้าเอากันตามจริงเราก็ไม่ได้คิดหรอกว่า TYPN มันดีกว่ากลุ่มอื่นๆยังไงเพราะจริงๆแล้ว TYPN ก็เป็นเพียงกลุ่มเครือข่ายรุ่นพี่รุ่นน้อง เพื่อนๆกันเองนี่แหล่ะ ที่ส่วนมากก็จบจากต่างประเทศ จบมหาวิทยาลัยดีๆมีชื่อเสียง แต่เมื่อกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว บางคนก็กลับไปประกอบอาชีพบริหารกิจการของครอบครัว บางคนก็ได้ทำงานที่ไม่ได้ใช้ความสามารถเต็มเปี่ยม บางคนก็ตกงาน (เอ๊ะ.. คุ้นๆ) อะไรเหล่านี้... ทำให้น้องเอด้า ซึ่งเป็นรุ่นน้องคณะที่ธรรมศาสตร์และเป็นคนเริ่มตั้ง TYPN เริ่มมองเห็นปัญหาของเมืองไทยว่าถึงแม้จะไม่มีปัญหา Brain drain เพราะส่วนมากพอเรียนจบก็อยากจะกลับมาอยู่เมืองไทย... แต่พอกลับมาแล้วดันเจอปัญหา Brain drown คือ เมื่อกลับมาแล้วก็มักจะประกอบอาชีพที่ไม่ได้ใช้สิ่งที่เรียนมาหรือไม่ได้ใช้ความสามารถอีกหลายๆส่วนที่ (อดีต) นักเรียนกลุ่มนี้มี ดังนั้นมันน่าจะมีอะไรอีกหลายอย่างที่คนกลุ่มนี้สามารถจะช่วยสร้างสรรค์ให้สังคมมันดีขึ้นได้ มันก็เลยเกิดขึ้นมาเป็น TYPN แล้วไปๆมาๆเครือข่ายเพื่อนๆพี่ๆน้องๆนี่มันก็คนกันเองทั้งนั้น วนกันไปไม่ไกลมากหรอกเพราะสังเกตุเห็นได้ว่าเมื่อไปร่วมกิจกรรมทีนึงก็มักจะเจอเพื่อนเก่าบ้าง เพื่อนของเพื่อนบ้าง หรือบางทีต้องชวนให้ตกใจว่าเพื่อนปัจจุบันนี่แหล่ะแต่รู้ข่าวสารมาจากคนละที่แล้วก็มาเจอกันโดยบังเอิญ อะไรอย่างนี้
เป็นคุณครู
ช่วงนี้ต้องใช้พลังงานสมองอย่างหนักเนื่องจากวันธรรมดาสอนภาษาอังกฤษนักเรียนป. 2 อายุประมาณ 7-8 ขวบ เหมือนจับปูใส่กระด้ง ต้องคิดเกม คิดหาเพลงไปให้เด็กๆร้อง ต้องใช้จิตวิทยาเด็กสูงมากกกก.... พอวันเสาร์ที่ผ่านมาต้องไปสอนเด็กโตนะคะ อายุ 15-21 ปี ก็จะเป็นอีกแบบนึง เราโชคดีที่ได้จับทีมกันกับเพื่อนๆ TYPN อีก 2 คน คือสิกับน้องจิ๊บ ซึ่งสอนเก่งมาก แกรมม่าเปรี๊ยะ.. เราก็เลยสบาย ^^
ชุมชนสุเหร่าทางควาย
เราเป็นคนกรุงเทพฯแต่กำเนิด แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่เคยได้ยินชื่อชุมชนสุเหร่าทางควายเลยแม้แต่ครั้งเดียว ได้ไปยลชุมชนก็เมื่อวันที่ไปสอนนี่แหล่ะ เป็นครั้งแรกเลย เพราะว่าการเรียนการสอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการร่วมกับเขตประเวศซึ่งต้องการพัฒนาเด็กๆในชุมชนสุเหร่าทางควายให้สามารถสนทนากับฝรั่งนักท่องเที่ยวได้... เชื่อหรือไม่ก็ตาม... ที่นี่เป็นแหล่งเจียระไนพลอย มีปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้เกี่ยวกับการเจียระไนพลอยเป็นอย่างดี แล้วก็มีฝรั่งนักท่องเที่ยวเคยถีบจักรยานมาเที่ยวแถวนี้กันบ้างด้วย ชาวบ้านที่นี่ก็ยังอาศัยกันเรียบง่าย ของเล่นเด็กแถวนี้ก็คือการกระโดดน้ำคลองเล่น! (โดดจากสะพานสูงมากกกกกก.... เห็นแล้วกลัววว)

โครงการสอนภาษาอังกฤษสำหรับการท่องเที่ยวให้เด็กๆที่นี่กินเวลาประมาณ 6 อาทิตย์ โดยครั้งที่ผ่านมาเป็นครั้งที่ 5 แล้วและอาสาสมัครที่มาสอนก็จะเปลี่ยนไปเกือบทุกครั้ง ประเภทใครว่างสามารถมาสอนได้เมื่อไหร่ก็มาลงชื่อสอนแล้วก็มาช่วยกันเตรียมเนื้อหาการสอนและทำเอกสารแจกนักเรียนด้วย สำหรับอาทิตย์หน้านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว โดยเราจะเอาฝรั่งจริงๆมาเยี่ยมชมชุมชนที่นี่และให้เด็กๆแบ่งกลุ่มกันไปแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในชุมชนนี้ให้ฝรั่งฟัง เรียกว่าเป็นบททดสอบสุดท้ายว่าเด็กๆจะสามารถเอาสิ่งที่พวกเราสอนไปใช้ได้ขนาดไหน (ใครมีเพื่อนฝรั่งอยากมาช่วยเป็นอาสาสมัครก็ติดต่อมาได้นะเลยนะ... ยังรับสมัครเพิ่มเติมอยู่)
เริ่มแบ่งกลุ่มติวเข้มเตรียมรับมือฝรั่ง (กลุ่มนี้กลุ่มเราเอง... จะเล่าให้ฝรั่งฟังเกี่ยวกับวิถีชีวิตมุสลิมและเรื่องราวเกี่ยวกับสุเหร่าทางควาย)Monday, November 02, 2009
Peaceful Mind in Khao Yai (Meditation Retreat)
We were highly honored by Bhante Gunaratana or Bhante G, an internationally recognized senior monk and a head abbot of Bhavana Society in West Virginia, who have led us meditation sessions at our community in Khao Yai this past weekend.

I had a chance to join their two sessions at 6 p.m. on Saturday evening and 5 a.m. on Sunday morning. Since I haven't done any real meditation practice during the past 5 whole years, it was rather a challenge for me to try to keep my mind at peace during an hour-long session. But it was absolutely great to get back to practicing meditation again.
"Impermanence is the only permanent thing in life. But impermanence cannot stand for itself. There is always something to start with for you to understand what impermanence is. For example, the impermanence of life, the impermanence of feeling, the impermanence of something and something. Most of all, it need not be verbalized for verbalizing is only to set a conceptual statement for the real state of happening." - summarized from Bhante G's teaching
One other place we visited on Sunday was "Baan Boon (บ้านบุญ)", a meditation home of Ajahn Jayasaro (พระอาจารย์ชยสาโร / Shaun Chiverton). We did another nearly an hour meditation session before listening to Ajahn Jayasaro's Dhamma talk.

I don't know if it is because both Bhante G and Ajahn Jayasaro are foreigners or not, but the way they teach is very simple and easy to understand.
"Dhamma doesn't have levels. It doesn't mean that one teaching is for a beginner and another is for an advanced, but it's all about understanding. Even for a simple teaching like 'do good and do not do bad', if a person cannot practice it, such teaching can be called an advance and difficult one for him/her too." - summarized from Ajahn Jayasaro's teaching "
ธรรมมะไม่มีระดับขั้น ไม่ได้มีแบ่งว่าคำสอนง่ายๆเป็นคำสอนระดับประถม คำสอนยากๆเป็นระดับมัธยม ปริญญาตรี ปริญญาโทหรือสูงกว่า และความลึกซึ้งของธรรมมะก็ไม่ได้มาจากการที่ต้องศึกษาธรรมมะที่ฟังดูยากๆ แต่ความลึกซึ้งในธรรมมะมันอยู่ที่ความเข้าใจและการปฏิบัติ อย่างคำสอนพื้นๆ เช่น 'ทำดี อย่าทำชั่ว' ถ้าใครประพฤติปฎิตามไม่ได้ มันก็เรียกว่าเป็นธรรมมะที่ลึกซึ้งสำหรับคนคนนั้นได้เหมือนกัน" - เรียบเรียงจากคำสอนของพระอาจารย์ชยสาโร
Then after Dhamma Talk session, we also could Tuk Baat (ตักบาตร) Ajahn Jayasaro and the home abbots.

Below is my friend, Kim. She's one real great example of a person. I knew her 6 years ago when I was in Malaysia by an introduction of Auntie Avoranee who now serves Bhante G at Bhavana Society. Kim back then was such a healthy lady. Who knew that one day she would suffer from a stroke and being half-body paralized (left part of the body). I met her again about 3-4 years ago when she just had a stroke and still trying to realign herself into a life of less-mobility. I met here again just this past weekend and it was amazing to see how she can walk, talk and help herself to everything. She can bend down to arrange her shoes. She can walk up and down the staircases without any help. She can sit and meditate even for a long session. She can do so many things that I can hardly picture a person who could barely move can do. Her husband, Kien, is also a wonderful husband. I'm really touched.

Later on that day, Bhante G came over to Baan Boon for a visit which provided us a great chance to witness the talk among great Theravada monks.


I had a chance to join their two sessions at 6 p.m. on Saturday evening and 5 a.m. on Sunday morning. Since I haven't done any real meditation practice during the past 5 whole years, it was rather a challenge for me to try to keep my mind at peace during an hour-long session. But it was absolutely great to get back to practicing meditation again.
"Impermanence is the only permanent thing in life. But impermanence cannot stand for itself. There is always something to start with for you to understand what impermanence is. For example, the impermanence of life, the impermanence of feeling, the impermanence of something and something. Most of all, it need not be verbalized for verbalizing is only to set a conceptual statement for the real state of happening." - summarized from Bhante G's teaching
One other place we visited on Sunday was "Baan Boon (บ้านบุญ)", a meditation home of Ajahn Jayasaro (พระอาจารย์ชยสาโร / Shaun Chiverton). We did another nearly an hour meditation session before listening to Ajahn Jayasaro's Dhamma talk.

I don't know if it is because both Bhante G and Ajahn Jayasaro are foreigners or not, but the way they teach is very simple and easy to understand.
"Dhamma doesn't have levels. It doesn't mean that one teaching is for a beginner and another is for an advanced, but it's all about understanding. Even for a simple teaching like 'do good and do not do bad', if a person cannot practice it, such teaching can be called an advance and difficult one for him/her too." - summarized from Ajahn Jayasaro's teaching "
ธรรมมะไม่มีระดับขั้น ไม่ได้มีแบ่งว่าคำสอนง่ายๆเป็นคำสอนระดับประถม คำสอนยากๆเป็นระดับมัธยม ปริญญาตรี ปริญญาโทหรือสูงกว่า และความลึกซึ้งของธรรมมะก็ไม่ได้มาจากการที่ต้องศึกษาธรรมมะที่ฟังดูยากๆ แต่ความลึกซึ้งในธรรมมะมันอยู่ที่ความเข้าใจและการปฏิบัติ อย่างคำสอนพื้นๆ เช่น 'ทำดี อย่าทำชั่ว' ถ้าใครประพฤติปฎิตามไม่ได้ มันก็เรียกว่าเป็นธรรมมะที่ลึกซึ้งสำหรับคนคนนั้นได้เหมือนกัน" - เรียบเรียงจากคำสอนของพระอาจารย์ชยสาโร
Then after Dhamma Talk session, we also could Tuk Baat (ตักบาตร) Ajahn Jayasaro and the home abbots.

Below is my friend, Kim. She's one real great example of a person. I knew her 6 years ago when I was in Malaysia by an introduction of Auntie Avoranee who now serves Bhante G at Bhavana Society. Kim back then was such a healthy lady. Who knew that one day she would suffer from a stroke and being half-body paralized (left part of the body). I met her again about 3-4 years ago when she just had a stroke and still trying to realign herself into a life of less-mobility. I met here again just this past weekend and it was amazing to see how she can walk, talk and help herself to everything. She can bend down to arrange her shoes. She can walk up and down the staircases without any help. She can sit and meditate even for a long session. She can do so many things that I can hardly picture a person who could barely move can do. Her husband, Kien, is also a wonderful husband. I'm really touched.

Later on that day, Bhante G came over to Baan Boon for a visit which provided us a great chance to witness the talk among great Theravada monks.

Subscribe to:
Posts (Atom)





