Happy Mommy's Day :)
This year, I'm finally home on Mother's Day. BUT MOMMY WENT WITH HER FRIENDS ALL DAY!!! T_T .... So I went shopping with P'Yai instead... leaving Jetamai with his dad and grandpa... hahahaha. In other words, Mother's Day = Woman's Day!
รักแม่... จุ๊บๆ
Wednesday, August 12, 2009
Friday, August 07, 2009
หนีตามกาลิเลโอ (ด้วยคน) ตอนที่ 6 | ริมินิ - เปรูจะ -อาซซิซี่
Day 6: July 7, 2009 | Rimini - Perugia - Assisi
... สะพานโบราณ ...
หลังจากที่เกริ่นไว้คราวที่แล้วที่พาไปดูประตูโค้งสมัยโรมัน ... เช้านี้ตอนที่จะออกจากเมืองริมินิ เราก็ตั้งใจขับผ่านสะพานหินโบราณกันอีกครั้ง (ผ่านไปแล้วครั้งนึงเมื่อคืนโดยไม่ได้ตั้งใจ... เลยถ่ายรูปไม่ทัน)... สะพานนี้ชื่อ Ponte di Tiberio หรือ Tiberius' Bridge สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 1 (บางตำราว่าสร้างเสร็จศตวรรษ 21!?!?!)... ปัจจุบันยังสามารถใช้ได้อยู่ แล้วยังให้รถวิ่งข้ามได้อีก!!
... มุ่งหน้าสู่เมืองแห่งโรงเรียนภาษา ...
ถ้าพูดถึงโรงเรียนภาษาที่อิตาลีแล้วนั้น... คนจะพูดถึงเมืองเปรูจะซะเป็นส่วนใหญ่... เมืองนี้สะกดภาษาอังกฤษว่า Perugia แรกๆอ่านเปรูเกีย เปรูเกียตลอดเลย... เพิ่งตาสว่างว่ามันจะต้องอ่านว่า "เปรูจะ" เพราะว่าตัว G ออกเสียงเป็น จ. จาน... แล้วสระ ia นั้นออกเสียงเป็น "อิอะ" รวบๆแล้วเป็น "อะ" (อ่านเหมือนภาษาญี่ปุ่น.. สระเค้าเหมือนกัน!)
เมืองนี้เริ่มแรกทีเดียวนั้นอยู่นอกแผนการเดินทาง... แต่เนื่องจากเราเที่ยวริมินิตอนกลางคืนไปเรียบร้อยแล้ว.. เช้านี้เราเลยว่างๆหน่อย ประกอบกับจุดหมายปลายทางในวันนี้ก็อยู่ไม่ไกลมากนัก... ก็เลยเอาเลย... ลุย!
... เปรูจะ... เมืองบนเขา (อีกแล้ว) ...
เปรูจะนั้นก็เป็นอีกเมืองของอิตาลีที่มีภูมิประเทศเป็นเมืองบนภูเขา... แต่เป็นเขาชนิดปิด.. คือมีกำแพงเมืองเป็นแนวยาวเลยที่บดบังทิวทัศน์ของเมืองเอาไว้... ต้องขับไต่เขาขึ้นไปแล้วถึงจะมองเห็นว่าเมืองเป็นยังไง... โดยที่ภายในเมืองนั้นถนนหนทางก็ยังแคบอยู่ จัดเป็นถนนเดินรถทางเดียวซะเป็นส่วนมาก แล้วก็ยังคดไปเคี้ยวมา แถมชันอีกต่างหาก ในหลายๆจุดก็ยังกั้นเป็นเพียงถนนคนเดินเนื่องจากชันมาก ต้องทำเป็นบันไดแทน รถเลยผ่านไม่ได้ ...
วิวจากลานจอดรถ
ด้านหน้า University for Foreigners
ด้านหน้าห้อง (พร้อมเครื่องปิ้งแผ่นใส)
กลางวันก็กินข้าวกันที่โรงอาหารของโรงเรียนนี่แหล่ะ... ก็นึกว่าจะมีอะไรให้กินมากมาย.. สั่งพาสต้า ลาซาญญ่าไป... แต่ทันทีที่สั่งเสร็จก็มีพนักงานเดินไปหยิบ Frozen Food เอาไป defrost มาให้ซะงั้น!! ... ก็แปลกดีไปอีกแบบ... สงสัยเหลือเกินว่าถ้าออกไปนอกโรงเรียนแล้วจะมีอาหารให้เลือกมากน้อยขนาดไหน... แต่ถึงมีให้เลือกได้มากมายก็คงต้องแลกกับการ "ปีน" เมืองกันเล็กน้อย เนื่องจากรอบๆโรงเรียนนี่ไม่มีพื้นที่ราบๆเลย... แค่เห็นก็เหนื่อยแล้ว (ขอให้จิ๋วโชคดีในการเรียนตลอดสองเดือนนี้... ฮาฮาฮาฮา)
... จากเขาหนึ่งสู่อีกเขาหนึ่ง ...
ห่างจากเมืองเปรูจะเพียงแค่ 20 กว่าๆกิโลเมตรก็จะเข้าเขตเมือง Assisi ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมืองของอิตาลีที่อยู่บนเขา! แต่คราวนี้เป็นเขากว้างขวาง เห็นวิวได้จากพื้นราบ... เราแวะไปเช็คอินที่โรงแรมข้างๆโบสถ์ Santa Maria degli Angeli ซึ่งอยู่ในตำบลหนึ่งของเมือง Assisi ที่อยู่บนพื้นราบกันก่อนเพื่อเก็บสัมภาระ (โรงแรมงามมมม) แล้วจึงออกไปเที่ยวกัน... เพียงแค่ 2 กิโลเมตรเศษๆเท่านั้นเราก็ไปถึงใจกลางเมืองเก่าของ Assisi
... แวะปีนกองฟาง ...
ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกับกองฟาง... เห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะต้องถ่ายรูป... ส่วนจิ๋วเป็นมากกว่า... เห็นกองฟางเป็นต้องปีน!! แล้วคุณขา.... กว่าจะปีนขึ้นไปได้นี่เหนื่อยคนอื่นนะคะ... ทั้งจะเหยียบ... ทั้งจะขี่หลัง... สุดท้ายก็มีความพยายามขึ้นไปจนได้... สาธุ!!
... Assisi เมืองมรดกโลก ...
จริงๆประเทศอิตาลีมีมรดกโลกเยอะมากกกกกกกกกก... ไม่ว่าจะเป็น Duomo ที่มิลาน ไม่ว่าจะเป็นเมือง Venice และชีวิตกับคลองทั้งหลาย หรือแม้แต่เมือง Verona ก็ใช่ โบสถ์ที่มีภาพ The Last Supper ก็ใช่ ฯลฯ เมือง Assisi นี่ก็เป็นอีกเมืองหนึ่งที่เป็นเมืองมรดกโลกเนื่องจากมีประวัติศาสตร์ยาวนานเกี่ยวกับ St. Francis (San Francesco)


เมือง Assisi เป็นเมืองที่ไม่ใหญ่นัก แต่เป็นเมืองที่สวย... ถึงแม้จะถูกพิษแผ่นดินไหวถล่มไปเมื่อปี 1997 ที่ผ่านมาซึ่งสร้างความเสียหายให้กับอาคารสำคัญๆในเมืองนี้เป็นอย่างมาก แต่ก็ได้รับการบูรณะกลับมาจนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว แม้ในปัจจุบันก็ยังมีการซ่อมแซมเมืองโดยเฉพาะในส่วนที่เป็นโบสถ์ของ St. Francis (Basilica di San Francesco)... ด้วยเหตุนี้... เราต้องจอดรถไกลกว่าที่คิดไว้แล้วก็เดินๆๆๆๆ (ขึ้นเนินอีกแล้วครับท่าน) ขึ้นไปชมโบสถ์กัน ...
... Basilica di San Francesco ...
เนื่องจากเราไม่ได้เป็นคริสต์ก็ขอออกตัวก่อนว่าอาจจะเข้าใจประวัติศาสตร์ทางศาสนาคริสต์ได้ไม่ดีเท่าไหร่... แต่เท่าที่พอจะรู้ก็คือว่า St. Francis นั้นเป็นนักบุญที่เกิดที่เมือง Assisi ในปลายศตวรรษที่ 12 โดยแรกเริ่มเดิมทีเดียวก็เป็นคนธรรมดาๆนั่นแหล่ะ แต่ว่ามรสุมชีวิตทำให้ชีวิตผกผันต้องใช้ชีวิตเป็นขอทาน... มาวันหนึ่งสวดมนต์กับพระเจ้าแล้วก็ได้ยินท่านขอให้ฟรานซิสไปช่วยซ่อมหลังคาบ้านของท่าน (เข้าใจว่าหมายถึงโบสถ์ที่ฟรานซิสกำลังสวดมนต์ในตอนนั้น)... ฟรานซิสก็เลยเริ่มเรี่ยไรเงินจากที่ต่างๆเพื่อใช้ซ่อมแซมศาสนสถาน แล้วก็คอยเผยแผ่ศาสนาให้คนอื่นได้รับรู้... ฟรานซิสตายเมื่ออายุได้เพียงประมาณ 44 ปี แล้วก็ได้รับการแต่งตั้งจาก Pope Gregory IX ในปี 1228 ให้เป็นนักบุญ Saint Franceso... โดยประวัติศาสตร์ได้ยกย่องเค้าให้เป็นนักบุญคนแรกของอิตาลีที่มีแนวคิดว่าคนเราควรจะสวดมนต์กับพระเจ้าในภาษาตัวเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาละติน!! (ชาวคริสต์ที่ใช้ภาษาละตินไม่เป็นควรขอบคุณเค้านะเนี่ยะ!!) นอกจากนี้ยังเป็นนักบุญที่มีใจรักต่อสัตว์โลก เนื่องจากเป็นนักบุญที่สวดมนต์เผยแผ่คำสอนของศาสนาแม้กระทั่งกับสัตว์ต่างๆ เช่นนกอีกด้วย
เราเดินดุ่มๆๆๆมาเรื่อยๆจากที่จอดรถ ผ่าน Porta San Francesco ไปทาง Via Frate Elia ขึ้นไปสู่ Piazza Inferiore di San Francesco หรือจัตุรัสด้านล่างของโบสถ์เซนต์ฟรานซิส... เป็นระยะทางประมาณครึ่งกิโลเมตรได้มั่ง... แต่เป็นทางขึ้นเนิน... เล่นเอาหอบแฮ่กๆๆ ....
จัตุรัสนี้กว้างขวางมากกกกกก ทำให้รู้สึกไม่แออัดถึงแม้แดดจะร้อนมากกกกกกกกจนเกือบโดนเผา! ... ด้านปลายๆของจัตุรัสเป็นที่ตั้งของ Basilica di San Francesco โบสถ์ใหญ่สไตล์ Baroque นี่เอง... มองด้วยตาแล้วต้องบอกเลยว่าไม่น่าเชื่อว่าเคยพังมาก่อน!!
โบสถ์ Basicila di San Francesco นั้นจัดเป็นอาคารสองส่วน... ส่วนล่าง lower church กับส่วนบน upper church... โดยส่วนบนนั้นตกแต่งด้วยภาพของ St. Francis ไว้ทั่วโบสถ์ (แต่ไม่ได้เห็นเอง เพราะว่าใส่กระโปรงสั้นไป... เค้าห้ามเข้า... ลืมไปว่ามีโปรแกรมเข้าโบสถ์วันนี้ -.-') และส่วนล่างก็ตกแต่งด้วย stained glass จากจิตรกรดังๆหลายๆคนจากหลายๆประเทศ... นอกจากนี้ด้านใต้ดินของโบสถ์ด้านล่างยังเป็นที่เก็บร่างของ St. Francis ไว้ให้คนได้สวดมนต์บูชาด้วย
Piazza Superiore di San Francesco (จัตุรัสด้านบน)
... โบสถ์นางฟ้า ...
พูดถึงมาหลายที... Basilica di Santa Maria degli Angeli หรือ The Church of St. Maria of Angels นั้นก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญของ St. Francis ... คือพูดถึงเมือง Assisi แล้วก็จะต้องมีเรื่องของ St. Francis ไปด้วยทุกที่ แม้แต่ของที่ระลึกอย่างแม่เหล็กติดตู้เย็นยังทำเป็นรูป St.Francis แผ่มือแสวงบุญเลยนะ...
สำหรับโบสถ์ St. Maria degli Angeli นี่เกี่ยวพันกับ St. Francis ตรงที่เป็นโบสถ์ที่ St. Francis หมดลมหายใจนั่นเอง... ภายในโบสถ์สวยจับใจ... เหมือนจะเลอะเทอะด้วยศิลปะและจิตกรรมที่ต่างกันในทุกๆกำแพงโบสถ์... แต่ความต่างกลับทำให้งานมีเสน่ห์ทีเดียว...
ยอดโบสถ์ (สถาปัตยกรรมแบบนี้ทำให้ภายในโบสถ์ก้องกังวาน ไม่ต้องใช้ไมโครโฟน!)
รอบๆโบสถ์ (ใกล้โรงแรมมากกกก)
เรามาเดินเล่นรอบๆโบสถ์หมายจะหาร้านกินอาหารเย็นกัน... แต่ประจวบเหมาะเจอะเข้ากับพ่อหนุ่มมอเตอร์ไซค์ที่ดูแล้วมีที่ท่าไม่น่าไว้วางใจ... (เค้าว่ามิจฉาชีพมักลงมือทำงานกันเป็นแก๊งค์...) เราก็เลยว่ากันว่ากลับไปปาร์ตี้ Cup MaMa & Cup Joke กันเป็นอาหารเย็นดีกว่า... อุตส่าห์แบกมาจากเมืองไทยเผื่อวันไหนฉุกละหุกหาข้าวกินไม่ทัน... ประกอบกับเย็นวันนี้มี Michael Jackson Memorial เลยนอนดูทีวี กินคัพมาม่า แล้วก็ enjoy วิวจากหลังคาห้องซึ่งอยู่ชั้นบนสุด... ชิลมากกกกก (ป.ล. ชอบน้อง Shaheen จากเวที British's Got Talent มากๆ... ใครพลากไปหามาดูนะ... )
ป.ล. วันนี้ได้ว่ายน้ำที่โรงแรมด้วย... สระใหญ่มากกกกกกกกกกก... ว่ายสองคนแทบจะเกยกัน (สระกว้างขนาดเท่าสองคนสวนกันได้นิดๆ -.-')... ความลึกก็... ลึกเท่ากันทุกส่วนประมาณหน้าอก... ลงไปว่ายแล้วรู้สึกเหมือนว่ายในอ่างเลยไปดีกว่า...
... สะพานโบราณ ...
หลังจากที่เกริ่นไว้คราวที่แล้วที่พาไปดูประตูโค้งสมัยโรมัน ... เช้านี้ตอนที่จะออกจากเมืองริมินิ เราก็ตั้งใจขับผ่านสะพานหินโบราณกันอีกครั้ง (ผ่านไปแล้วครั้งนึงเมื่อคืนโดยไม่ได้ตั้งใจ... เลยถ่ายรูปไม่ทัน)... สะพานนี้ชื่อ Ponte di Tiberio หรือ Tiberius' Bridge สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 1 (บางตำราว่าสร้างเสร็จศตวรรษ 21!?!?!)... ปัจจุบันยังสามารถใช้ได้อยู่ แล้วยังให้รถวิ่งข้ามได้อีก!!
... มุ่งหน้าสู่เมืองแห่งโรงเรียนภาษา ...
ถ้าพูดถึงโรงเรียนภาษาที่อิตาลีแล้วนั้น... คนจะพูดถึงเมืองเปรูจะซะเป็นส่วนใหญ่... เมืองนี้สะกดภาษาอังกฤษว่า Perugia แรกๆอ่านเปรูเกีย เปรูเกียตลอดเลย... เพิ่งตาสว่างว่ามันจะต้องอ่านว่า "เปรูจะ" เพราะว่าตัว G ออกเสียงเป็น จ. จาน... แล้วสระ ia นั้นออกเสียงเป็น "อิอะ" รวบๆแล้วเป็น "อะ" (อ่านเหมือนภาษาญี่ปุ่น.. สระเค้าเหมือนกัน!)
เมืองนี้เริ่มแรกทีเดียวนั้นอยู่นอกแผนการเดินทาง... แต่เนื่องจากเราเที่ยวริมินิตอนกลางคืนไปเรียบร้อยแล้ว.. เช้านี้เราเลยว่างๆหน่อย ประกอบกับจุดหมายปลายทางในวันนี้ก็อยู่ไม่ไกลมากนัก... ก็เลยเอาเลย... ลุย!
... เปรูจะ... เมืองบนเขา (อีกแล้ว) ...
เปรูจะนั้นก็เป็นอีกเมืองของอิตาลีที่มีภูมิประเทศเป็นเมืองบนภูเขา... แต่เป็นเขาชนิดปิด.. คือมีกำแพงเมืองเป็นแนวยาวเลยที่บดบังทิวทัศน์ของเมืองเอาไว้... ต้องขับไต่เขาขึ้นไปแล้วถึงจะมองเห็นว่าเมืองเป็นยังไง... โดยที่ภายในเมืองนั้นถนนหนทางก็ยังแคบอยู่ จัดเป็นถนนเดินรถทางเดียวซะเป็นส่วนมาก แล้วก็ยังคดไปเคี้ยวมา แถมชันอีกต่างหาก ในหลายๆจุดก็ยังกั้นเป็นเพียงถนนคนเดินเนื่องจากชันมาก ต้องทำเป็นบันไดแทน รถเลยผ่านไม่ได้ ...
วิวจากลานจอดรถเมืองเปรูจะเป็นอีกเมืองที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองมาก... เป็นแหล่งการศึกษาเนื่องจากมีมหาวิทยาลัยชื่อดังตั้งอยู่ 2 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็นโรงเรียนสอนภาษาชื่อดัง Universita per Stranieri หรือ University for Foreigners ที่จิ๋วจะไปเรียนภาษาช่วงซัมเมอร์นี้ ... นอกจากนี้เปรูจะยังเป็นแหล่งรวบรวมศิลปะ เป็นที่ซึ่งมีการจัดแสดงผลงาน ตลอดจนคอนเสิร์ตโดยศิลปินมากมายด้วย... พูดถึงแล้วยังเสียดายที่เราจัดทริปไม่ตรงกับที่เค้ามี Jazz Festival ที่นั่น... คลาดกันไปเพียงอาทิตย์เดียว.. ไม่งั้นจะได้ไปฟัง B.B. King ร้องเพลงสดๆแล้ว!! แหม... เสียดายเป็นที่สุด!!
... พาชมโรงเรียนภาษา ...
เนื่องจากจิ๋วจะมาเรียนภาษาที่เปรูจะ... เลยถือโอกาสแวะมาดูโรงเรียนแล้วก็ดูรายละเอียดเรื่องที่พัก ฯลฯ ซะเลย...
... พาชมโรงเรียนภาษา ...
เนื่องจากจิ๋วจะมาเรียนภาษาที่เปรูจะ... เลยถือโอกาสแวะมาดูโรงเรียนแล้วก็ดูรายละเอียดเรื่องที่พัก ฯลฯ ซะเลย...
ด้านหน้า University for Foreignersโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่มี interior ที่งงมากกกกกกกกกกกกก.... บันไดมันเป็นวนๆๆๆ จะชั้น 1 ก็ไม่ชั้น 1 จริงๆ จะชั้น 2 ก็ไม่ชั้น 2 จริงๆ... คนไม่เคยมาแอบงง... (หาห้องน้ำไม่เจอเลยขอบ่นหน่อย... ฮาฮา) ... แต่ว่าโรงเรียนสวย... โครงสร้างส่วนใหญ่จะเป็นหินผสมไม้... ห้องเรียนก็คลาสสิคซะ... (แต่ยังมีเครื่องปิ้งแผ่นใสอยู่!)
ด้านหน้าห้อง (พร้อมเครื่องปิ้งแผ่นใส)กลางวันก็กินข้าวกันที่โรงอาหารของโรงเรียนนี่แหล่ะ... ก็นึกว่าจะมีอะไรให้กินมากมาย.. สั่งพาสต้า ลาซาญญ่าไป... แต่ทันทีที่สั่งเสร็จก็มีพนักงานเดินไปหยิบ Frozen Food เอาไป defrost มาให้ซะงั้น!! ... ก็แปลกดีไปอีกแบบ... สงสัยเหลือเกินว่าถ้าออกไปนอกโรงเรียนแล้วจะมีอาหารให้เลือกมากน้อยขนาดไหน... แต่ถึงมีให้เลือกได้มากมายก็คงต้องแลกกับการ "ปีน" เมืองกันเล็กน้อย เนื่องจากรอบๆโรงเรียนนี่ไม่มีพื้นที่ราบๆเลย... แค่เห็นก็เหนื่อยแล้ว (ขอให้จิ๋วโชคดีในการเรียนตลอดสองเดือนนี้... ฮาฮาฮาฮา)
... จากเขาหนึ่งสู่อีกเขาหนึ่ง ...
ห่างจากเมืองเปรูจะเพียงแค่ 20 กว่าๆกิโลเมตรก็จะเข้าเขตเมือง Assisi ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมืองของอิตาลีที่อยู่บนเขา! แต่คราวนี้เป็นเขากว้างขวาง เห็นวิวได้จากพื้นราบ... เราแวะไปเช็คอินที่โรงแรมข้างๆโบสถ์ Santa Maria degli Angeli ซึ่งอยู่ในตำบลหนึ่งของเมือง Assisi ที่อยู่บนพื้นราบกันก่อนเพื่อเก็บสัมภาระ (โรงแรมงามมมม) แล้วจึงออกไปเที่ยวกัน... เพียงแค่ 2 กิโลเมตรเศษๆเท่านั้นเราก็ไปถึงใจกลางเมืองเก่าของ Assisi
... แวะปีนกองฟาง ...
ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกับกองฟาง... เห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะต้องถ่ายรูป... ส่วนจิ๋วเป็นมากกว่า... เห็นกองฟางเป็นต้องปีน!! แล้วคุณขา.... กว่าจะปีนขึ้นไปได้นี่เหนื่อยคนอื่นนะคะ... ทั้งจะเหยียบ... ทั้งจะขี่หลัง... สุดท้ายก็มีความพยายามขึ้นไปจนได้... สาธุ!!
... Assisi เมืองมรดกโลก ...
จริงๆประเทศอิตาลีมีมรดกโลกเยอะมากกกกกกกกกก... ไม่ว่าจะเป็น Duomo ที่มิลาน ไม่ว่าจะเป็นเมือง Venice และชีวิตกับคลองทั้งหลาย หรือแม้แต่เมือง Verona ก็ใช่ โบสถ์ที่มีภาพ The Last Supper ก็ใช่ ฯลฯ เมือง Assisi นี่ก็เป็นอีกเมืองหนึ่งที่เป็นเมืองมรดกโลกเนื่องจากมีประวัติศาสตร์ยาวนานเกี่ยวกับ St. Francis (San Francesco)


เมือง Assisi เป็นเมืองที่ไม่ใหญ่นัก แต่เป็นเมืองที่สวย... ถึงแม้จะถูกพิษแผ่นดินไหวถล่มไปเมื่อปี 1997 ที่ผ่านมาซึ่งสร้างความเสียหายให้กับอาคารสำคัญๆในเมืองนี้เป็นอย่างมาก แต่ก็ได้รับการบูรณะกลับมาจนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว แม้ในปัจจุบันก็ยังมีการซ่อมแซมเมืองโดยเฉพาะในส่วนที่เป็นโบสถ์ของ St. Francis (Basilica di San Francesco)... ด้วยเหตุนี้... เราต้องจอดรถไกลกว่าที่คิดไว้แล้วก็เดินๆๆๆๆ (ขึ้นเนินอีกแล้วครับท่าน) ขึ้นไปชมโบสถ์กัน ...
... Basilica di San Francesco ...
เนื่องจากเราไม่ได้เป็นคริสต์ก็ขอออกตัวก่อนว่าอาจจะเข้าใจประวัติศาสตร์ทางศาสนาคริสต์ได้ไม่ดีเท่าไหร่... แต่เท่าที่พอจะรู้ก็คือว่า St. Francis นั้นเป็นนักบุญที่เกิดที่เมือง Assisi ในปลายศตวรรษที่ 12 โดยแรกเริ่มเดิมทีเดียวก็เป็นคนธรรมดาๆนั่นแหล่ะ แต่ว่ามรสุมชีวิตทำให้ชีวิตผกผันต้องใช้ชีวิตเป็นขอทาน... มาวันหนึ่งสวดมนต์กับพระเจ้าแล้วก็ได้ยินท่านขอให้ฟรานซิสไปช่วยซ่อมหลังคาบ้านของท่าน (เข้าใจว่าหมายถึงโบสถ์ที่ฟรานซิสกำลังสวดมนต์ในตอนนั้น)... ฟรานซิสก็เลยเริ่มเรี่ยไรเงินจากที่ต่างๆเพื่อใช้ซ่อมแซมศาสนสถาน แล้วก็คอยเผยแผ่ศาสนาให้คนอื่นได้รับรู้... ฟรานซิสตายเมื่ออายุได้เพียงประมาณ 44 ปี แล้วก็ได้รับการแต่งตั้งจาก Pope Gregory IX ในปี 1228 ให้เป็นนักบุญ Saint Franceso... โดยประวัติศาสตร์ได้ยกย่องเค้าให้เป็นนักบุญคนแรกของอิตาลีที่มีแนวคิดว่าคนเราควรจะสวดมนต์กับพระเจ้าในภาษาตัวเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาละติน!! (ชาวคริสต์ที่ใช้ภาษาละตินไม่เป็นควรขอบคุณเค้านะเนี่ยะ!!) นอกจากนี้ยังเป็นนักบุญที่มีใจรักต่อสัตว์โลก เนื่องจากเป็นนักบุญที่สวดมนต์เผยแผ่คำสอนของศาสนาแม้กระทั่งกับสัตว์ต่างๆ เช่นนกอีกด้วย
เราเดินดุ่มๆๆๆมาเรื่อยๆจากที่จอดรถ ผ่าน Porta San Francesco ไปทาง Via Frate Elia ขึ้นไปสู่ Piazza Inferiore di San Francesco หรือจัตุรัสด้านล่างของโบสถ์เซนต์ฟรานซิส... เป็นระยะทางประมาณครึ่งกิโลเมตรได้มั่ง... แต่เป็นทางขึ้นเนิน... เล่นเอาหอบแฮ่กๆๆ ....
จัตุรัสนี้กว้างขวางมากกกกกก ทำให้รู้สึกไม่แออัดถึงแม้แดดจะร้อนมากกกกกกกกจนเกือบโดนเผา! ... ด้านปลายๆของจัตุรัสเป็นที่ตั้งของ Basilica di San Francesco โบสถ์ใหญ่สไตล์ Baroque นี่เอง... มองด้วยตาแล้วต้องบอกเลยว่าไม่น่าเชื่อว่าเคยพังมาก่อน!!
โบสถ์ Basicila di San Francesco นั้นจัดเป็นอาคารสองส่วน... ส่วนล่าง lower church กับส่วนบน upper church... โดยส่วนบนนั้นตกแต่งด้วยภาพของ St. Francis ไว้ทั่วโบสถ์ (แต่ไม่ได้เห็นเอง เพราะว่าใส่กระโปรงสั้นไป... เค้าห้ามเข้า... ลืมไปว่ามีโปรแกรมเข้าโบสถ์วันนี้ -.-') และส่วนล่างก็ตกแต่งด้วย stained glass จากจิตรกรดังๆหลายๆคนจากหลายๆประเทศ... นอกจากนี้ด้านใต้ดินของโบสถ์ด้านล่างยังเป็นที่เก็บร่างของ St. Francis ไว้ให้คนได้สวดมนต์บูชาด้วย
Piazza Superiore di San Francesco (จัตุรัสด้านบน)วิวจากด้านบนของโบสถ์สวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก..... ไม่รู้จะบรรยายยังไง... ให้คะแนนชนะเลิศด้วยสภาพอากาศในวันนั้น ที่ถึงแม้จะมีแดดแต่ก็มีลมพัดตลอด แล้วก็เสริมด้วยความเขียวของหญ้าในช่วงฤดูร้อนที่ตัดกับสีตึกน้ำตาลๆของเมือง Santa Maria degli Angeli ด้านล่าง (เมืองที่เรานอนกันคืนนี้) แล้วก็บรรยากาศสุดลูกหูลูกตาที่สามารถสูดหายใจได้เต็มปอด... ชอบมาก!
... โบสถ์นางฟ้า ...
พูดถึงมาหลายที... Basilica di Santa Maria degli Angeli หรือ The Church of St. Maria of Angels นั้นก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญของ St. Francis ... คือพูดถึงเมือง Assisi แล้วก็จะต้องมีเรื่องของ St. Francis ไปด้วยทุกที่ แม้แต่ของที่ระลึกอย่างแม่เหล็กติดตู้เย็นยังทำเป็นรูป St.Francis แผ่มือแสวงบุญเลยนะ...
สำหรับโบสถ์ St. Maria degli Angeli นี่เกี่ยวพันกับ St. Francis ตรงที่เป็นโบสถ์ที่ St. Francis หมดลมหายใจนั่นเอง... ภายในโบสถ์สวยจับใจ... เหมือนจะเลอะเทอะด้วยศิลปะและจิตกรรมที่ต่างกันในทุกๆกำแพงโบสถ์... แต่ความต่างกลับทำให้งานมีเสน่ห์ทีเดียว...
ยอดโบสถ์ (สถาปัตยกรรมแบบนี้ทำให้ภายในโบสถ์ก้องกังวาน ไม่ต้องใช้ไมโครโฟน!)
รอบๆโบสถ์ (ใกล้โรงแรมมากกกก)เรามาเดินเล่นรอบๆโบสถ์หมายจะหาร้านกินอาหารเย็นกัน... แต่ประจวบเหมาะเจอะเข้ากับพ่อหนุ่มมอเตอร์ไซค์ที่ดูแล้วมีที่ท่าไม่น่าไว้วางใจ... (เค้าว่ามิจฉาชีพมักลงมือทำงานกันเป็นแก๊งค์...) เราก็เลยว่ากันว่ากลับไปปาร์ตี้ Cup MaMa & Cup Joke กันเป็นอาหารเย็นดีกว่า... อุตส่าห์แบกมาจากเมืองไทยเผื่อวันไหนฉุกละหุกหาข้าวกินไม่ทัน... ประกอบกับเย็นวันนี้มี Michael Jackson Memorial เลยนอนดูทีวี กินคัพมาม่า แล้วก็ enjoy วิวจากหลังคาห้องซึ่งอยู่ชั้นบนสุด... ชิลมากกกกก (ป.ล. ชอบน้อง Shaheen จากเวที British's Got Talent มากๆ... ใครพลากไปหามาดูนะ... )
ป.ล. วันนี้ได้ว่ายน้ำที่โรงแรมด้วย... สระใหญ่มากกกกกกกกกกก... ว่ายสองคนแทบจะเกยกัน (สระกว้างขนาดเท่าสองคนสวนกันได้นิดๆ -.-')... ความลึกก็... ลึกเท่ากันทุกส่วนประมาณหน้าอก... ลงไปว่ายแล้วรู้สึกเหมือนว่ายในอ่างเลยไปดีกว่า...
Wednesday, August 05, 2009
หนีตามกาลิเลโอ (ด้วยคน) ตอนที่ 5 | เวนิซ - ซาน มาริโน - ริมินิ
Day 5 : July 6, 2009 | Venezia - San Marino - Rimini
... ไม่ได้นั่งกอนโดล่า ก็เหมือนมาไม่ถึงเวนิซ ...
ไหนๆกอนโดล่าก็เป็นสัญลักษณ์ประจำเวนิซแล้ว... ถ้าไม่ได้นั่งกอนโดล่าก็เหมือนกับจะมาไม่ถึงเวนิซ... เช้าวันนี้ก่อนจะออกจากเวนิซ สามสาวเลยไปหาเรือกอนโดล่านั่ง... เดินไปชาติเศษๆกว่าจะถึงท่ากอนโดล่าที่เห็นเมื่อวาน
จะนั่งกอนโดล่าทีนึงนี่ต้องเสียค่าเสียหายไม่น้อย... แต่อย่างว่า.. มาถึงแล้วจะไม่นั่งก็กระไรอยู่... หลังจากเจรจากับคุณกัปตัน.. คุณกัปตันขอ 80 ยูโรสำหรับรูทล่อง Grand Canal อย่างเดียวประมาณ 30 นาที (ราคาเหมาต่อลำ) ... คุยไปคุยมา... ต่อเหลือสนนราคาอยู่ที่ 60 ยูโร สำหรับรูทนี้...
หลังจากลงเรือแล้ว... คุณกัปตันเสนอให้ใหม่ว่ามีอีกรูทนึงนำเสนอ... Grand Canal + Small Canal ใช้เวลานานกว่าเดิม คิด 90 ยูโร... สามสาวใช้เวลาพักนึงก็ตกลงกันว่างั้นเอารูทใหม่นี่แหล่ะ ไหนๆก็นั่งแล้ว... ได้เข้าไปใน small canal ด้วยคงได้บรรยากาศที่ดี
ถ้าจำไม่ผิด... กัปตันชื่อ Alexandro
เกือบๆ 20 นาทีผ่านไปก็โผล่กลับออกมา Grand Canal เห็นสะพาน Rialto ด้านหลัง
กลับเรือใต้สะพาน
พ่อโด้บอกว่าลอดใต้สะพานแล้วต้อง kiss! (-.-')
ที่ระลึกกับพ่อโด้... เพิ่งรู้ว่ากัปตันมีลายเสื้อขาวแดงด้วยอ่ะ.. (ส่วนกัปตันขาวน้ำเงินอีกคนหลับอยู่เรือข้างๆ... แหม... ชิลซะ)
ใครไปเวนิซ... แนะนำให้นั่งกอนโดล่านะจ้ะ.. ไม่งั้นมาไม่ถึงจริงๆด้วย... ซวยเพียงแต่ว่าเช้านี้เป็นเช้าเดียวของทริปเราที่เจอเมฆฝนแบบนี้... ฟ้าเลยไม่ฟ้าเลย... แต่ก็ยังดีที่ฝนหยดเพียงปรอยๆ (ไม่ใช่ตกปรอยๆ แต่หยดปรอยๆ)
... มุ่งหน้าสู่ซาน มาริโน ...
ออกจากเวนิซเพื่อมุ่งหน้าลงใต้ ใช้เส้นทาง local เลียบทะเลสาบไปเลี่ยงเมือง Ravenna ... ใช้เส้นทาง local ... สามารถวิ่งได้ประมาณ 70-80 กม./ชั่วโมง ถนนโอเค รถไม่เยอะมาก แต่วงเวียนมหาศาล... ป้า GPS ตะโกนบอกเป็นระยะๆ "In 300 meters, enter roundabout." ต่อด้วย "Take second exit" บ้าง "Third exit" บ้าง... ชวนให้งงมากเวลานับทางแยกว่าอันไหนมันทางออกที่ 1, 2 หรือ 3 ฯลฯ ... พูดถึงป้า GPS ก็เล่นเอาเราเหงื่อตก... เช้านี้กว่าจะเข้าเส้นทางที่อยากจะวิ่งได้ ปล้ำกับป้า GPS อยู่ตั้งนาน.. เล่นเอาหลงทางฟรีไปร่วม 20-30 กิโลเมตร... นาวิเกเตอร์เครียดเลย...
กลางวันวันนี้กินร้านอาหารประเภท fast food สไตล์อิตาเลี่ยนข้างทาง เมนูประกอบด้วยสลัด (อีกแล้ว) Panini (แซนด์วิช) พาสต้า ฯลฯ
กว่าจะถึง San Marino ก็ราวๆบ่ายโมงครึ่ง...
... ซาน มาริโน | อาณาจักรบนหน้าผาชัน ...
ซาน มาริโนเป็นหนึ่งในรัฐอิสระที่มีอยู่ไม่มากนักในโลกนี้... ซาน มาริโนเป็นรัฐอิสระที่ขนาดเล็กที่สุดเป็นอันดับสามรองจากนครวาติกันที่อยู่ในโรม และ รัฐโมนาโคบริเวณชายแดนอิตาลีและฝรั่งเศส... มีอาณาเขตเพียงแค่ 61 ตารางกิโลเมตร และมีส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนหน้าผาชันที่มีความสูงถึง 657 เมตรจากระดับน้ำทะเล... น่าแปลกที่พื้นที่เพียงเล็กๆนี่จะยังเป็นรัฐอิสระ ไม่ถูกกลืนกินจากประเทศอิตาลีที่ล้อมรอบอาณาเขตทั้งหมดไว้ได้... ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่ออ่านจากประวัติของซาน มาริโนก็จะทราบว่าในสมัยก่อนนั้นซาน มาริโนเคยมีน้ำใจให้เป็นที่หลบภัยสำหรับผู้ที่ให้การสนับสนุนการรวมประเทศอิตาลีไว้... เมื่อ Galibaldi สามารถรวมรัฐทั้งหมดให้กลายเป็นประเทศอิตาลีได้ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 จึงให้เกียรติซาน มาริโน ให้สามารถเป็นรัฐที่มีอิสรภาพได้อย่างที่ต้องการ
... เดินชมซาน มาริโน ...
ซาน มาริโนนี่ก็แน่นอน... ต้องอยู่รอดด้วยการท่องเที่ยว! จริงๆแล้วเค้าก็มี Industrial Zone ที่อยู่ในอาณาเขตพื้นราบ แต่ก็คงไม่สามารถจะพึ่งพิงแต่อุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียวได้... เมื่อจอดรถแล้วลงเดินเข้าไปภายในเขตกำแพงเมืองเก่าบนเขาแล้วก็จะพบร้านค้ามากมายเรียงรายเต็มไปทั้งสองข้างทาง ซึ่งในซาน มาริโนนี่ก็เป็นรัฐอิสระปลอดภาษี ใครใคร่ช๊อปก็ช๊อปได้เต็มที่... ข้อน่าสังเกตอีกอย่างสำหรับเมืองหรือประเทศที่อิงการท่องเที่ยวเป็นหลักนั้น จะพบว่าสามารถหา "แสตมป์" ได้อย่างง่ายดาย ไม่เหมือนตอนอยู่ในเขตอิตาลีที่กว่าจะหาแสตมป์ได้แต่ละทีก็ต้องไปที่ที่ทำการไปรษณีย์เท่านั้น .. ที่นี่ขายไปรษณียบัตรที่ติดแสตมป์ไว้พร้อมเลย... เรียกว่าซื้อแล้วเขียนเสร็จเมื่อไหร่ก็หยอดตู้ได้ทันที
... สูดอากาศเต็มปอดเมื่อถึงยอด ...
ดินแดนเมืองเก่าของซาน มาริโนนั้นอยู่บนเขาจริงๆ ขนาดไปจอดรถที่ลานจอดรถที่อยู่บนสุดๆแล้ว.. เรายังต้องปีนเขากันขึ้นไป.. เหงื่อไหลไคลย้อยไม่น้อย... เมื่อขึ้นไปจนสุดแล้วจะพบกับ Rocca Guaita ซึ่งเป็นหนึ่งในป้อมปราการที่เหลืออยู่ของซาน มาริโน... Rocca Guaita นั้นได้สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 11 ตั้งอยู่บนหน้าผาชัน สามารถมองเห็นวิวสุดลูกหูลูกตาา... อากาศบริสุทธิ์มากๆ
... เปลี่ยนบรรยากาศ... ไปตากอากาศกันที่ริมินิ ...
เค้าว่ากันว่าเมืองแต่ละเมืองในอิตาลีนั้นมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง... ข้อนี้คงจริง เพราะว่าแต่ละเมืองมีการปกครองตนเองถึงแม้จะถูกรวมเป็นประเทศเดียวกันแล้วก็ตาม... ตอนเข้าออกจากเวนิส.. เมืองแห่งสายน้ำผสมความโรแมนติค... จากนั้นไปแวะซาน มาริโน ... เมืองอิสระบนยอดผา ... ตกเกือบเย็นก็มุ่งหน้าสู่เมืองริมินิ... เมืองตากอากาศชายทะเลซะงั้น
เมืองริมินินั้นเป็นเมืองใหญ่ของอิตาลีที่อยู่ใกล้กับซาน มาริโนที่สุด (ประมาณ 20-30 นาที) แล้วก็เป็นเมืองตากอากาศมีชื่อคล้ายๆกับพัทยาบ้านเรา ... แต่ชายหาดที่นี่ก็ใช่ว่าจะเป็นที่น่าพิสมัยของคนทุกคนเท่าไหร่ เพราะว่าหาดที่นี่เต็มไปด้วยเก้าอี้ผ้าใบ!!!
ตอนที่เราๆไปถึงกันนั้น ชาดหาดเงียบมากกกกกกกกกกกกก เหลือแต่เตียงผ้าใบ... เลยเกิดความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น... ปรากฎว่าเค้ามีเวลาใช้หาด... จะปิดหาดห้ามใช้ในช่วงพลบค่ำ (บ้านเราประมาณทุ่มนึงมึดแล้ว แต่ที่นั่นยังสว่างไสว) แล้วก็เปิดสวนสนุกริมหาดอีกทีตอนประมาณ 3-4 ทุ่ม ... เรานั่งกินอาหารค่ำแถวๆหาดนั้นแหล่ะ... พอถึงเวลาสวนสนุกเริ่มเปิดนี่ผู้คนมาจากไหนกันก็ไม่รู้ เต็มไปหมดเลย....
... เมืองริมินิภายใต้แสงสี ...
กินข้าวเสร็จแล้วก็ออกไปเดินเล่นชมเมืองกัน ชนิดที่ว่าเที่ยวซะให้เสร็จคืนนึ้เลยดีกว่า พรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องโดนพ่อปลุกให้รีบออกแต่เช้า... (ฮาฮา)
เมืองริมินินี่นอกจากจะเป็นเมืองชายทะเลแล้วยังมีส่วนที่เป็นเมืองเก่าอยู่ด้วย.. ยังคงมีกำแพงเมืองเหลืออยู่เป็นแนวยาวๆ... เราขับรถไปจอดแถวๆ Piazza Cavour ซึ่งเป็นหนึ่งในสองจัตุรัสที่สำคัญของเมือง ซึ่งมีความสำคัญในทางการค้าและการเมืองที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณ ... ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบเพราะมีการเปิดไฟ ไม่ได้เห็นเป็นตึกอิฐธรรมดาๆ อย่างที่อื่นๆที่ผ่านมา... ประกอบกับอากาศเย็นสบายไม่มีแดด... เวิร์ค!
จำไม่ได้ว่าข้างหลังเป็นตึกอะไร
... The Roman Remains ...
จากนั้นก็ย้ายคณะไปอีกฝากของเมือง... ว่าจะแวะไปดู Roman Remains ซึ่งรวมถึง Roman amphitheater แต่พอวนไปถึง... เจอแต่ "ซาก" จริงๆ... ถ้าไม่มีป้ายเขียนไว้นี่คิดว่าไม่สามารถบอกได้ด้วยตาเปล่าวว่าเคยเป็นโลกละครมาก่อน!!! ก็เลยย้ายไปดูโค้งประตูสมัยโรมันแทน ...
Arco di Augusto หรือ Arch of Augustus นี่สร้างมาตั้งแต่สมัย 27 ปีก่อนคริสตกาล ก่อนสะพาน Tiberio ซึ่งเป็นสะพานหินที่สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 1 ซึ่งอยู่อีกด้านของเมืองซะอีก (เดี๋ยวพรุ่งนี้จะพาไปดู) ... ไม่น่าเชื่อว่าผ่านมา 2 พันกว่าปี... ประตูโค้งนี่ยังคงยังรูปร่าง่ใช้งานได้อยู่!
... หน้าต่างกับเครื่องปรับอากาศ ...
คืนนี้เราพักกันที่โรงแรม Apis อยู่ไม่ไกลชายหาดผ้าใบนั่นเท่าไหร่นัก... โรงแรมเล็กๆ น่ารักนอนสบาย... แต่ห้องน้ำเล็กเกินห้ามใจ... อาบทีเปียกไปทั้งห้อง!! แล้วก็เป็นโรงแรมที่เปิดแอร์ยังไงก็ไม่ติด... กดจนรีโมทแอร์จะพังก็ยังไม่ติด... ยกคัตเอ้าท์ก็แล้ว สับไฟใหม่ก็แล้ว อะไรๆก็แล้ว... เมื่อจนปัญญาก็เลยโทรถามพนักงานดูดีกว่า... เค้าบอกว่าอะไรรู้มั้ย? ... เค้าบอกว่า "You just close your window and the air-con will turn on!!"... เฮ้ย... มีที่ไหนให้ปิดหน้าต่างแล้วแอร์จะเปิด?? แต่พอลองทำตามแล้วมันติดจริงๆ!! ... โอ้ว.. นวัตกรรมใหม่หรืออย่างไรที่มีการติดเซนเซอร์เครื่องปรับอากาศที่หน้าต่าง!!
... ไม่ได้นั่งกอนโดล่า ก็เหมือนมาไม่ถึงเวนิซ ...
ไหนๆกอนโดล่าก็เป็นสัญลักษณ์ประจำเวนิซแล้ว... ถ้าไม่ได้นั่งกอนโดล่าก็เหมือนกับจะมาไม่ถึงเวนิซ... เช้าวันนี้ก่อนจะออกจากเวนิซ สามสาวเลยไปหาเรือกอนโดล่านั่ง... เดินไปชาติเศษๆกว่าจะถึงท่ากอนโดล่าที่เห็นเมื่อวาน
จะนั่งกอนโดล่าทีนึงนี่ต้องเสียค่าเสียหายไม่น้อย... แต่อย่างว่า.. มาถึงแล้วจะไม่นั่งก็กระไรอยู่... หลังจากเจรจากับคุณกัปตัน.. คุณกัปตันขอ 80 ยูโรสำหรับรูทล่อง Grand Canal อย่างเดียวประมาณ 30 นาที (ราคาเหมาต่อลำ) ... คุยไปคุยมา... ต่อเหลือสนนราคาอยู่ที่ 60 ยูโร สำหรับรูทนี้...
หลังจากลงเรือแล้ว... คุณกัปตันเสนอให้ใหม่ว่ามีอีกรูทนึงนำเสนอ... Grand Canal + Small Canal ใช้เวลานานกว่าเดิม คิด 90 ยูโร... สามสาวใช้เวลาพักนึงก็ตกลงกันว่างั้นเอารูทใหม่นี่แหล่ะ ไหนๆก็นั่งแล้ว... ได้เข้าไปใน small canal ด้วยคงได้บรรยากาศที่ดี
ถ้าจำไม่ผิด... กัปตันชื่อ Alexandro
เกือบๆ 20 นาทีผ่านไปก็โผล่กลับออกมา Grand Canal เห็นสะพาน Rialto ด้านหลัง
กลับเรือใต้สะพาน
พ่อโด้บอกว่าลอดใต้สะพานแล้วต้อง kiss! (-.-')
ที่ระลึกกับพ่อโด้... เพิ่งรู้ว่ากัปตันมีลายเสื้อขาวแดงด้วยอ่ะ.. (ส่วนกัปตันขาวน้ำเงินอีกคนหลับอยู่เรือข้างๆ... แหม... ชิลซะ)ใครไปเวนิซ... แนะนำให้นั่งกอนโดล่านะจ้ะ.. ไม่งั้นมาไม่ถึงจริงๆด้วย... ซวยเพียงแต่ว่าเช้านี้เป็นเช้าเดียวของทริปเราที่เจอเมฆฝนแบบนี้... ฟ้าเลยไม่ฟ้าเลย... แต่ก็ยังดีที่ฝนหยดเพียงปรอยๆ (ไม่ใช่ตกปรอยๆ แต่หยดปรอยๆ)
... มุ่งหน้าสู่ซาน มาริโน ...
ออกจากเวนิซเพื่อมุ่งหน้าลงใต้ ใช้เส้นทาง local เลียบทะเลสาบไปเลี่ยงเมือง Ravenna ... ใช้เส้นทาง local ... สามารถวิ่งได้ประมาณ 70-80 กม./ชั่วโมง ถนนโอเค รถไม่เยอะมาก แต่วงเวียนมหาศาล... ป้า GPS ตะโกนบอกเป็นระยะๆ "In 300 meters, enter roundabout." ต่อด้วย "Take second exit" บ้าง "Third exit" บ้าง... ชวนให้งงมากเวลานับทางแยกว่าอันไหนมันทางออกที่ 1, 2 หรือ 3 ฯลฯ ... พูดถึงป้า GPS ก็เล่นเอาเราเหงื่อตก... เช้านี้กว่าจะเข้าเส้นทางที่อยากจะวิ่งได้ ปล้ำกับป้า GPS อยู่ตั้งนาน.. เล่นเอาหลงทางฟรีไปร่วม 20-30 กิโลเมตร... นาวิเกเตอร์เครียดเลย...
กลางวันวันนี้กินร้านอาหารประเภท fast food สไตล์อิตาเลี่ยนข้างทาง เมนูประกอบด้วยสลัด (อีกแล้ว) Panini (แซนด์วิช) พาสต้า ฯลฯ
กว่าจะถึง San Marino ก็ราวๆบ่ายโมงครึ่ง...
... ซาน มาริโน | อาณาจักรบนหน้าผาชัน ...
ซาน มาริโนเป็นหนึ่งในรัฐอิสระที่มีอยู่ไม่มากนักในโลกนี้... ซาน มาริโนเป็นรัฐอิสระที่ขนาดเล็กที่สุดเป็นอันดับสามรองจากนครวาติกันที่อยู่ในโรม และ รัฐโมนาโคบริเวณชายแดนอิตาลีและฝรั่งเศส... มีอาณาเขตเพียงแค่ 61 ตารางกิโลเมตร และมีส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนหน้าผาชันที่มีความสูงถึง 657 เมตรจากระดับน้ำทะเล... น่าแปลกที่พื้นที่เพียงเล็กๆนี่จะยังเป็นรัฐอิสระ ไม่ถูกกลืนกินจากประเทศอิตาลีที่ล้อมรอบอาณาเขตทั้งหมดไว้ได้... ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่ออ่านจากประวัติของซาน มาริโนก็จะทราบว่าในสมัยก่อนนั้นซาน มาริโนเคยมีน้ำใจให้เป็นที่หลบภัยสำหรับผู้ที่ให้การสนับสนุนการรวมประเทศอิตาลีไว้... เมื่อ Galibaldi สามารถรวมรัฐทั้งหมดให้กลายเป็นประเทศอิตาลีได้ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 จึงให้เกียรติซาน มาริโน ให้สามารถเป็นรัฐที่มีอิสรภาพได้อย่างที่ต้องการ
... เดินชมซาน มาริโน ...
ซาน มาริโนนี่ก็แน่นอน... ต้องอยู่รอดด้วยการท่องเที่ยว! จริงๆแล้วเค้าก็มี Industrial Zone ที่อยู่ในอาณาเขตพื้นราบ แต่ก็คงไม่สามารถจะพึ่งพิงแต่อุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียวได้... เมื่อจอดรถแล้วลงเดินเข้าไปภายในเขตกำแพงเมืองเก่าบนเขาแล้วก็จะพบร้านค้ามากมายเรียงรายเต็มไปทั้งสองข้างทาง ซึ่งในซาน มาริโนนี่ก็เป็นรัฐอิสระปลอดภาษี ใครใคร่ช๊อปก็ช๊อปได้เต็มที่... ข้อน่าสังเกตอีกอย่างสำหรับเมืองหรือประเทศที่อิงการท่องเที่ยวเป็นหลักนั้น จะพบว่าสามารถหา "แสตมป์" ได้อย่างง่ายดาย ไม่เหมือนตอนอยู่ในเขตอิตาลีที่กว่าจะหาแสตมป์ได้แต่ละทีก็ต้องไปที่ที่ทำการไปรษณีย์เท่านั้น .. ที่นี่ขายไปรษณียบัตรที่ติดแสตมป์ไว้พร้อมเลย... เรียกว่าซื้อแล้วเขียนเสร็จเมื่อไหร่ก็หยอดตู้ได้ทันที
... สูดอากาศเต็มปอดเมื่อถึงยอด ...
ดินแดนเมืองเก่าของซาน มาริโนนั้นอยู่บนเขาจริงๆ ขนาดไปจอดรถที่ลานจอดรถที่อยู่บนสุดๆแล้ว.. เรายังต้องปีนเขากันขึ้นไป.. เหงื่อไหลไคลย้อยไม่น้อย... เมื่อขึ้นไปจนสุดแล้วจะพบกับ Rocca Guaita ซึ่งเป็นหนึ่งในป้อมปราการที่เหลืออยู่ของซาน มาริโน... Rocca Guaita นั้นได้สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 11 ตั้งอยู่บนหน้าผาชัน สามารถมองเห็นวิวสุดลูกหูลูกตาา... อากาศบริสุทธิ์มากๆ
... เปลี่ยนบรรยากาศ... ไปตากอากาศกันที่ริมินิ ...
เค้าว่ากันว่าเมืองแต่ละเมืองในอิตาลีนั้นมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง... ข้อนี้คงจริง เพราะว่าแต่ละเมืองมีการปกครองตนเองถึงแม้จะถูกรวมเป็นประเทศเดียวกันแล้วก็ตาม... ตอนเข้าออกจากเวนิส.. เมืองแห่งสายน้ำผสมความโรแมนติค... จากนั้นไปแวะซาน มาริโน ... เมืองอิสระบนยอดผา ... ตกเกือบเย็นก็มุ่งหน้าสู่เมืองริมินิ... เมืองตากอากาศชายทะเลซะงั้น
เมืองริมินินั้นเป็นเมืองใหญ่ของอิตาลีที่อยู่ใกล้กับซาน มาริโนที่สุด (ประมาณ 20-30 นาที) แล้วก็เป็นเมืองตากอากาศมีชื่อคล้ายๆกับพัทยาบ้านเรา ... แต่ชายหาดที่นี่ก็ใช่ว่าจะเป็นที่น่าพิสมัยของคนทุกคนเท่าไหร่ เพราะว่าหาดที่นี่เต็มไปด้วยเก้าอี้ผ้าใบ!!!
ตอนที่เราๆไปถึงกันนั้น ชาดหาดเงียบมากกกกกกกกกกกกก เหลือแต่เตียงผ้าใบ... เลยเกิดความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น... ปรากฎว่าเค้ามีเวลาใช้หาด... จะปิดหาดห้ามใช้ในช่วงพลบค่ำ (บ้านเราประมาณทุ่มนึงมึดแล้ว แต่ที่นั่นยังสว่างไสว) แล้วก็เปิดสวนสนุกริมหาดอีกทีตอนประมาณ 3-4 ทุ่ม ... เรานั่งกินอาหารค่ำแถวๆหาดนั้นแหล่ะ... พอถึงเวลาสวนสนุกเริ่มเปิดนี่ผู้คนมาจากไหนกันก็ไม่รู้ เต็มไปหมดเลย....
... เมืองริมินิภายใต้แสงสี ...
กินข้าวเสร็จแล้วก็ออกไปเดินเล่นชมเมืองกัน ชนิดที่ว่าเที่ยวซะให้เสร็จคืนนึ้เลยดีกว่า พรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องโดนพ่อปลุกให้รีบออกแต่เช้า... (ฮาฮา)
เมืองริมินินี่นอกจากจะเป็นเมืองชายทะเลแล้วยังมีส่วนที่เป็นเมืองเก่าอยู่ด้วย.. ยังคงมีกำแพงเมืองเหลืออยู่เป็นแนวยาวๆ... เราขับรถไปจอดแถวๆ Piazza Cavour ซึ่งเป็นหนึ่งในสองจัตุรัสที่สำคัญของเมือง ซึ่งมีความสำคัญในทางการค้าและการเมืองที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณ ... ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบเพราะมีการเปิดไฟ ไม่ได้เห็นเป็นตึกอิฐธรรมดาๆ อย่างที่อื่นๆที่ผ่านมา... ประกอบกับอากาศเย็นสบายไม่มีแดด... เวิร์ค!
จำไม่ได้ว่าข้างหลังเป็นตึกอะไร... The Roman Remains ...
จากนั้นก็ย้ายคณะไปอีกฝากของเมือง... ว่าจะแวะไปดู Roman Remains ซึ่งรวมถึง Roman amphitheater แต่พอวนไปถึง... เจอแต่ "ซาก" จริงๆ... ถ้าไม่มีป้ายเขียนไว้นี่คิดว่าไม่สามารถบอกได้ด้วยตาเปล่าวว่าเคยเป็นโลกละครมาก่อน!!! ก็เลยย้ายไปดูโค้งประตูสมัยโรมันแทน ...
Arco di Augusto หรือ Arch of Augustus นี่สร้างมาตั้งแต่สมัย 27 ปีก่อนคริสตกาล ก่อนสะพาน Tiberio ซึ่งเป็นสะพานหินที่สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 1 ซึ่งอยู่อีกด้านของเมืองซะอีก (เดี๋ยวพรุ่งนี้จะพาไปดู) ... ไม่น่าเชื่อว่าผ่านมา 2 พันกว่าปี... ประตูโค้งนี่ยังคงยังรูปร่าง่ใช้งานได้อยู่!
... หน้าต่างกับเครื่องปรับอากาศ ...
คืนนี้เราพักกันที่โรงแรม Apis อยู่ไม่ไกลชายหาดผ้าใบนั่นเท่าไหร่นัก... โรงแรมเล็กๆ น่ารักนอนสบาย... แต่ห้องน้ำเล็กเกินห้ามใจ... อาบทีเปียกไปทั้งห้อง!! แล้วก็เป็นโรงแรมที่เปิดแอร์ยังไงก็ไม่ติด... กดจนรีโมทแอร์จะพังก็ยังไม่ติด... ยกคัตเอ้าท์ก็แล้ว สับไฟใหม่ก็แล้ว อะไรๆก็แล้ว... เมื่อจนปัญญาก็เลยโทรถามพนักงานดูดีกว่า... เค้าบอกว่าอะไรรู้มั้ย? ... เค้าบอกว่า "You just close your window and the air-con will turn on!!"... เฮ้ย... มีที่ไหนให้ปิดหน้าต่างแล้วแอร์จะเปิด?? แต่พอลองทำตามแล้วมันติดจริงๆ!! ... โอ้ว.. นวัตกรรมใหม่หรืออย่างไรที่มีการติดเซนเซอร์เครื่องปรับอากาศที่หน้าต่าง!!
Subscribe to:
Posts (Atom)



























































