Saturday, August 01, 2009

หนีตามกาลิเลโอ (ด้วยคน) ตอนที่ 3 | ทะเลสาบโคโม - มิลาน

Day 3 : July 4, 2009 | Lago di Como - Milano

วันที่สามของการเดินทาง... เราเริ่มออกนอกสถานที่กันเป็นวันแรกด้วยการนั่งรถไฟไปเที่ยวทะเลสาบโคโม ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่อันดับสามของอิตาลี รองจากทะเลสาบ Garda และ ทะเลสาบ Maggiore และมีความลึกเป็นอันดับต้นๆของยุโรปเช่นกัน ... ทะเลสาบโคโมมีความสำคัญกับอิตาลีเนื่องจากเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำสายสำคัญๆหลายๆสาย แม้แต่แม่น้ำที่ไหลผ่านเมืองมิลานก็เป็นแม่น้ำที่มีต้นกำเนิดมาจากทะเลสาบนี้ นอกจากนี้น้ำที่ได้จากที่นี่ยังสามารถดื่มกินได้ด้วย

วันนี้เรามีไกด์ทัวร์กิติมศักดิ์ ได้แก่ เพิ่ม และ น้องจูน (คนแรกนั้นมาเพราะกึ่งๆโดนบังคับ... ส่วนคนที่สองนั้นมาเพราะใจง่าย) :)

... การเดินทางไปทะเลสาบโคโม ...

ทะเลสาบโคโมตั้งอยู่ไม่ห่างจากเมืองมิลานนัก (ประมาณ 70 กว่ากิโลเมตร) เราเลือกวิธีการเดินทางด้วยรถไฟ ก็ต้องเริ่มตั้งหลักกันที่ Stazione Centrale แล้วนั่งรถใต้ดินไปที่สถานี Milan Cadorna ซึ่งเป็นสถานีรถไฟต้นทางไปเมืองโคโม...


ไปถึงก็ไปต่อคิวซื้อตั๋วด้วยกันกับเพิ่มและให้เพิ่มช่วยเป็นธุระให้เนื่องจากเพิ่มอยู่อิตาลีมาปีนึงแล้ว พูดภาษาอิตาลีได้บ้าง ... พอไปถึงที่ขายตัวก็ Gentleman First... เพิ่มก็รีบจัดการให้ทันทีโดยหันไปบอกคนขายตั๋วว่า "5 tickets to Como, please." ตึงงงงงง!!!!! โถๆๆๆๆๆๆ พี่นึกว่าเพิ่มจะจัดให้แบบ "cinque biglietti per il Lago di Como" หรืออะไรแบบนี้ซะอีก!!

จ่ายไปคนละ 3.60 ยูโร ก็ได้ตั๋วรถไฟไปโคโมแบบขาเดียว สำหรับ 5 คน... ออกเดินทาง 9 โมง 40 นาที...


... ลิ้มรส Chocolate ...

มีเวลาอีก 40 นาทีก่อนรถไฟออก... เพิ่มเลยพาไปนั่งที่ร้าน Chocolate บทถนน Via boccaccio ข้างๆสถานี ...


ร้าน Chocolat ก็เป็นร้านที่เชี่ยวชาญในด้าน Chocolat สมชื่อ มีทั้งส่วนที่เป็น Cafe เป็น Ice Cream bar ทั้งชั้นล่างและชั้นลอย... คนชอบ chocolate อย่างเราขอบอกว่า "ห้ามพลาด!" ร้านก็ตกแต่งได้น่ารัก นั่งสบาย ... จะเสียอย่างเดียวที่ยุงเยอะ แถมยุงดุด้วย!!



... ออกเดินทางสู่โคโม ...

รถไฟที่เรานั่งๆกันนี่ดีกว่ารถไฟชั้น 3 บ้านเราตรงที่เบาะนิ่ม... แต่ความเก่าและความสกปรกนี่ใกล้เคียงเลยทีเดียว... น่าสังเกตที่รถไฟที่นี่ (รวมถึงรถไฟใต้ดินด้วย) ไม่ติดแอร์ หรืออาจจะติดแต่ไม่เปิด จะมีก็เพียงบางคันที่เป็นรถรุ่นใหม่ๆที่จะเย็นฉ่ำด้วยแอร์.. นอกนั้นสภาพไม่ต่างกันกับที่เห็นในรูป... ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเพราะว่าที่นี่ก็เหมือนเมืองในทวีปยุโรปหรืออเมริกาเหนืออีกหลายๆประเทศที่ตั้งรับกับอากาศหนาวด้วยการติดตั้งฮีทเตอร์ ในขณะที่หน้าร้อนที่อากาศร้อนจริงๆมันสั้น ติดแอร์ไปก็ไม่คุ้ม ก็เรียกว่าเป็นช่วงที่ต้องอดทนกันตามสมควร... แต่ยังดีที่เมื่อรถเริ่มออกนอกเขตเมืองมิลานก็จะมีลมพัดเข้ามาให้รู้สึกชื่นใจบ้าง ทำให้ไม่อึดอัดจนเกินจะทน...




ประมาณ 1 ชั่วโมงผ่านไป... รถไฟก็พาพวกเรามาถึงสถานีปลายทาง Stazione FNM (Como Nord Lago) กันซักที



... ชมเมืองโคโม ...

ทะเลสาบโคโมเป็นทะเลสาบที่มีรูปร่างเหมือนอักษร Y กลับหัว โดยมีเมืองโคโมอยู่ทางด้านใต้สุดด้านตะวันตก... เมืองโคโมนั้น จริงๆ แล้วในปัจจุบันก็เป็นเพียงเมืองเล็กๆ มีประชากรเพียง 8 หมื่นกว่าคน ตั้งอยู่ริมทะเลสาบซึ่งทำหน้าที่เป็นเมืองหน้าด่านสำหรับคนที่ต้องการเดินทางไปยังส่วนอื่นๆของทะเลสาบโคโม แต่กระนั้นก็ตาม... เมืองโคโมก็ยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีอายุอานามเก่าแก่ มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่สวยงาม มีภูมิประเทศที่เป็นภูเขาตั้งประชันทะเลสาบ อากาศปลอดโปรง ธรรมชาติสมบูรณ์...


Piazza Cavour, Como

อาคารบ้านเรือนที่นี่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แถมมีสีสันเตะตา รอบๆเมืองก็มีดอกไม้ปลูกอยู่กระจัดกระจาย... อ้อ.. เมืองโคโมนี้มีชื่อเสียงในเรื่องผ้าไหม... มีโรงงานผ้าไหมและมีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าไหมมากมาย... แต่ด้วยความที่เรามาจากเมืองไทย... ชาตินิยมเล็กน้อยเนื่องจากชอบไหมไทยอยู่แล้ว.. เราเลยมองข้ามผ่านในการไปดูโรงงานผ้าไหมของเค้า... เมื่อเราไปถึง น้องจูนก็มาพบเราที่สถานีรถไฟแล้วก็พาไปกินไอติมก่อนที่จะเดินเล่นชมเมืองฆ่าเวลาระหว่างรอเรือด่วนท่องทะเลสาบซึ่งมีกำหนดออกตอน 12.15 น.




หลังกินเจลาโต้ชาร์ตพลังงานได้ซักพักก็ทิ้งพ่อกับแม่ไว้แถวๆท่าเรือก่อนที่จะเริ่มเดินชมเมืองเก่าเพียงคร่าวๆ ตามเวลาที่อำนวย... ผ่าน Piazza Cavour เข้าซอย Via Caio Plinio ถนนคนเดินเพียงอึดใจเดียวก็โผล่มาเจอ Piazza del Duomo วิหารประจำเมือง Como... บรรยากาศหน้าวิหารก็ยังให้ความโอ่โถงโล่งสบายอยู่ ... ตัวอาคารของวิหารนั้นเป็นศิลปะผสมทั้งแบบ Baroque แบบ Gothic แบบ Renaissance และแบบ Romanesque ด้านในกว้างขวางโอ่โถงและก็สวยทีเดียว

Como Cathedral

Town Hall

ร้านรวงแถวๆ Piazza Duomo

วันนี้เป็นวันเสาร์... เสาร์เริ่มแรกของการลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ หลังจากที่เดินเลาะถนน Via Boldoni กลับไปยังท่าเรือ เราเห็นผู้คนแออัดตามร้านค้ามากมาย แน่นขนาดที่น้องจูนซึ่งได้ทุน Erasmus มาเรียนที่เมืองโคโมต้องรีบออกตัวว่ามัน "ผิดปกติ"

พ่อกับแม่มาเจอกันที่ท่าเรือ (ใส่เสื้อ match กันโดยไม่ได้นัดหมาย)

... ล่องเรือชมทะเลสาบ ...

นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงเศษๆ เราไปรวมตัวกันที่ท่าเรือ Navigazione Lago di Como ... น่าแปลกที่บ้านเมืองนี้ไม่มีป้ายบอกว่าเราจะต้องขึ้นเรือที่ท่าไหน บนตั๋วที่ซื้อก็ไม่มีอะไรเขียนไว้นอกจากสถานีต้นทาง ปลายทาง ชนิดของเรือ วันซื้อตั๋ว ราคา และจำนวนคน... ไม่รู้ว่าเค้าจะประหยัดทรัพยากรธรรมชาติในการผลิตตั๋วรึเปล่า เพราะว่าตั๋วเรือด่วนที่ซื้อไว้ในราคา 70.20 ยูโร (คนละ 11.70 ยูโร) นั้นเป็นเพียงกระดาษขนาดเท่า slip ใบเสร็จทั่วไปที่พิมพ์ข้อมูลดังที่กล่าวมาเพียงแค่นั้น ตารางเวลาเรือต้องไปดูจากแผ่นพับที่มีแจกให้ต่างหาก ประกอบกับต้องถามเจ้าหน้าที่เอาว่าจะให้ขึ้นจากท่าเบอร์อะไร


เรือล่องทะเลสาบใช้พลังงานน้ำในการขับเคลื่อน


เราเลือกนั่งเรือด่วนไปยังเมือง Bellagio เมืองตรงแง่งตัว Y ที่เป็นเมืองตากอากาศชื่อดังในย่านทะเลสาบโคโมนี้ ... เรือด่วนออกจากท่าเบอร์ 2 เวลา 12.15 น. แวะจอดเพียงท่า Argegno, Lezzeno, Lenno และ Tremezzo ก่อนที่จะไปถึงท่า Bellagio ตอน 12.57 น. ใช้เวลาเดินทางบนเรือประมาณ 42 นาที (หากใช้เรือหวานเย็นราคาย่อมเยากว่านั้นจะต้องแวะทุกท่า กินเวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง 21 นาที แต่จะได้เรือลำใหญ่ขึ้น พร้อมทั้งมีบริการขายอาหารบนเรือด้วย)

มุ่งหน้าสู่ Bellagio

วิว Como จาก offshore

บ้านเรือนริมทะเล... ไต่เข่าขึ้นไปสร้างกันทีเดียว (ทราบจากน้องจูนว่าตอนนี้เราออกกฎห้ามสร้างอาคารเพิ่มเติมบนเขาแล้ว ไม่งั้นทั้งเขาคงมีแต่บ้าน)

พักผ่อนหย่อนใจ

... กินบรรยากาศที่ Bellagio ...

เมือง Bellagio ก็เป็นอีกเมืองริมทะเลสาบโคโมที่หลังเป็นเขา หน้าเป็นทะเลสาบ... บ้านเรือนถูกปลูกสร้างลดหลั่นกันตามความสูงของพื้นดิน.. มีประชากรน้อยลงไปอีก... เพียงประมาณ 3000 คนเท่านั้น! กำลังเล็กๆน่ารักน่าชัง... การจะชมตัวเมือง Bellagio ที่ดีที่สุดก็คือการเดินลัดเลาะไปตามทางแคบๆที่ลัดเลาะขึ้นไปบนภูเขา... บ้านเรือนที่นี่น่ารักด้วยสีสันสดใสประกอบกับการห้อยดอกไม้ตามระเบียงหน้าต่าง ชวนให้คิดยิ่งนักว่าตอนรดน้ำต้นไม้นี่คนข้างล่างต้องเปียกแน่เลย... มารู้ทีหลังว่าจริงๆเค้าไม่รดห่ามๆขนาดนั้น แต่ยกกระถางดอกไม้มาแล้วค่อยให้น้ำ! (ช่างมีวัฒนธรรมกันจริงๆ)



รูปหมู่คณะเดินทางเพียงน้อยรูปที่เรามี



... กองทัพเดินด้วยท้อง ...


สิ่งแรกที่เราทำเมื่อไปถึง Bellagio ก็คือการไปหาอะไรกิน... นำทีมโดยเพิ่มซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพาญาติสนิทมิตรสหายมาท่องโคโมเป็นครั้งที่ร้อย (ขอเวอร์หน่อย... แต่คาดว่าคงรู้สึกแบบนั้นจริงๆ) ... ส่วนน้องจูนนี่... เป็นเด็กโคโมก็จริง... แต่ไม่เคยล่องทะเลสาบ -.-' เหตุเป็นเช่นใดไม่อาจทราบได้ แต่น้องจูนมาอยู่โคโมแค่ครึ่งปีหลังจากไปอยู่สเปนมาแล้วครึ่งปี แล้วก็กำลังจะย้ายถิ่นฐานไปสต๊อกโฮมเป็นเป้าหมายต่อไป...



อาหารประจำทะเลสาบนี่ก็คือ fish and chip นี่เอง... ทำจากปลาน้ำจืดที่ตกได้ในทะเลสาบ... แต่เมื่อจินตนาการจานอาหารแบบ fish and chip รสชาติชืดๆ ที่เห็นกันบ่อยๆในอังกฤษแล้วก็ขอบาย... กินปลาน้ำเค็มอย่างแซลมอนซะท่าจะดีกว่า ^^ ... อาหารมื้อนี้ก็เป็นอีกมื้อที่เป็นอิตาเลี่ยนเต็มที่ ทั้งพิซซ่า พาสต้า สลัดน้ำมันโอลีฟผสมน้ำส้ม ข้าวข้น Risotto และซุบถ้วยโต

แซลมอนแสนอร่อย

น้องจูนกับขาแฮม (ขาแฮมนะ... ขาแฮม... =P)

... ดื่มด่ำบรรยากาศเมืองพักผ่อน ...


เดินๆเมี่ยงๆมองๆเมือง Bellagio นี่แล้วก็ชวนให้คิดว่าร้าน Primo Posto ชื่อดังแถบเขาใหญ่นั้นได้ไอเดียบ้านเรือนมาจากที่นี่รึเปล่า... บ้านเมืองที่นี่บรรยากาศดีมากทีเดียว ถึงแม้ว่าแดดจะแรงจัด แต่เมื่อเดินซอกแซกตามหลืบอาคาร เราก็มีเงาตึกเป็นที่บังแดดได้อย่างธรรมชาติ...



... ตากแดดริมทะเลสาบ ...

บรรยากาศในร่มชิลแค่ไหน เรารู้ได้เมื่อก้าวเท้าออกแดด! แม่เจ้า.... แวร๊งงงงมากกกกกกกก.... ดำกันไปข้างนึงเลย... แต่วิวสวย... จำต้องยอมดำ... ลืมบอกไปว่าทะเลสาบโคโมนั้นอยู่เกือบจะประชิดติดชายแดนอิตาลี-สวิตเซอร์แลนด์แล้ว... เรียกว่าแนวเขตเส้นแบ่งชายแดนนั้นลดเลี้ยวไปตามรูปร่างของทะเลสาบ โดยที่พื้นที่ทั้งหมดของทะเลสาบและบ้านเรือนชายฝั่งนั้นยังอยู่ในเขตของอิตาลีทั้งหมด แต่แนวภูเขาสูงถัดๆออกไปนั้น ในบางช่วงก็เป็นเขตแดนของสวิตเซอร์แลนด์ซะแล้ว

ฝั่งตรงข้ามเมือง Bellagio... ภูเขาหน้าตาแปลกๆดี

ตากแดด

เมือง Bellagio

เราเดินทางกลับด้วยเรือด่วนรอบ 15.29 น. ไปถึงโคโมตอน 16.24 น. และขึ้นรถไฟกลับเที่ยวห้าโมงกว่าๆ ถึงมิลานในอีก 1 ชั่วโมงถัดมา... จากนั้นก็มีภารกิจสำคัญกับภาพ the Last Supper


... เสี่ยงดวงกับภาพ the Last Supper...

ใครรู้จัก Lionardo Da Vinci นั้นก็น่าจะรู้จักภาพเขียนของเค้าที่ชื่อ the Last Supper ซึ่งเป็นภาพเขียนบันทึกเหตุการณ์สำคัญทางศาสนาคริสต์ กล่าวคือมื้ออาหารมื้อสุดท้ายก่อนที่พระเยซูจะถูกตรึงไม้กางเขน โดยภาพต้นฉบับของ the Last Supper นั้นถูกวาดไว้บนกำแพงของอาคารด้านข้างโบสถ์ Chiesa di Santa Maria delle Grazie ในเมืองมิลาน... ผู้สนใจจะเข้าชมต้องจอวล่วงหน้าเป็นแรมเดือน ด้วยค่าจองที่ถูกชาร์ตไปอีกหลายต่อ สนนราคาสุทธิมากกว่า 16 ยูโร (แล้วแต่ว่าโดนชาร์ตไปอีกเท่าไหร่) ... สาเหตุที่จำเป็นต้องจองเนื่องจากภาพต้นฉบับนั้นวาดด้วยสีน้ำมันผสมกับ tempera (เทคนิคการวาดรูปแบบผสมน้ำมันกับไข่แดง หรือไข่กับน้ำ) ในช่วงศตวรรษที่ 15 ซึ่งเมื่อเจอผลของการเวลาที่ผ่านไปก็ทำให้รูปนั้นเสื่อมโทรมลง การบูรณะในยุคแรกๆก็ทำกันผิดวิธี มีการระบายสีทับของเดิมทำให้ภาพที่เห็นแตกต่างไปจากาพต้นฉบับ จนกระทั่งมีการบูรณะอย่างจริงจังในช่วงศตวรรษที่ 20 ใช้เวลาถึง 22 ปี ภาพนี้จึงกลับมาเป็นภาพผลงานของ Da Vinci อีกครั้ง ถึงแม้ว่างานจะไม่สมบูรณ์ที่สุดก็ตาม ... ว่ากันว่าเหงื่อและลมหายใจของคนเราก็มีส่วนทำให้ภาพเสื่อมลงได้... เค้าจึงจำเป็นต้องจำกัดจำนวนผู้เข้าชมต่อวัน โดยในแต่ละครั้งจะยอมให้เข้าชมครั้งละเพียง 25 คนเท่านั้น...

Santa Maria delle Grazie

ที่ต้องบอกว่า "เสี่ยงดวง" นั้นก็เพราะเราไม่ได้จองกันมา! เอามันดิบๆอย่างนี้แหล่ะ เดินไปถึงทึ่ถ้าเค้ามีล๊อตว่างให้เข้าก็เข้ามันเลย ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร.. กลับก็ได้... ก็เลยเดินดุ่มๆๆๆ จาก Milano Cadorna Station ไปยัง Santa Maria delle Grazie... แต่เจ้ากรรม... ถึงเวลาสวดมนต์ของเค้าพอดี.. เราเลยเดินทะลุโบสถ์ไปยังอาคารเก็บภาพ the Last Supper ไม่ได้.... ต้องเดินอ้ออออออออมมมมมมรอบโบสถ์รอบใหญ่เลย

ภาพ the Last Supper อยู่ในนี้แหล่ะ

เตร็ดเตร่หน้าโบสถ์อยู่พักนึง พ่อก็เรียกเข้าไปในอาคารเพื่อไปถามเค้าว่ายังเข้าได้มั้ย... ไม่รู้จะเรียกเฮ็งหรืออะไร... เจ้าหน้าที่บอกว่า "มี!!!"... (ตอนแรกนึกว่าโดนหลอก) ... แต่มีแค่ 4 ใบเท่านั้นนะ... น้องเพิ่มเลยอดเนื่องจากยังอยู่ที่นี่ มีโอกาสดูได้อีก... คนต่างด้าวอย่างเรา 4 คน พ่อ แม่ น้าโหนก และเราก็เลยได้แจ็คพอตเข้าไปดูของจริงเต็มๆ ... และที่เฮ็งมากกว่าเดิมคือเค้าคิดค่าตั๋วแค่ 6.50 ยูโร!!!!!!!! เลิศมากกกกกนะคะ... เล่าให้ใครฟังมีแต่คนอิจฉาาาา =P เพิ่มบอกอีกว่าหลังจากที่เค้าจ่ายตั๋วแล้วปล่อยเราเข้าไปแล้วนั้น เค้าก็ปิดตึกเลิกรับลูกค้าของวันนั้นเลย.... เรียกว่ามาได้จังหวะสุดๆ

เนื่องจากรูปวาดนี้ค่อนข้างอ่อนแอ... นอกจากจะจำกัดจำนวนผู้เข้าชม จำกัดเวลาแล้วนั้น (ให้ดูครั้งละ 15 นาที) ตัวอาคารก็โดนกั้นด้วยประตูกระจกถึงสองชั้น ซึ่งประตูทั้งสองชั้นนี้จะเปิดออกทีละบาน ไม่มีการเปิดพร้อมกันให้อากาศข้างนอกไหลเข้าไปได้... เมื่อเราเข้าประตูบานแรกไปแล้วก่อนบานที่สองจะเปิดนั้น เค้าจะมีการพ่นยาฆ่าเชื้อเพื่อทำความสะอาดเราด้วย...

พ่อแฮปปี้สุดเพราะอยากดูมากกกก

รูปจริง.... อลังการรรรรรรรร.... ใหญ่มากกกกก.... แต่ด้วยความที่ยังไม่ได้ดู Da Vinci's Code เราเลยยังไม่ลึกซึ้งมากนักตอนที่ดูภาพ... ต้องคอยให้พ่อเล่าให้ฟังคร่าวๆ เก็บรายละเอียดด้วยสายตา แล้วมาอ่านเกี่ยวกับภาพต่อหลังจากออกมาแล้ว... ชวนให้ทึ่งกับความสามารถของ Da Vinci เสียเหลือเกิน ... นอกจากเป็นปราชญ์ในการคำนวณ การก่อสร้าง สถาปัตยกรรมต่างๆ ยังมีความสามารถในด้านศิลปะที่เป็นเลิศอีก... ทำได้ไง?!?!

เพิ่มชี้ป้ายแม็คเหรอ??

เฮฮาบนรถเมล์

จบเย็นวันนี้ด้วยรอยยิ้มและความเฮ็ง... ลืมบอกว่าจิ๋วไม่ได้มาด้วยกันวันนี้เพราะว่า "Business Comes First" ... ต้องไปผลิตสินค้าที่มีลูกค้าสั่งไว้ให้เสร็จก่อนจะหนีไปเที่ยวยาวๆ ... ตกเย็นเลยมาเจอกันที่ Loreto แล้วลองกินอาหาร Asian Fusion กัน... ร้านอะไรทำผัดไทยด้วยเส้นมาม่า แถมซอสก็มีกลิ่นกะปิด้วย... รสชาติดีนะ.. แต่มันไม่ใช่ผัดไทยยยยย!!!!!


3 comments:

a~u~m said...

super lucky loey p'mai!!
Como views take my breath away!! so beautiful

jew said...

พี่เพิ่มเนียนนะเนี่ย

noomai said...

n'aum -- when are you going on your EU trip la?

Jew - Perm was VERY nien.