Showing posts with label travel. Show all posts
Showing posts with label travel. Show all posts

Thursday, March 29, 2012

สัมผัสเสน่ห์แอฟริกา: “คิกาลี...​เมืองพันเนิน” ตอนที่ 1

ถึงแม้จะเป็นคนเดินทางเป็นประจำ แต่ก็ต้องยอมรับว่าค่อนข้างตื่นเต้นระคนกังวลใจกับการเดินทางมาเยือนแอฟริกาเป็นครั้งแรกในคราวนี้เป็นอย่างมาก เพราะว่ารู้ตัวล่วงหน้าเพียงไม่ถึง 10 วันก่อนเดินทางเท่านั้นเอง


เตรียมตัว เตรียมใจ ก่อนเดินทาง

สั้นๆง่ายๆว่า “เครียด” และ “วิตกกังวล” พอสมควรเมื่อรู้ว่าจะถูกส่งมาประชุมที่ประเทศรวันดา เพราะว่ามีความรู้เกี่ยวกับทวีปแอฟริกาน้อยถึงน้อยที่สุด สิ่งเดียวที่รู้เกี่ยวกับประเทศรวันดาคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เมื่อหลายสิบปีก่อน ตายกันเกือบล้านคน แต่ก็ได้มีการเยียวยาความรู้สึกของคนต่างเผ่าพันธุ์ของที่นี่ จนตอนนี้สามารถจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข นอกจากนี้แล้ว ไม่รู้อะไรอื่นๆเกี่ยวกับประเทศนี้อีกเลย

กังวลอย่างที่สองคือเรื่องของการเตรียมสุขภาพให้พร้อม เพราะรู้มาว่าก่อนเดินทางไปแอฟริกาควรจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เหลืองไปก่อน ค้นหาข้อมูลพบว่าสามารถรับบริการฉีดวัคซีนได้ตามสถานที่ไม่กี่แห่งในกทม.ที่ได้รับอนุญาติและสามารถออกใบ Certificate ให้ได้ สิ่งที่ทำให้กังวลจริงๆ ไม่ใช่เรื่องโดนฉีดยา แต่เป็นเพราะว่าวัคซีนไข้เหลืองต้องใช้เวลาเพาะเชื้อประมาณ 10 วันถึงจะออกฤทธิ์ แต่เพราะว่าเรารู้ตัวล่วงหน้าไม่นานนัก วัคซีนเรามันจะออกฤทธิ์พอดีๆกับวันที่เดินทางกลับมาเมืองไทยไม่ใช่วันที่เดินทางถึงแอฟริกา! แต่ถึงอย่างไรก็เถอะ... ไม่ว่าจะใช้เวลากี่วันกว่าจะออกฤทธิ์ เราก็ต้องฉีดไปก่อนอยู่ดี จึงเลือกไปที่สถานเสาวภา ถ.อังรีดุนังค์ ไม่ต้องนัดล่วงหน้า ใช้เวลาไม่นาน เสียค่าบริการทั้งหมด 970 บาท (เป็นค่าทำบัตรคนไข้ใหม่ 20 บาท, ค่ายา 900 บาท และค่าบริการทางการแพทย์ 50 บาท) ฉีดเสร็จก็รอดูอาการประมาณ 15 นาที ฉีดยาเสร็จได้สมุดบันทึกประวัติการฉีดวัคซีนเล่มเล็กๆสีเหลืองมาให้ดูต่างหน้า


กังวลอย่างที่สามคือเรื่องของการขอวีซ่า เนื่องจากไม่คิดว่าจะมีสถานทูตประเทศรวันดาอยู่ในเมืองไทย (และก็เป็นจริงอย่างที่คิด) ค้นอยู่นานว่าจะขอวีซ่าอย่างไรได้บ้าง ก็พบว่าประเทศเล็กๆในแอฟริกาแห่งนี้กลับมาระบบการขอวีซ่าออนไลน์ได้ไม่ยากนัก เพียงแต่ต้องใช้เวลาศึกษาหาประเทศวีซ่าที่ถูกต้องกับตัวเอง แล้วก็ดูรายการเอกสารรับรองที่ต้องใช้ให้ถูกต้อง ใช้เวลาประมาณ 1-3 วันในการขอ …​กรณีของเราใช้วีซ่าประเภท Conference ต้องใช้เพียงจดหมายเชิญ เลยปวดหัวไม่มากนักกับการจัดเตรียมเอกสาร แต่ก็พบอุปสรรคให้ต้องคอยแก้บ้าง ที่จะลุ้นที่สุดเห็นจะเป็นการรอคำตอบกลับการอนุมัติวีซ่า เพราะว่าเราขอล่วงหน้า 3-4 วันพอดี เจ้าหน้าที่ก็ส่งวีซ่ากลับมาให้เราซะเกือบจะเวลาเลิกงานในเย็นวันศุกร์ซะแล้ว เล่นเอาลุ้นตัวโก่งเพราะกลัวจะออกตั๋วเดินทางไม่ทันตารางเดินทางในวันเสาร์


กังวลอย่างที่สี่คือเรื่องของสายการบินและเส้นทางการบิน เพราะคราวนี้จะต้องบินสายการบินเอธิโอเปียซึ่งไม่รู้จริงๆว่าเป็นสายการบินดีหรือไม่ดียังไง รู้แต่ว่าเป็น Star Alliance เส้นทางการบินก็ต้องไปแวะพักเครื่องที่เมืองอาดิส อาบาบา (Addis Ababa) เมืองหลวงของเอธิโอเปียตั้งหลายชั่วโมงทั้งขาไปและขากลับ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าบ้านเมืองเค้าเป็นอย่างไร สนามบินเพรียบพร้อมขนาดไหน ลองค้นในเน็ตก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน (เพราะว่ามีทั้งคนที่บอกว่าดี และคนที่บอกว่าไม่ดี) เรียกว่าทุกอย่างเป็นประสบการณ์ครั้งแรกทั้งหมด ดังนั้นจะไม่ให้กังวลเลยก็จะเป็น Power Puff Girl เกินไปหน่อย


ออกเดินทางจริงจากสนามบินสุวรรณภูมิ

เพราะได้ยินมาเยอะว่าสายการบินทางแอฟริกาชอบทำกระเป๋าหาย เราจึงจัดกระเป๋าให้กระทัดรัดเข้าไว้ ทำให้พร้อมขนขึ้นเครื่องได้ง่ายๆ แต่พอไปถึงสนามบินก็ต้องผงะกับจำนวนสัมภาระของผู้โดยสายอื่นๆที่กองพะเนินเทินทึก เนื่องจากว่าสายการบินนี้เค้าอนุญาตให้ผู้โดยสารโหลดของได้คนละ 40 กิโลกรัม (ช่างใจดีไปมั้ยเนี่ยะ) แต่ด้วยความแน่นของไฟลท์นี้ เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเลยเคี่ยวมากกับกระเป๋าของผู้โดยสารที่จะขนขึ้นเครื่อง บังคับให้เราชั่งน้ำหนักกระเป๋าตัวเอง ก็หนัก 10 กิโลกรัม เกินจากอนุญาตมา 3 กิโลกรัม เลยต้องมีการออดอ้อนกันนิดนึงว่าขอเถอะ เดินทางหลายชั่วโมง มีกระเป๋าเล็กๆใบเดียว ถ้าเกิดโหลดแล้วหายกลางทางนี่ชีวิตจบกันพอดี เจ้าหน้าที่ก็เลยให้รอดมาได้

แปลกใจกับการออกตั๋วนิดหน่อย เพราะว่าการเดินทางครั้งนี้บนหน้าตั๋วเขียนว่าเราเป็นสมาชิกบัตรทองของ Star Alliance เจ้าหน้าที่บอกให้ไปนั่งเล่นรอที่ห้องพักรับรองสายการบินก่อนเพราะเราเช็คอินเร็ว มีเวลาเหลือก่อนเครื่องออกอีกเยอะ ช่างพาลทำให้เรางงมาก เพราะว่าจริงๆเราเป็นแค่สมาชิกบัตรเงิน ทำไมมันถึงขึ้นว่าเป็นทอง แต่ก็นะ....​ถ้าให้ดิฉันเป็นทอง ดิฉันก็ขอไปใช้ห้องพักรับรองสายการบินให้สบายใจเฉิบดีกว่า รู้สึกดีใจที่ระบบมันยกระดับให้เราอัตโนมัติ เพราะว่าการต้องไปแวะพักเครื่องต่างถิ่นนานๆหลายชั่วโมง ถ้าไม่ได้ไปพักในห้องพักรับรอง สงสัยจะแย่เหมือนกัน


ดอกไม้ท่ามกลางเกราะเหล็ก บนนกเหล็กอายุเยอะ

เราว่าเราก็ขึ้นเครื่องตรงเวลาที่เขียนไว้บนหน้าตั๋ว แต่ก็ยังช้ากว่าคนอื่นๆเกือบทั้งลำ (ดีไม่ใช่คนสุดท้าย) พอเราเดินขึ้นเครื่องจึงเป็นเป้าสายตาของคนเกือบทั้งลำนั่น หน้าตั๋วเขียนว่าที่นั่งแถว 32 ก็นึกว่าจะได้นั่งหน้าๆ ป๊าดดดด….​นู่นเลย... เกือบหลังสุดของเครื่อง…​ เราเดินดุ่มๆๆๆไปทางหลังเครื่อง ต้องทำตัวไม่สะทกสะท้านกับสายตาของกองทัพญี่ปุ่นทั้งกองทัพที่นั่งมองเราอยู่จากด้านหลังเครื่องด้วยกัน แถมพี่ๆ (หรือน้องๆ?) ท่านช่างเม้าท์มอยกันเสียงดังเหลือเกิน เมื่อเราเดินถึงที่นั่ง เอากระเป๋าเก็บได้ ก็แทรกตัวเข้าริมหน้าต่าง ห่มผ้า ปิดตา เป็นนางอายหลับไปเลย


เครื่องที่ใช้บินระหว่างกทม.และอาดิส อาบาบา คราวนี้เป็น Boeing 767-300 เรียงแถวเป็น 2-3-2 ลำช่างเล็ก ทั้งเก่าและแคบยิ่งนัก บริการบนเครื่องอย่าให้พูดถึง รู้สึกดีที่ชิ่งหลับไปตลอดทาง ก่อนลงได้แอบดูห้องน้ำนิดนึง โอ้ว..​แม่เจ้า... ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ (ดีนะที่กัปตันบินนิ่ม..​ไม่งั้นเสียววาบบบบ)


แวะพักตลอดทาง

ประมาณ 9 ชม. หลังเหินฝาหันหลังให้กทม. นกเหล็กชราก็พาเรามาถึงเมืองอาดิส อาบาบา ตอนพระอาทิตย์ขึ้นพอดี บรรยากาศที่นี่ยามเช้าเย็นสบายนัก เรานั่งรอต่อเครื่องที่นี่อีกประมาณ 4 ชม. ก็อาศัยไปฝังตัวอยู่ในห้องพักรับรองสายการบินที่เล็กๆเก่าๆ แต่มีเน็ตให้เล่นสบายใจ


ขึ้นเครื่องอีกครั้งถึงกับตกใจ เพราะว่าเครื่องที่ใช้บินระหว่างประเทศในทวีปแอฟริกาช่างใหม่ผิดหูผิดตาไปจากเครื่องที่นั่งจากมาเมื่อคืน เก้าอี้กว้างขวางขนาดมาตรฐาน บริการดี อาหารใช้ได้ ช่างแตกต่างอย่างไม่น่าเชื่อ

บรรยากาศประเทศเอธิโอเปียจากเครื่องบิน


เซอร์ไพรส์ที่สองตามมาเมื่อเครื่องร่อนลงหลังจากเพิ่งขึ้นไปได้ยังไม่ถึง 2 ชม.ดี…​ ไม่ใช่อะไรที่ไหน แต่เครื่องจอดรับผู้สารเพิ่มที่เมือง Entebbe ประเทศยูกันดา!! ถือเป็นของแถมให้เรา เพราะว่าไม่ได้ดูมาก่อนว่าไฟลท์ที่บินนี้มีจอดที่ยูกันดาด้วย ก็ต้องรออยู่ในเครื่องในสนามบินร่วมชั่วโมง ก่อนเครื่องจะเหินฟ้ามุ่งหน้าคิกาลี จุดหมายปลายทางของเราซักที ใช้เวลาบินจากเอ็นเทปเป็ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง

แวะเติมน้ำมันที่ Entebbe, Uganda


เหยียบแผ่นดินรวันดา



เมื่อลงเครื่องก็ต้องจัดแจงเอาตัวเข้าเมืองให้ได้ถูกต้องตามกฏหมายด้วยการกรอกใบเข้าเมือง พร้อมยื่นเอกสารที่ทางกงสุลส่งมาให้ก่อนหน้านี้ และจ่ายค่าวีซ่า 30 เหรียญ จากนั้นก็รอมองหาคนขับรถที่ถือป้ายชื่อเรา …​เอ…​ไม่มี…​โอเค..​โทรศัพท์ตามก็ได้...​อ้าว เฮ้ย…​โรมมิ่งไม่ได้...​สงสัยโทรศัพท์เพี้ยน...​รีบู้ตไปหนึ่งที...​เอ..​เหมือนเดิม....​ ยังไม่มีสัญญาณอยู่ดี...​ลองใหม่...​เหมือนเดิม...​เอ่อ..​ สรุปว่า AIS ไม่มีเครือข่ายโรมมิ่งกับประเทศรวันดา... โทรศัพท์อันชาญฉลาดกลายเป็นที่ทับกระดาษในพริบตา

หันซ้ายหันขวานิดหน่อย ตาเหลือบไปเจอชื่อตัวเอง..​รีบเดินไปบอกเค้าว่า "Hey!! That's me!" พ่อหนุ่มคนนั้นส่งยิ้มฟันขาวแล้วทำหน้าฉงนยิ่งนัก...​ เราเลยถามไปว่ายูคิดว่าไอเป็นผู้ชายผิวดำล่ะสิ...​พ่อหนุ่มนั้นสารภาพทันทีตามคาดว่าใช่ เพราะว่าชื่อ "Mutarika" จริงๆ เป็นชื่อผู้ชายแอฟริกา (เราพยายามหาคนแอฟริกาที่รู้จักความหมายของชื่อเรามานานแล้ว...​ยังไม่เจอซักที...​ว่าแต่ตอนพ่อตั้งชื่อหนูนี่พ่อรู้มั้ยเนี่ยะว่ามันเป็นชื่อเหมือนคนแอฟริกาเนี่ยะ)

Mr. Happy / Salvator


คิกาลี…​สุดยอดเมืองน่าทึ่งแห่งแอฟริกา

เจ้า Happy คนขับรถคนนี้พาเรามุ่งหน้าไปยังที่พักซึ่งอยู่บนเนินเข้าอีกลูกหนึ่ง ห่างจากสนามบินราวๆ 15 นาที ระหว่างทางเราขึ้นเนิน ลงเนินไปไม่รู้กี่ลูก ผ่านร้านค้าบ้านเรือนตามรายทาง เห็นแล้วต้องบอกว่าทึ่งมากว่าเป็นประเทศที่มีระเบียบเรียบร้อยมาก ขยะไม่มีให้เห็น ถนนหนทางทำไว้อย่างดี มีการก่อฟุตปาธอย่างเรียบร้อย สังเกตเห็นมีป้ายรถเมล์ มีป้ายรถเท็กซี่ และมีวินมอเตอร์ไซค์ซึ่งใส่หมวกกันน็อตแถมถือหมวกกันน็อตอีกใบเอาไว้ให้ผู้โดยสารใส่กันทุกคน ตามสี่แยกไฟแดงในเมืองมีป้ายจราจรอัจริยะ บอกระยะเวลาไฟแดง ไฟเขียวไว้อย่างชัดเจน ค่อนข้างเจริญอย่างที่ไม่ได้คิดมาก่อน เพื่อนที่มาจากยูกันดาก็บอกว่าเค้าก็แปลกใจมากกับความมีระเบียบของที่นี่ เรียกว่าสูงกว่ามาตรฐานปกติของประเทศในแถบแอฟริกาเป็นอย่างมาก สมกับคำร่ำลือว่าคิกาลีเป็นหนึ่งในเมืองที่สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย และปลอดภัยที่สุดในทวีปแอฟริกาจริงๆ


ตามแผนการพัฒนาเมืองปี 2020 นั้น บ้านเรือนที่เป็นสลัมที่เราเห็นตามรายทางจะถูกรื้อถอนออกเพื่อสร้างเป็นบ้านที่ทันสมัย มีความเป็นระเบียบมากกว่านี้ ในส่วนตัวเมืองก็จะมีการสร้างอาคารสูงเพื่อการพาณิชย์มากมาย ภาพที่เราเห็น ณ ตอนนี้จะเปลี่ยนไปทุกวัน วันละนิด วันละหน่อย จนอีก 10 ปีให้หลัง ภาพวิวทิวทัศน์ของเมืองคงแตกต่างไปจากนี้อย่างสิ้นเชิง


การมาคิกาลีครั้งนี้ได้พักที่โรงแรม Serena Hotel ซึ่งจัดว่าเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดของเมืองนี้ ถ้าเทียบกับมาตรฐานโรงแรมในกรุงเทพฯที่เคยใช้บริการมา Serena ก็น่าจะเทียบเท่าโรงแรมในระดับ 3-4 ดาวที่คุ้นเคย แต่สำหรับที่นี่แล้วถือว่าเป็นโรงแรมชั้นดีมาก เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติแม้ว่าสนนราคาจะแพงหูฉี่ก็ตาม เมื่อเช็คอินแล้วยังมีปัญหาเรื่องห้องเล็กน้อย กว่าจะจัดการจนได้ห้องที่เป็นเตียงควีนไซส์ได้ก็หมดสภาพมากจนเกินจะรับไหว เมื่อเข้าห้องได้ อาบน้ำอาบท่าแล้วก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง...​ขอนอนเอาแรงก่อนที่จะต้องตื่นมาร่วมประชุมตลอดในอีก 2 วันข้างหน้าก่อนล่ะ







Tuesday, August 24, 2010

Turkish Delight!

Turkey Trip Preview

After over half a year research on Turkey by my daddy, our family made it to Turkey for the first time! Dad, Mom, Nah Noke, and I flew from Thailand to meet with Jill who flew in from Italy. We spent 8 full days traveling over 2,750 km around Turkey with extra walking days in Istanbul. Marvelous place to be. Highly recommended!!

(Photo courtesy of Nah Nok)

Day 0 | 7 August 2010


BKK - ISTANBUL (Ataturk International Airport)


Day 1 | 8 August 2010

İstanbul --> Gallipoli peninsula --> Çanakkale



Day 2 | 9 August 2010

Çanakkale --> Troy --> Bergama --> İzmir


Day 3 | 10 August 2010

İzmir --> Selçuk --> Ephesus --> Pamukkale

(Photo courtesy of Nah Nok)

(Photo courtesy of Nah Nok)

Day 4 | 11 August 2010

Pamukkale --> Göreme (Cappadocia)

(Photo courtesy of Nah Nok)

Day 5 | 12 August 2010

Cappadocia Balloon and around Cappadocia

(Photo courtesy of Nah Nok)

Day 6 | 13 August 2010

Göreme --> Tuz Gölü --> İstanbul


Day 7 | 14 August 2010

İstanbul (The Topkapı Palace, Aya Sofya, Grand Bazaar, Yerebatan, Blue Mosque)

(Photo courtesy of Nah Nok)

Day 8 | 15 August 2010

İstanbul (Spice Market, Bosphorus Cruise, Dolmabahce Palace, Taksim Square)


Day 9 | 16 August 2010

İstanbul --> Bangkok

Friday, April 23, 2010

France Itinerary



*** Original Plan ***


Day 0: April 9, 2010

Bangkok --> KL


Day 1: April 10, 2010

KL --> Paris --> Versailles --> Nice


Day 2: April 11, 2010

Nice --> Eze --> Monaco --> Nice


Day 3: April 12, 2010

Nice --> Aix-en-Provence --> Marseille


Day 4: April 13, 2010

Marseille --> Pont du Gard --> Avignon


Day 5: April 14, 2010

Avignon --> Les Baux de Provence --> Arles --> Avignon

Day 6: April 15, 2010

Avignon --> Paris (survived France train strike)


Day 7: April 16, 2010

Paris


Day 8: April 17, 2010
Paris


Day 9: April 18, 2010
Paris --> KL


Day 10: April 19, 2010

KL --> BKK



*** after European airport closure as a result of volcanic ash effect ***


Day 9: April 18, 2010

Paris

Day 10: April 19, 2010

Paris


Day 11: April 20, 2010

Paris --> Le Mont Saint Michel


Day 12: April 21, 2010

Le Mont Saint Michel --> Paris


Day 13: April 22, 2010

Paris


Day 14: April 23, 2010

Paris


Day 15: April 24, 2010

Paris --> KL


Day 16: April 25, 2010

KL --> BKK

Friday, August 07, 2009

หนีตามกาลิเลโอ (ด้วยคน) ตอนที่ 6 | ริมินิ - เปรูจะ -อาซซิซี่

Day 6: July 7, 2009 | Rimini - Perugia - Assisi

... สะพานโบราณ ...


หลังจากที่เกริ่นไว้คราวที่แล้วที่พาไปดูประตูโค้งสมัยโรมัน ... เช้านี้ตอนที่จะออกจากเมืองริมินิ เราก็ตั้งใจขับผ่านสะพานหินโบราณกันอีกครั้ง (ผ่านไปแล้วครั้งนึงเมื่อคืนโดยไม่ได้ตั้งใจ... เลยถ่ายรูปไม่ทัน)... สะพานนี้ชื่อ Ponte di Tiberio หรือ Tiberius' Bridge สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 1 (บางตำราว่าสร้างเสร็จศตวรรษ 21!?!?!)... ปัจจุบันยังสามารถใช้ได้อยู่ แล้วยังให้รถวิ่งข้ามได้อีก!!

มาแล้ว... โฉมหน้า Ponte di Tiberio

พยายามจะถ่ายด้านข้างให้เห็นโค้งๆของสะพาน... แต่เห็นเป็นอย่างนี้แทน -.-'


... มุ่งหน้าสู่เมืองแห่งโรงเรียนภาษา ...

ถ้าพูดถึงโรงเรียนภาษาที่อิตาลีแล้วนั้น... คนจะพูดถึงเมืองเปรูจะซะเป็นส่วนใหญ่... เมืองนี้สะกดภาษาอังกฤษว่า Perugia แรกๆอ่านเปรูเกีย เปรูเกียตลอดเลย... เพิ่งตาสว่างว่ามันจะต้องอ่านว่า "เปรูจะ" เพราะว่าตัว G ออกเสียงเป็น จ. จาน... แล้วสระ ia นั้นออกเสียงเป็น "อิอะ" รวบๆแล้วเป็น "อะ" (อ่านเหมือนภาษาญี่ปุ่น.. สระเค้าเหมือนกัน!)

เมืองนี้เริ่มแรกทีเดียวนั้นอยู่นอกแผนการเดินทาง... แต่เนื่องจากเราเที่ยวริมินิตอนกลางคืนไปเรียบร้อยแล้ว.. เช้านี้เราเลยว่างๆหน่อย ประกอบกับจุดหมายปลายทางในวันนี้ก็อยู่ไม่ไกลมากนัก... ก็เลยเอาเลย... ลุย!

แวะกด GPS และเข้าห้องน้ำ.... อย่าตกใจ... เราไม่ได้ขับ... คนขับนั่งด้านซ้าย!!


... เปรูจะ... เมืองบนเขา (อีกแล้ว) ...

เปรูจะนั้นก็เป็นอีกเมืองของอิตาลีที่มีภูมิประเทศเป็นเมืองบนภูเขา... แต่เป็นเขาชนิดปิด.. คือมีกำแพงเมืองเป็นแนวยาวเลยที่บดบังทิวทัศน์ของเมืองเอาไว้... ต้องขับไต่เขาขึ้นไปแล้วถึงจะมองเห็นว่าเมืองเป็นยังไง... โดยที่ภายในเมืองนั้นถนนหนทางก็ยังแคบอยู่ จัดเป็นถนนเดินรถทางเดียวซะเป็นส่วนมาก แล้วก็ยังคดไปเคี้ยวมา แถมชันอีกต่างหาก ในหลายๆจุดก็ยังกั้นเป็นเพียงถนนคนเดินเนื่องจากชันมาก ต้องทำเป็นบันไดแทน รถเลยผ่านไม่ได้ ...

วิวจากลานจอดรถ

เมืองเปรูจะเป็นอีกเมืองที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองมาก... เป็นแหล่งการศึกษาเนื่องจากมีมหาวิทยาลัยชื่อดังตั้งอยู่ 2 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็นโรงเรียนสอนภาษาชื่อดัง Universita per Stranieri หรือ University for Foreigners ที่จิ๋วจะไปเรียนภาษาช่วงซัมเมอร์นี้ ... นอกจากนี้เปรูจะยังเป็นแหล่งรวบรวมศิลปะ เป็นที่ซึ่งมีการจัดแสดงผลงาน ตลอดจนคอนเสิร์ตโดยศิลปินมากมายด้วย... พูดถึงแล้วยังเสียดายที่เราจัดทริปไม่ตรงกับที่เค้ามี Jazz Festival ที่นั่น... คลาดกันไปเพียงอาทิตย์เดียว.. ไม่งั้นจะได้ไปฟัง B.B. King ร้องเพลงสดๆแล้ว!! แหม... เสียดายเป็นที่สุด!!

... พาชมโรงเรียนภาษา ...

เนื่องจากจิ๋วจะมาเรียนภาษาที่เปรูจะ... เลยถือโอกาสแวะมาดูโรงเรียนแล้วก็ดูรายละเอียดเรื่องที่พัก ฯลฯ ซะเลย...

ด้านหน้า University for Foreigners

โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่มี interior ที่งงมากกกกกกกกกกกกก.... บันไดมันเป็นวนๆๆๆ จะชั้น 1 ก็ไม่ชั้น 1 จริงๆ จะชั้น 2 ก็ไม่ชั้น 2 จริงๆ... คนไม่เคยมาแอบงง... (หาห้องน้ำไม่เจอเลยขอบ่นหน่อย... ฮาฮา) ... แต่ว่าโรงเรียนสวย... โครงสร้างส่วนใหญ่จะเป็นหินผสมไม้... ห้องเรียนก็คลาสสิคซะ... (แต่ยังมีเครื่องปิ้งแผ่นใสอยู่!)

ภายในห้องเรียน

ด้านหน้าห้อง (พร้อมเครื่องปิ้งแผ่นใส)

กลางวันก็กินข้าวกันที่โรงอาหารของโรงเรียนนี่แหล่ะ... ก็นึกว่าจะมีอะไรให้กินมากมาย.. สั่งพาสต้า ลาซาญญ่าไป... แต่ทันทีที่สั่งเสร็จก็มีพนักงานเดินไปหยิบ Frozen Food เอาไป defrost มาให้ซะงั้น!! ... ก็แปลกดีไปอีกแบบ... สงสัยเหลือเกินว่าถ้าออกไปนอกโรงเรียนแล้วจะมีอาหารให้เลือกมากน้อยขนาดไหน... แต่ถึงมีให้เลือกได้มากมายก็คงต้องแลกกับการ "ปีน" เมืองกันเล็กน้อย เนื่องจากรอบๆโรงเรียนนี่ไม่มีพื้นที่ราบๆเลย... แค่เห็นก็เหนื่อยแล้ว (ขอให้จิ๋วโชคดีในการเรียนตลอดสองเดือนนี้... ฮาฮาฮาฮา)

ทางเดินจากโรงเรียนไปลานจอดรถ...

... จากเขาหนึ่งสู่อีกเขาหนึ่ง ...

ห่างจากเมืองเปรูจะเพียงแค่ 20 กว่าๆกิโลเมตรก็จะเข้าเขตเมือง Assisi ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมืองของอิตาลีที่อยู่บนเขา! แต่คราวนี้เป็นเขากว้างขวาง เห็นวิวได้จากพื้นราบ... เราแวะไปเช็คอินที่โรงแรมข้างๆโบสถ์ Santa Maria degli Angeli ซึ่งอยู่ในตำบลหนึ่งของเมือง Assisi ที่อยู่บนพื้นราบกันก่อนเพื่อเก็บสัมภาระ (โรงแรมงามมมม) แล้วจึงออกไปเที่ยวกัน... เพียงแค่ 2 กิโลเมตรเศษๆเท่านั้นเราก็ไปถึงใจกลางเมืองเก่าของ Assisi

มุ่งหน้าสู่เมือง Assisi

เมือง Assisi

อากาศดี.. ไม่ร้อนแต่ก็ไม่มีฝน

เจอหญ้าเขียวๆ ฟ้าคราวๆ เมฆขาวๆ แล้วก็วิวสุดลูกหูลูกตาอย่างนี้แล้วจะเริ่มไฮเปอร์

จะเข้าเขต Assisi

... แวะปีนกองฟาง ...

ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกับกองฟาง... เห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะต้องถ่ายรูป... ส่วนจิ๋วเป็นมากกว่า... เห็นกองฟางเป็นต้องปีน!! แล้วคุณขา.... กว่าจะปีนขึ้นไปได้นี่เหนื่อยคนอื่นนะคะ... ทั้งจะเหยียบ... ทั้งจะขี่หลัง... สุดท้ายก็มีความพยายามขึ้นไปจนได้... สาธุ!!

ปีนคนเดียวก็ปีนไม่ขึ้น... ฮาฮา

ต้องลำบากตัวช่วย

ขึ้นได้แล้ว... ดีใจด้วย...

... ขาลง (ลงเองได้ไม่ต้องใช้ตัวช่วย) ...


... Assisi เมืองมรดกโลก ...

จริงๆประเทศอิตาลีมีมรดกโลกเยอะมากกกกกกกกกก... ไม่ว่าจะเป็น Duomo ที่มิลาน ไม่ว่าจะเป็นเมือง Venice และชีวิตกับคลองทั้งหลาย หรือแม้แต่เมือง Verona ก็ใช่ โบสถ์ที่มีภาพ The Last Supper ก็ใช่ ฯลฯ เมือง Assisi นี่ก็เป็นอีกเมืองหนึ่งที่เป็นเมืองมรดกโลกเนื่องจากมีประวัติศาสตร์ยาวนานเกี่ยวกับ St. Francis (San Francesco)



เมือง Assisi เป็นเมืองที่ไม่ใหญ่นัก แต่เป็นเมืองที่สวย... ถึงแม้จะถูกพิษแผ่นดินไหวถล่มไปเมื่อปี 1997 ที่ผ่านมาซึ่งสร้างความเสียหายให้กับอาคารสำคัญๆในเมืองนี้เป็นอย่างมาก แต่ก็ได้รับการบูรณะกลับมาจนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว แม้ในปัจจุบันก็ยังมีการซ่อมแซมเมืองโดยเฉพาะในส่วนที่เป็นโบสถ์ของ St. Francis (Basilica di San Francesco)... ด้วยเหตุนี้... เราต้องจอดรถไกลกว่าที่คิดไว้แล้วก็เดินๆๆๆๆ (ขึ้นเนินอีกแล้วครับท่าน) ขึ้นไปชมโบสถ์กัน ...

แวะพักเหนื่อย (คนวัยเรายังเหนื่อย... แล้ววัยพ่อวัยแม่จะไม่เหนื่อยได้อย่างไร?!?!)


... Basilica di San Francesco ...

เนื่องจากเราไม่ได้เป็นคริสต์ก็ขอออกตัวก่อนว่าอาจจะเข้าใจประวัติศาสตร์ทางศาสนาคริสต์ได้ไม่ดีเท่าไหร่... แต่เท่าที่พอจะรู้ก็คือว่า St. Francis นั้นเป็นนักบุญที่เกิดที่เมือง Assisi ในปลายศตวรรษที่ 12 โดยแรกเริ่มเดิมทีเดียวก็เป็นคนธรรมดาๆนั่นแหล่ะ แต่ว่ามรสุมชีวิตทำให้ชีวิตผกผันต้องใช้ชีวิตเป็นขอทาน... มาวันหนึ่งสวดมนต์กับพระเจ้าแล้วก็ได้ยินท่านขอให้ฟรานซิสไปช่วยซ่อมหลังคาบ้านของท่าน (เข้าใจว่าหมายถึงโบสถ์ที่ฟรานซิสกำลังสวดมนต์ในตอนนั้น)... ฟรานซิสก็เลยเริ่มเรี่ยไรเงินจากที่ต่างๆเพื่อใช้ซ่อมแซมศาสนสถาน แล้วก็คอยเผยแผ่ศาสนาให้คนอื่นได้รับรู้... ฟรานซิสตายเมื่ออายุได้เพียงประมาณ 44 ปี แล้วก็ได้รับการแต่งตั้งจาก Pope Gregory IX ในปี 1228 ให้เป็นนักบุญ Saint Franceso... โดยประวัติศาสตร์ได้ยกย่องเค้าให้เป็นนักบุญคนแรกของอิตาลีที่มีแนวคิดว่าคนเราควรจะสวดมนต์กับพระเจ้าในภาษาตัวเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาละติน!! (ชาวคริสต์ที่ใช้ภาษาละตินไม่เป็นควรขอบคุณเค้านะเนี่ยะ!!) นอกจากนี้ยังเป็นนักบุญที่มีใจรักต่อสัตว์โลก เนื่องจากเป็นนักบุญที่สวดมนต์เผยแผ่คำสอนของศาสนาแม้กระทั่งกับสัตว์ต่างๆ เช่นนกอีกด้วย

Piazza Inferiore di San Francesco (จัตุรัสด้านล่าง)

เราเดินดุ่มๆๆๆมาเรื่อยๆจากที่จอดรถ ผ่าน Porta San Francesco ไปทาง Via Frate Elia ขึ้นไปสู่ Piazza Inferiore di San Francesco หรือจัตุรัสด้านล่างของโบสถ์เซนต์ฟรานซิส... เป็นระยะทางประมาณครึ่งกิโลเมตรได้มั่ง... แต่เป็นทางขึ้นเนิน... เล่นเอาหอบแฮ่กๆๆ ....

จัตุรัสนี้กว้างขวางมากกกกกก ทำให้รู้สึกไม่แออัดถึงแม้แดดจะร้อนมากกกกกกกกจนเกือบโดนเผา! ... ด้านปลายๆของจัตุรัสเป็นที่ตั้งของ Basilica di San Francesco โบสถ์ใหญ่สไตล์ Baroque นี่เอง... มองด้วยตาแล้วต้องบอกเลยว่าไม่น่าเชื่อว่าเคยพังมาก่อน!!

Basicila di San Francesco

โบสถ์ Basicila di San Francesco นั้นจัดเป็นอาคารสองส่วน... ส่วนล่าง lower church กับส่วนบน upper church... โดยส่วนบนนั้นตกแต่งด้วยภาพของ St. Francis ไว้ทั่วโบสถ์ (แต่ไม่ได้เห็นเอง เพราะว่าใส่กระโปรงสั้นไป... เค้าห้ามเข้า... ลืมไปว่ามีโปรแกรมเข้าโบสถ์วันนี้ -.-') และส่วนล่างก็ตกแต่งด้วย stained glass จากจิตรกรดังๆหลายๆคนจากหลายๆประเทศ... นอกจากนี้ด้านใต้ดินของโบสถ์ด้านล่างยังเป็นที่เก็บร่างของ St. Francis ไว้ให้คนได้สวดมนต์บูชาด้วย

Upper Church ของ Basilica di San Francesco

Piazza Superiore di San Francesco (จัตุรัสด้านบน)

วิวจากด้านบนของโบสถ์สวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก..... ไม่รู้จะบรรยายยังไง... ให้คะแนนชนะเลิศด้วยสภาพอากาศในวันนั้น ที่ถึงแม้จะมีแดดแต่ก็มีลมพัดตลอด แล้วก็เสริมด้วยความเขียวของหญ้าในช่วงฤดูร้อนที่ตัดกับสีตึกน้ำตาลๆของเมือง Santa Maria degli Angeli ด้านล่าง (เมืองที่เรานอนกันคืนนี้) แล้วก็บรรยากาศสุดลูกหูลูกตาที่สามารถสูดหายใจได้เต็มปอด... ชอบมาก!

วิวเมือง Santa Maria degli Angeli จาก Basilica di San Francesco

แอบดูช่างกำลังซ่อมอะไรซักอย่าง

... โบสถ์นางฟ้า ...

พูดถึงมาหลายที... Basilica di Santa Maria degli Angeli หรือ The Church of St. Maria of Angels นั้นก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญของ St. Francis ... คือพูดถึงเมือง Assisi แล้วก็จะต้องมีเรื่องของ St. Francis ไปด้วยทุกที่ แม้แต่ของที่ระลึกอย่างแม่เหล็กติดตู้เย็นยังทำเป็นรูป St.Francis แผ่มือแสวงบุญเลยนะ...

สำหรับโบสถ์ St. Maria degli Angeli นี่เกี่ยวพันกับ St. Francis ตรงที่เป็นโบสถ์ที่ St. Francis หมดลมหายใจนั่นเอง... ภายในโบสถ์สวยจับใจ... เหมือนจะเลอะเทอะด้วยศิลปะและจิตกรรมที่ต่างกันในทุกๆกำแพงโบสถ์... แต่ความต่างกลับทำให้งานมีเสน่ห์ทีเดียว...

Basilica di Santa Maria di Angeli

ยอดโบสถ์ (สถาปัตยกรรมแบบนี้ทำให้ภายในโบสถ์ก้องกังวาน ไม่ต้องใช้ไมโครโฟน!)

รอบๆโบสถ์ (ใกล้โรงแรมมากกกก)

กับกำแพงตึกในเมือง

เหมาะกับเป็นเมืองแห่งศาสนาเนื่องจากเห็นแม่ชีเดินไปเดินมาเยอะมากๆ น่ารักจัง

เรามาเดินเล่นรอบๆโบสถ์หมายจะหาร้านกินอาหารเย็นกัน... แต่ประจวบเหมาะเจอะเข้ากับพ่อหนุ่มมอเตอร์ไซค์ที่ดูแล้วมีที่ท่าไม่น่าไว้วางใจ... (เค้าว่ามิจฉาชีพมักลงมือทำงานกันเป็นแก๊งค์...) เราก็เลยว่ากันว่ากลับไปปาร์ตี้ Cup MaMa & Cup Joke กันเป็นอาหารเย็นดีกว่า... อุตส่าห์แบกมาจากเมืองไทยเผื่อวันไหนฉุกละหุกหาข้าวกินไม่ทัน... ประกอบกับเย็นวันนี้มี Michael Jackson Memorial เลยนอนดูทีวี กินคัพมาม่า แล้วก็ enjoy วิวจากหลังคาห้องซึ่งอยู่ชั้นบนสุด... ชิลมากกกกก (ป.ล. ชอบน้อง Shaheen จากเวที British's Got Talent มากๆ... ใครพลากไปหามาดูนะ... )

โรงแรม Dal Maro


ป.ล. วันนี้ได้ว่ายน้ำที่โรงแรมด้วย... สระใหญ่มากกกกกกกกกกก... ว่ายสองคนแทบจะเกยกัน (สระกว้างขนาดเท่าสองคนสวนกันได้นิดๆ -.-')... ความลึกก็... ลึกเท่ากันทุกส่วนประมาณหน้าอก... ลงไปว่ายแล้วรู้สึกเหมือนว่ายในอ่างเลยไปดีกว่า...