... ไม่ได้นั่งกอนโดล่า ก็เหมือนมาไม่ถึงเวนิซ ...
ไหนๆกอนโดล่าก็เป็นสัญลักษณ์ประจำเวนิซแล้ว... ถ้าไม่ได้นั่งกอนโดล่าก็เหมือนกับจะมาไม่ถึงเวนิซ... เช้าวันนี้ก่อนจะออกจากเวนิซ สามสาวเลยไปหาเรือกอนโดล่านั่ง... เดินไปชาติเศษๆกว่าจะถึงท่ากอนโดล่าที่เห็นเมื่อวาน
จะนั่งกอนโดล่าทีนึงนี่ต้องเสียค่าเสียหายไม่น้อย... แต่อย่างว่า.. มาถึงแล้วจะไม่นั่งก็กระไรอยู่... หลังจากเจรจากับคุณกัปตัน.. คุณกัปตันขอ 80 ยูโรสำหรับรูทล่อง Grand Canal อย่างเดียวประมาณ 30 นาที (ราคาเหมาต่อลำ) ... คุยไปคุยมา... ต่อเหลือสนนราคาอยู่ที่ 60 ยูโร สำหรับรูทนี้...
หลังจากลงเรือแล้ว... คุณกัปตันเสนอให้ใหม่ว่ามีอีกรูทนึงนำเสนอ... Grand Canal + Small Canal ใช้เวลานานกว่าเดิม คิด 90 ยูโร... สามสาวใช้เวลาพักนึงก็ตกลงกันว่างั้นเอารูทใหม่นี่แหล่ะ ไหนๆก็นั่งแล้ว... ได้เข้าไปใน small canal ด้วยคงได้บรรยากาศที่ดี
ถ้าจำไม่ผิด... กัปตันชื่อ Alexandro
เกือบๆ 20 นาทีผ่านไปก็โผล่กลับออกมา Grand Canal เห็นสะพาน Rialto ด้านหลัง
กลับเรือใต้สะพาน
พ่อโด้บอกว่าลอดใต้สะพานแล้วต้อง kiss! (-.-')
ที่ระลึกกับพ่อโด้... เพิ่งรู้ว่ากัปตันมีลายเสื้อขาวแดงด้วยอ่ะ.. (ส่วนกัปตันขาวน้ำเงินอีกคนหลับอยู่เรือข้างๆ... แหม... ชิลซะ)ใครไปเวนิซ... แนะนำให้นั่งกอนโดล่านะจ้ะ.. ไม่งั้นมาไม่ถึงจริงๆด้วย... ซวยเพียงแต่ว่าเช้านี้เป็นเช้าเดียวของทริปเราที่เจอเมฆฝนแบบนี้... ฟ้าเลยไม่ฟ้าเลย... แต่ก็ยังดีที่ฝนหยดเพียงปรอยๆ (ไม่ใช่ตกปรอยๆ แต่หยดปรอยๆ)
... มุ่งหน้าสู่ซาน มาริโน ...
ออกจากเวนิซเพื่อมุ่งหน้าลงใต้ ใช้เส้นทาง local เลียบทะเลสาบไปเลี่ยงเมือง Ravenna ... ใช้เส้นทาง local ... สามารถวิ่งได้ประมาณ 70-80 กม./ชั่วโมง ถนนโอเค รถไม่เยอะมาก แต่วงเวียนมหาศาล... ป้า GPS ตะโกนบอกเป็นระยะๆ "In 300 meters, enter roundabout." ต่อด้วย "Take second exit" บ้าง "Third exit" บ้าง... ชวนให้งงมากเวลานับทางแยกว่าอันไหนมันทางออกที่ 1, 2 หรือ 3 ฯลฯ ... พูดถึงป้า GPS ก็เล่นเอาเราเหงื่อตก... เช้านี้กว่าจะเข้าเส้นทางที่อยากจะวิ่งได้ ปล้ำกับป้า GPS อยู่ตั้งนาน.. เล่นเอาหลงทางฟรีไปร่วม 20-30 กิโลเมตร... นาวิเกเตอร์เครียดเลย...
กลางวันวันนี้กินร้านอาหารประเภท fast food สไตล์อิตาเลี่ยนข้างทาง เมนูประกอบด้วยสลัด (อีกแล้ว) Panini (แซนด์วิช) พาสต้า ฯลฯ
กว่าจะถึง San Marino ก็ราวๆบ่ายโมงครึ่ง...
... ซาน มาริโน | อาณาจักรบนหน้าผาชัน ...
ซาน มาริโนเป็นหนึ่งในรัฐอิสระที่มีอยู่ไม่มากนักในโลกนี้... ซาน มาริโนเป็นรัฐอิสระที่ขนาดเล็กที่สุดเป็นอันดับสามรองจากนครวาติกันที่อยู่ในโรม และ รัฐโมนาโคบริเวณชายแดนอิตาลีและฝรั่งเศส... มีอาณาเขตเพียงแค่ 61 ตารางกิโลเมตร และมีส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนหน้าผาชันที่มีความสูงถึง 657 เมตรจากระดับน้ำทะเล... น่าแปลกที่พื้นที่เพียงเล็กๆนี่จะยังเป็นรัฐอิสระ ไม่ถูกกลืนกินจากประเทศอิตาลีที่ล้อมรอบอาณาเขตทั้งหมดไว้ได้... ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่ออ่านจากประวัติของซาน มาริโนก็จะทราบว่าในสมัยก่อนนั้นซาน มาริโนเคยมีน้ำใจให้เป็นที่หลบภัยสำหรับผู้ที่ให้การสนับสนุนการรวมประเทศอิตาลีไว้... เมื่อ Galibaldi สามารถรวมรัฐทั้งหมดให้กลายเป็นประเทศอิตาลีได้ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 จึงให้เกียรติซาน มาริโน ให้สามารถเป็นรัฐที่มีอิสรภาพได้อย่างที่ต้องการ
... เดินชมซาน มาริโน ...
ซาน มาริโนนี่ก็แน่นอน... ต้องอยู่รอดด้วยการท่องเที่ยว! จริงๆแล้วเค้าก็มี Industrial Zone ที่อยู่ในอาณาเขตพื้นราบ แต่ก็คงไม่สามารถจะพึ่งพิงแต่อุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียวได้... เมื่อจอดรถแล้วลงเดินเข้าไปภายในเขตกำแพงเมืองเก่าบนเขาแล้วก็จะพบร้านค้ามากมายเรียงรายเต็มไปทั้งสองข้างทาง ซึ่งในซาน มาริโนนี่ก็เป็นรัฐอิสระปลอดภาษี ใครใคร่ช๊อปก็ช๊อปได้เต็มที่... ข้อน่าสังเกตอีกอย่างสำหรับเมืองหรือประเทศที่อิงการท่องเที่ยวเป็นหลักนั้น จะพบว่าสามารถหา "แสตมป์" ได้อย่างง่ายดาย ไม่เหมือนตอนอยู่ในเขตอิตาลีที่กว่าจะหาแสตมป์ได้แต่ละทีก็ต้องไปที่ที่ทำการไปรษณีย์เท่านั้น .. ที่นี่ขายไปรษณียบัตรที่ติดแสตมป์ไว้พร้อมเลย... เรียกว่าซื้อแล้วเขียนเสร็จเมื่อไหร่ก็หยอดตู้ได้ทันที
... สูดอากาศเต็มปอดเมื่อถึงยอด ...
ดินแดนเมืองเก่าของซาน มาริโนนั้นอยู่บนเขาจริงๆ ขนาดไปจอดรถที่ลานจอดรถที่อยู่บนสุดๆแล้ว.. เรายังต้องปีนเขากันขึ้นไป.. เหงื่อไหลไคลย้อยไม่น้อย... เมื่อขึ้นไปจนสุดแล้วจะพบกับ Rocca Guaita ซึ่งเป็นหนึ่งในป้อมปราการที่เหลืออยู่ของซาน มาริโน... Rocca Guaita นั้นได้สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 11 ตั้งอยู่บนหน้าผาชัน สามารถมองเห็นวิวสุดลูกหูลูกตาา... อากาศบริสุทธิ์มากๆ
... เปลี่ยนบรรยากาศ... ไปตากอากาศกันที่ริมินิ ...
เค้าว่ากันว่าเมืองแต่ละเมืองในอิตาลีนั้นมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง... ข้อนี้คงจริง เพราะว่าแต่ละเมืองมีการปกครองตนเองถึงแม้จะถูกรวมเป็นประเทศเดียวกันแล้วก็ตาม... ตอนเข้าออกจากเวนิส.. เมืองแห่งสายน้ำผสมความโรแมนติค... จากนั้นไปแวะซาน มาริโน ... เมืองอิสระบนยอดผา ... ตกเกือบเย็นก็มุ่งหน้าสู่เมืองริมินิ... เมืองตากอากาศชายทะเลซะงั้น
เมืองริมินินั้นเป็นเมืองใหญ่ของอิตาลีที่อยู่ใกล้กับซาน มาริโนที่สุด (ประมาณ 20-30 นาที) แล้วก็เป็นเมืองตากอากาศมีชื่อคล้ายๆกับพัทยาบ้านเรา ... แต่ชายหาดที่นี่ก็ใช่ว่าจะเป็นที่น่าพิสมัยของคนทุกคนเท่าไหร่ เพราะว่าหาดที่นี่เต็มไปด้วยเก้าอี้ผ้าใบ!!!
ตอนที่เราๆไปถึงกันนั้น ชาดหาดเงียบมากกกกกกกกกกกกก เหลือแต่เตียงผ้าใบ... เลยเกิดความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น... ปรากฎว่าเค้ามีเวลาใช้หาด... จะปิดหาดห้ามใช้ในช่วงพลบค่ำ (บ้านเราประมาณทุ่มนึงมึดแล้ว แต่ที่นั่นยังสว่างไสว) แล้วก็เปิดสวนสนุกริมหาดอีกทีตอนประมาณ 3-4 ทุ่ม ... เรานั่งกินอาหารค่ำแถวๆหาดนั้นแหล่ะ... พอถึงเวลาสวนสนุกเริ่มเปิดนี่ผู้คนมาจากไหนกันก็ไม่รู้ เต็มไปหมดเลย....
... เมืองริมินิภายใต้แสงสี ...
กินข้าวเสร็จแล้วก็ออกไปเดินเล่นชมเมืองกัน ชนิดที่ว่าเที่ยวซะให้เสร็จคืนนึ้เลยดีกว่า พรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องโดนพ่อปลุกให้รีบออกแต่เช้า... (ฮาฮา)
เมืองริมินินี่นอกจากจะเป็นเมืองชายทะเลแล้วยังมีส่วนที่เป็นเมืองเก่าอยู่ด้วย.. ยังคงมีกำแพงเมืองเหลืออยู่เป็นแนวยาวๆ... เราขับรถไปจอดแถวๆ Piazza Cavour ซึ่งเป็นหนึ่งในสองจัตุรัสที่สำคัญของเมือง ซึ่งมีความสำคัญในทางการค้าและการเมืองที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณ ... ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบเพราะมีการเปิดไฟ ไม่ได้เห็นเป็นตึกอิฐธรรมดาๆ อย่างที่อื่นๆที่ผ่านมา... ประกอบกับอากาศเย็นสบายไม่มีแดด... เวิร์ค!
จำไม่ได้ว่าข้างหลังเป็นตึกอะไร... The Roman Remains ...
จากนั้นก็ย้ายคณะไปอีกฝากของเมือง... ว่าจะแวะไปดู Roman Remains ซึ่งรวมถึง Roman amphitheater แต่พอวนไปถึง... เจอแต่ "ซาก" จริงๆ... ถ้าไม่มีป้ายเขียนไว้นี่คิดว่าไม่สามารถบอกได้ด้วยตาเปล่าวว่าเคยเป็นโลกละครมาก่อน!!! ก็เลยย้ายไปดูโค้งประตูสมัยโรมันแทน ...
Arco di Augusto หรือ Arch of Augustus นี่สร้างมาตั้งแต่สมัย 27 ปีก่อนคริสตกาล ก่อนสะพาน Tiberio ซึ่งเป็นสะพานหินที่สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 1 ซึ่งอยู่อีกด้านของเมืองซะอีก (เดี๋ยวพรุ่งนี้จะพาไปดู) ... ไม่น่าเชื่อว่าผ่านมา 2 พันกว่าปี... ประตูโค้งนี่ยังคงยังรูปร่าง่ใช้งานได้อยู่!
... หน้าต่างกับเครื่องปรับอากาศ ...
คืนนี้เราพักกันที่โรงแรม Apis อยู่ไม่ไกลชายหาดผ้าใบนั่นเท่าไหร่นัก... โรงแรมเล็กๆ น่ารักนอนสบาย... แต่ห้องน้ำเล็กเกินห้ามใจ... อาบทีเปียกไปทั้งห้อง!! แล้วก็เป็นโรงแรมที่เปิดแอร์ยังไงก็ไม่ติด... กดจนรีโมทแอร์จะพังก็ยังไม่ติด... ยกคัตเอ้าท์ก็แล้ว สับไฟใหม่ก็แล้ว อะไรๆก็แล้ว... เมื่อจนปัญญาก็เลยโทรถามพนักงานดูดีกว่า... เค้าบอกว่าอะไรรู้มั้ย? ... เค้าบอกว่า "You just close your window and the air-con will turn on!!"... เฮ้ย... มีที่ไหนให้ปิดหน้าต่างแล้วแอร์จะเปิด?? แต่พอลองทำตามแล้วมันติดจริงๆ!! ... โอ้ว.. นวัตกรรมใหม่หรืออย่างไรที่มีการติดเซนเซอร์เครื่องปรับอากาศที่หน้าต่าง!!































1 comment:
รูปสวยมากมายตามเคยนะคะ ^^
ขอเก็ตอารมณ์ทะเลาะกะGPS ด้วยค้าาาาา
ออมเจอ "ยังคงซ้าย ยังคงขวา"!! แล้วจะให้ไปทางหนายยยค้าบพี่น้องงงงงงง (นึกว่าให้พูดไทยแล้วจะฟังง่ายกว่า...ที่ไหนได้ -"-
แล้วก็มหาศาลล้านแปดวงเวียนเช่นกันค้า จอร์จจจจ
"Take eighth exit" ช่วยกันนับสิบตา (ไม่รวมแว่นตาอีกสี่คู่ ฮ่าๆๆ) มึนไปเรย
แล้วเวลาเจอกลีบดอกไม้ (มันคือไอ้วนๆเวลาเปลี่ยนทิศ บนทางหลวงอ่ะค่ะ มองจากแผนที่แล้วมันเหมือนง่ะ) ออมวนทุกกลีบเรย ขำมาก แล้วผิดทีนี่ โน่น วนกลับอีกยี่สิบกิโล....เหอๆๆๆ
Post a Comment