พิธิเปิดกีฬาสีคือวันที่ 14 ธ.ค. นี้... ไว้ถ้าไม่ติดอะไรจะไปแอบดูเด็กๆแข่งแล้วจะเก็บภาพมาฝากอีก... ^^
Showing posts with label school. Show all posts
Showing posts with label school. Show all posts
Thursday, December 03, 2009
เตรียมงานกีฬาสี
ไม่ได้เตรียมงานกีฬาสีเอง... แต่เมื่อเช้าตอนไปสอนดันไปถึงตอนที่เด็กๆทำกิจกรรมตอนเช้า แล้วกิจกรรมสำหรับเช้าวันนี้คือการซ้อมกีฬาที่จะใช้ในงานเปิดกีฬาสีอาทิตย์หน้านู้น ... สิ่งที่เด็กๆนักกีฬาตัวแทนสีจะต้องทำคือการเดินส่ายฮูลาฮูป!! คือเด็กๆเราก็เคยเล่นนะไอ้ฮูลาฮูปเนี่ยะ... แต่ก็เล่นอยู่กับที่ ประเภทว่าส่ายอย่างเดียว... ขอสาบานว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่าคนเราสามารถจะเดินไปด้วยแล้วส่ายฮูลาฮูปไปได้ด้วยโดยที่ฮูลาฮูปไม่หล่น!!
สังเกตว่าครูๆลุ้นมากกกก
ครูๆ คณะกรรมการกลาง... ไร้สี
โบกธงสะบัดเลย
ยูริ... ลูกศิษย์เรา... เซียนมากกกกก... เรียกว่าวิ่งไปส่ายฮูปไปได้เลยเนี่ยะ
อันนี้ก็ลูกศิษย์อีกคน เก่งไม่แพ้กัน
หลังจากเด็กๆวอร์มกันเรียบร้อยแล้ว ... ก็ถึงคิวครูฝึกสอนและครูฝรั่ง (เราเกือบโดนร่างแหไปด้วย... ดีนะไม่มีสี เลยรอด)
Simone ครูฝรั่งที่สอนป. 2 กับเรา
คนนี้พริ้วมากกกก ยืนนิ่งๆเหมือนไม่ส่ายแต่สามารถเต้นไปด้วยได้แล้วฮูปไม่หล่น!
Erin, Alyssa และ Mariella.. คนหลังนี่ลีลาเด็ด
ดูเด็กๆให้ความสนใจสุดๆ
พิธิเปิดกีฬาสีคือวันที่ 14 ธ.ค. นี้... ไว้ถ้าไม่ติดอะไรจะไปแอบดูเด็กๆแข่งแล้วจะเก็บภาพมาฝากอีก... ^^
พิธิเปิดกีฬาสีคือวันที่ 14 ธ.ค. นี้... ไว้ถ้าไม่ติดอะไรจะไปแอบดูเด็กๆแข่งแล้วจะเก็บภาพมาฝากอีก... ^^
Labels:
CD,
Chitralada,
school,
teaching,
ภาษาไทย
เด็กๆกับกิจกรรมวันพ่อ
วันนี้ที่โรงเรียนมีกิจกรรมวันพ่อขึ้น ไม่มีการเรียนการสอนใดๆ แต่ให้เด็กๆทำกิจกรรมกันตลอดวัน เลยถือโอกาสเก็บภาพมาฝากค่ะ

ระหว่างรอนักเรียนทำกิจกรรมที่ศาลาผกาภิรมย์ เรามาแอบนั่งดูเด็กๆอนุบาลมาออกกำลังกายกัน

กับครูวิชา... ครูสอนดนตรีไทยเข้ามาสอนที่โรงเรียนตอนเราอยู่ป. 6 จนบัดนี้ก็ยังอยู่... แถมหน้าตาไม่เปลี่ยนเลย... วันนี้ถ่ายรูปกับครูเพราะว่าครูใส่เสื้อสีเขียว... ผิดระเบียบ! (เดือนธันวาคมนี้ที่โรงเรียนให้ครูๆแต่งสีชมพูกัน)

เด็กๆกลับมาจากห้องประชุมแล้ว... ต้องกินนมก่อน

กิจกรรมวันนี้แบ่งเป็นฐานๆ ประมาณสิบกว่าฐาน อันนี้ฐานของครูประจำวิชาภาษาอังกฤษ

มีเกมบิงโกให้เด็กเล่นด้วย

สามคนนี้นักเรียนที่เราสอน

นี่ก็อีกคน

อันนี้ฐานวิชาภาษาจีน.. ให้เด็กๆเขียนพู่กันจีนคำว่า "เรารักในหลวง" เป็นภาษาจีน

ฐานนี้เจ๋งมาก... ฐานวิทยาศาสตร์ เรียนเรื่องข้าวกัน เด็กๆเอาข้าวมาโม่เป็นแป้ง แล้วก็เอามาทำขนมครก... แอบไปชิมมาแล้ว.. อร่อยเลยแหล่ะ ^^

พอพักกลางวัน... ทีมครูภาษาอังกฤษเลี้ยงพิซซ่าครูๆฝรั่ง เราอดกินเพราะว่าต้องวิ่งรอกไปทำงาน >.<

กับครูฝรั่งอีกซักรูป
วันนี้งดการเรียนการสอน เด็กๆคงชอบ แต่ว่าครูๆอย่างเราแอบกุมขมับเพราะเกรงว่าจะสอนไม่ทันสอบมิดเทอมช่วงสิ้นเดือนนี้นะฮ้าาา

ระหว่างรอนักเรียนทำกิจกรรมที่ศาลาผกาภิรมย์ เรามาแอบนั่งดูเด็กๆอนุบาลมาออกกำลังกายกัน

กับครูวิชา... ครูสอนดนตรีไทยเข้ามาสอนที่โรงเรียนตอนเราอยู่ป. 6 จนบัดนี้ก็ยังอยู่... แถมหน้าตาไม่เปลี่ยนเลย... วันนี้ถ่ายรูปกับครูเพราะว่าครูใส่เสื้อสีเขียว... ผิดระเบียบ! (เดือนธันวาคมนี้ที่โรงเรียนให้ครูๆแต่งสีชมพูกัน)

เด็กๆกลับมาจากห้องประชุมแล้ว... ต้องกินนมก่อน

กิจกรรมวันนี้แบ่งเป็นฐานๆ ประมาณสิบกว่าฐาน อันนี้ฐานของครูประจำวิชาภาษาอังกฤษ

มีเกมบิงโกให้เด็กเล่นด้วย

สามคนนี้นักเรียนที่เราสอน

นี่ก็อีกคน

อันนี้ฐานวิชาภาษาจีน.. ให้เด็กๆเขียนพู่กันจีนคำว่า "เรารักในหลวง" เป็นภาษาจีน

ฐานนี้เจ๋งมาก... ฐานวิทยาศาสตร์ เรียนเรื่องข้าวกัน เด็กๆเอาข้าวมาโม่เป็นแป้ง แล้วก็เอามาทำขนมครก... แอบไปชิมมาแล้ว.. อร่อยเลยแหล่ะ ^^

พอพักกลางวัน... ทีมครูภาษาอังกฤษเลี้ยงพิซซ่าครูๆฝรั่ง เราอดกินเพราะว่าต้องวิ่งรอกไปทำงาน >.<

วันนี้งดการเรียนการสอน เด็กๆคงชอบ แต่ว่าครูๆอย่างเราแอบกุมขมับเพราะเกรงว่าจะสอนไม่ทันสอบมิดเทอมช่วงสิ้นเดือนนี้นะฮ้าาา
Tuesday, February 10, 2009
UPDATE อาการป่วย #2 + บ่นเล็กๆน้อยๆ
ผ่านไป 5 วันจากการอัพเดทครั้งที่แล้ว...
อาการป่วยโดยรวมดีขึ้นมากกกกกกกกกก มีจังหวะที่รู้สึกเหมือนจะหายเป็นปกติแล้วหลายที แต่.... มันไม่หายขาดซักทีวุ้ย เนื่องจากมีภาระหน้าที่ประกอบกับความอยากอาหารที่กลับมาอยู่ในระดับปกติ หรืออาจจะมากกว่าปกตินิดหน่อย เลยทำให้ต้องลากสังขารออกไปหาอะไรอร่อยๆกินอยู่เป็นระยะๆ
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาก็นอนเอาแรง เสียงก็เริ่มกลับคืนมาบ้างแล้ว ก็ค่อยๆชิวเลยทีเดียว แต่นะคะ... ความซวยไม่เข้าใครออกใคร เพราะว่าประมาณ 4 โมงครึ่งอาจารย์โทรเข้ามือถือ บอกว่า "ใหม่ซัง... ยังไม่ได้ไปเอาเอกสารสรุปผลการวิจัยของปีนี้ใช่มั้ย... มันเดดไลน์เย็นนี้นะ รีบๆไปเอาแล้วส่งด้วย" ตึง!!!! โห.... อาจารย์... (จริงๆต้องโห.. ออฟฟิศ... เพราะว่าออฟฟิศคงเพิ่งโทรไปบอกอาจารย์) โทรมาบอกตอน 4 โมงครึ่ง ได้ข่าวว่าออฟฟิศปิด 5 โมง!!! OMG!!! ลืมป่วยไปชั่วขณะ รีบเปลี่ยนชุดด้วยอัตราเร็วแสงแล้วปั่นจักรยานไปโรงเรียนทันที เราใส่แมสปิดหน้า ปิดปากไปด้วย เพราะว่ายังมีไอและ มีน้ำมูก น้ำตาเล็กน้อย เสียงก็ยิ่งไม่ค่อยมีอยู่ เมื่อไปถึงออฟฟิศก็เอาสังขารคนป่วยไปเรียกคะแนนสงสารนิดนึง รับเอกสารมาแล้วก็ขอโทษขอโพยเค้าที่ไม่ได้มาเอาเอกสาร
จริงๆเราว่าเราอ่านประกาศดีแล้วนะว่าเราไม่ต้องมีเอกสารอะไรต้องส่ง แต่ก็นะ... คงเข้าใจผิดไปเอง ระบบญี่ปุ่นนี่มันขั้นตอนเยอะเวอร์ๆ แล้วชอบให้เราต้องทำอะไรเผื่อๆไว้ อย่างคนที่เรียนอยู่เอกปี 3 มันจะมีทางไปได้หลายทางหลังครบสามปี บางคนอยู่ต่อทำ over doctor ก็มีสถานภาพเป็นนักเรียนไป บางคนลาออกไปทำงาน แต่ได้รักษาสถานภาพ ph.d. candidate บางคนก็เรียนจบพอดี ก็ลาออกจากความเป็นนักเรียน ทีนี้ตราบใดที่มันยังไม่ถึงวันที่มีประชุมอาจารย์ ถึงแม้ว่าเราจะดีเฟนด์อะไรทุกอย่างจบไปแล้ว มันยังไม่มีลายลักษณ์อักษรมาว่านักเรียนคนนี้เรียนจบจริงๆ เค้าก็จะบังคับให้เราต้องกรอกเอกสารทุกอย่างเผื่อไว้สำหรับทุกๆกรณี แล้วพอถึงเวลาที่ต้องใช้เอกสาร ทางคณะเค้าก็จะไปเลือกเองว่าเค้าจะใช้เอกสารชุดไหนของเรา อะไรไม่ใช้ก็คงทิ้งไปละมั้ง
กรณีนี้ก็คล้่ายๆกัน ตอนที่ส่งธีสิสไปเมื่อปลายปีที่แล้วเนี่ยะ มันก็บังคับให้ส่งบทสรุปงานวิจัยของเรา สรุปผลงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมาว่าไปพรีเซนต์ที่งานประชุมไหนมั่ง ตีพิมพ์อะไรไปที่ไหนมั่ง ฯลฯ เอกสารพวกนี้มันก็ควรจะใช้เป็นเอกสารแสดงแทนได้ว่าเราได้ทำอะไรไปตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่นะคะ... แบบฟอร์มหน้าตาไม่เหมือนกัน ทำให้เรายังต้องมาเขียนซ้ำอีกทีใส่ในฟอร์มที่เค้ามีให้ เลยกลายเป็นว่าเราต้องมาทำงานซ้ำๆซ้อนๆ
เจ้าหน้าที่มีการบอกด้วยว่าจริงๆมันเดดไลน์ไปเมื่อวันก่อนหน้านั้น (ไม่ใช่วันที่เราไปเอาเอกสาร) แล้วก็บอกว่านักเรียนทุกคนจำเป็นต้องเขียนแบบฟอร์มนี้ ถ้ายูไม่มีเอกสารนี้ ถึงจะดีเฟนด์จบไปแล้วก็ไม่มีสิทธิ์ทำเรื่องร้องจบเหมือนกัน.... ฮั่นแน่.... มีขู่เราด้วยวุ้ย... เจ๊ที่ออฟฟิศแกก็แจกเอกสารเรามาหลายใบ ทั้งใบสรุปงานวิจัยของปีนี้ แล้วก็สรุปรวมทั้ง 3 ปี บวกกับเอกสารทำเรื่องพักการเรียนสำหรับพวกที่ไม่ได้ส่งธีสิสด้วยนะ... เออ แหน่ะ... ทำตรูงงหลายซ้ำหลายซ้อนมาก ... แถมไม่มีวิธีการเขียนให้ด้วยว่าไอ้ฟอร์มพักการเรียนนี่ควรจะกรอกยังไง เล่นเอางงซะ (เราก็ยังคงคิดอยู่ดีว่า.... แล้วทำไมต้องเอาให้เรากรอกตั้งแต่ต้นด้วยยยยยยยยยย... ตรูไม่เข้าใจจริงๆๆๆๆๆ แต่นะ... ด้วยความเข้าใจในการทำงานของคนญี่ปุ่น ถามไปก็ไม่ได้คำตอบ รังแต่จะเกิดปัญหาที่ไม่จำเป็น ก็เลยคิดว่าเค้าให้ทำอะไรก็ทำๆไปเหอะ จะเข้าใจไม่เข้าใจช่างมัน ไม่ได้หนักหนาอะไร)
สุดท้ายจนตรอกด้วยเวลาที่มี... ก็เลยไม่ซักไซ้เรื่องเอกสารมาก วิ่งกลับห้องแล๊ปแล้วก็เอาไอ้ abstract ธีสิสที่เคยส่งไปนี่แหล่ะมาปรับๆเปลี่ยนๆ เขียนสรุปให้เค้า 3 หน้าภาษาญี่ปุ่น ทำเวลาได้ภายในประมาณ 1 ชม.เกือบครึ่ง แล้วก็วิ่งไปเอาลายเซ็นต์และฮังโกะ (ตราประทับชื่อ) ของอาจารย์ที่ปรึกษา แล้วก็วิ่งไปส่งที่ออฟฟิศตอนราวๆ 6 โมง ออฟฟิศปิดแล้ว ต้องไปเคาะประตูหลังส่งเอา.. คิดดู... เลยจำเป็นต้องหายป่วยไปชั่วขณะ... กลับบ้านนอนตายเลย...
กลับมาเรื่องอาการป่วย.... ก็นี่แหล่ะ ดีๆแย่ๆสลับๆกันไป แต่อยู่ในแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ก็เหลือแค่เสียงที่ยังแหบๆ มีไอแห้งๆนานๆที ไข้ไม่มีแล้ว น้ำมูกน้ำตาไม่มีแล้ว คอหายเจ็บเป็นปลิดทิ้ง มีปวดหัวนิดหน่อยวันนี้ เพราะว่าอากาศมันหนาวบาดมากกกกกก ... ด้วยเหตุนี้... พรุ่งนี้จากเดิมที่เคยมีกำหนดแข่งยิงธนูก็เลยขอถอนตัวไปซะเลย แรงจะยิงธนูมันก็พอมีนะ... แต่ตอนยิงมันใส่เสื้อกันหนาวไม่ได้ ใส่ได้แต่ uniform แล้วหนาวแบบนี้ คิดว่าร่างกายยังสู้ไม่ได้แน่นอน เลยต้องขอบาย.... ไว้ไปล้างมืออีกทีวันที่ 28 มี.ค. ส่งท้ายก่อนกลับเมืองไทยละกัน...
อาการป่วยโดยรวมดีขึ้นมากกกกกกกกกก มีจังหวะที่รู้สึกเหมือนจะหายเป็นปกติแล้วหลายที แต่.... มันไม่หายขาดซักทีวุ้ย เนื่องจากมีภาระหน้าที่ประกอบกับความอยากอาหารที่กลับมาอยู่ในระดับปกติ หรืออาจจะมากกว่าปกตินิดหน่อย เลยทำให้ต้องลากสังขารออกไปหาอะไรอร่อยๆกินอยู่เป็นระยะๆ
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาก็นอนเอาแรง เสียงก็เริ่มกลับคืนมาบ้างแล้ว ก็ค่อยๆชิวเลยทีเดียว แต่นะคะ... ความซวยไม่เข้าใครออกใคร เพราะว่าประมาณ 4 โมงครึ่งอาจารย์โทรเข้ามือถือ บอกว่า "ใหม่ซัง... ยังไม่ได้ไปเอาเอกสารสรุปผลการวิจัยของปีนี้ใช่มั้ย... มันเดดไลน์เย็นนี้นะ รีบๆไปเอาแล้วส่งด้วย" ตึง!!!! โห.... อาจารย์... (จริงๆต้องโห.. ออฟฟิศ... เพราะว่าออฟฟิศคงเพิ่งโทรไปบอกอาจารย์) โทรมาบอกตอน 4 โมงครึ่ง ได้ข่าวว่าออฟฟิศปิด 5 โมง!!! OMG!!! ลืมป่วยไปชั่วขณะ รีบเปลี่ยนชุดด้วยอัตราเร็วแสงแล้วปั่นจักรยานไปโรงเรียนทันที เราใส่แมสปิดหน้า ปิดปากไปด้วย เพราะว่ายังมีไอและ มีน้ำมูก น้ำตาเล็กน้อย เสียงก็ยิ่งไม่ค่อยมีอยู่ เมื่อไปถึงออฟฟิศก็เอาสังขารคนป่วยไปเรียกคะแนนสงสารนิดนึง รับเอกสารมาแล้วก็ขอโทษขอโพยเค้าที่ไม่ได้มาเอาเอกสาร
จริงๆเราว่าเราอ่านประกาศดีแล้วนะว่าเราไม่ต้องมีเอกสารอะไรต้องส่ง แต่ก็นะ... คงเข้าใจผิดไปเอง ระบบญี่ปุ่นนี่มันขั้นตอนเยอะเวอร์ๆ แล้วชอบให้เราต้องทำอะไรเผื่อๆไว้ อย่างคนที่เรียนอยู่เอกปี 3 มันจะมีทางไปได้หลายทางหลังครบสามปี บางคนอยู่ต่อทำ over doctor ก็มีสถานภาพเป็นนักเรียนไป บางคนลาออกไปทำงาน แต่ได้รักษาสถานภาพ ph.d. candidate บางคนก็เรียนจบพอดี ก็ลาออกจากความเป็นนักเรียน ทีนี้ตราบใดที่มันยังไม่ถึงวันที่มีประชุมอาจารย์ ถึงแม้ว่าเราจะดีเฟนด์อะไรทุกอย่างจบไปแล้ว มันยังไม่มีลายลักษณ์อักษรมาว่านักเรียนคนนี้เรียนจบจริงๆ เค้าก็จะบังคับให้เราต้องกรอกเอกสารทุกอย่างเผื่อไว้สำหรับทุกๆกรณี แล้วพอถึงเวลาที่ต้องใช้เอกสาร ทางคณะเค้าก็จะไปเลือกเองว่าเค้าจะใช้เอกสารชุดไหนของเรา อะไรไม่ใช้ก็คงทิ้งไปละมั้ง
กรณีนี้ก็คล้่ายๆกัน ตอนที่ส่งธีสิสไปเมื่อปลายปีที่แล้วเนี่ยะ มันก็บังคับให้ส่งบทสรุปงานวิจัยของเรา สรุปผลงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมาว่าไปพรีเซนต์ที่งานประชุมไหนมั่ง ตีพิมพ์อะไรไปที่ไหนมั่ง ฯลฯ เอกสารพวกนี้มันก็ควรจะใช้เป็นเอกสารแสดงแทนได้ว่าเราได้ทำอะไรไปตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่นะคะ... แบบฟอร์มหน้าตาไม่เหมือนกัน ทำให้เรายังต้องมาเขียนซ้ำอีกทีใส่ในฟอร์มที่เค้ามีให้ เลยกลายเป็นว่าเราต้องมาทำงานซ้ำๆซ้อนๆ
เจ้าหน้าที่มีการบอกด้วยว่าจริงๆมันเดดไลน์ไปเมื่อวันก่อนหน้านั้น (ไม่ใช่วันที่เราไปเอาเอกสาร) แล้วก็บอกว่านักเรียนทุกคนจำเป็นต้องเขียนแบบฟอร์มนี้ ถ้ายูไม่มีเอกสารนี้ ถึงจะดีเฟนด์จบไปแล้วก็ไม่มีสิทธิ์ทำเรื่องร้องจบเหมือนกัน.... ฮั่นแน่.... มีขู่เราด้วยวุ้ย... เจ๊ที่ออฟฟิศแกก็แจกเอกสารเรามาหลายใบ ทั้งใบสรุปงานวิจัยของปีนี้ แล้วก็สรุปรวมทั้ง 3 ปี บวกกับเอกสารทำเรื่องพักการเรียนสำหรับพวกที่ไม่ได้ส่งธีสิสด้วยนะ... เออ แหน่ะ... ทำตรูงงหลายซ้ำหลายซ้อนมาก ... แถมไม่มีวิธีการเขียนให้ด้วยว่าไอ้ฟอร์มพักการเรียนนี่ควรจะกรอกยังไง เล่นเอางงซะ (เราก็ยังคงคิดอยู่ดีว่า.... แล้วทำไมต้องเอาให้เรากรอกตั้งแต่ต้นด้วยยยยยยยยยย... ตรูไม่เข้าใจจริงๆๆๆๆๆ แต่นะ... ด้วยความเข้าใจในการทำงานของคนญี่ปุ่น ถามไปก็ไม่ได้คำตอบ รังแต่จะเกิดปัญหาที่ไม่จำเป็น ก็เลยคิดว่าเค้าให้ทำอะไรก็ทำๆไปเหอะ จะเข้าใจไม่เข้าใจช่างมัน ไม่ได้หนักหนาอะไร)
สุดท้ายจนตรอกด้วยเวลาที่มี... ก็เลยไม่ซักไซ้เรื่องเอกสารมาก วิ่งกลับห้องแล๊ปแล้วก็เอาไอ้ abstract ธีสิสที่เคยส่งไปนี่แหล่ะมาปรับๆเปลี่ยนๆ เขียนสรุปให้เค้า 3 หน้าภาษาญี่ปุ่น ทำเวลาได้ภายในประมาณ 1 ชม.เกือบครึ่ง แล้วก็วิ่งไปเอาลายเซ็นต์และฮังโกะ (ตราประทับชื่อ) ของอาจารย์ที่ปรึกษา แล้วก็วิ่งไปส่งที่ออฟฟิศตอนราวๆ 6 โมง ออฟฟิศปิดแล้ว ต้องไปเคาะประตูหลังส่งเอา.. คิดดู... เลยจำเป็นต้องหายป่วยไปชั่วขณะ... กลับบ้านนอนตายเลย...
กลับมาเรื่องอาการป่วย.... ก็นี่แหล่ะ ดีๆแย่ๆสลับๆกันไป แต่อยู่ในแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ก็เหลือแค่เสียงที่ยังแหบๆ มีไอแห้งๆนานๆที ไข้ไม่มีแล้ว น้ำมูกน้ำตาไม่มีแล้ว คอหายเจ็บเป็นปลิดทิ้ง มีปวดหัวนิดหน่อยวันนี้ เพราะว่าอากาศมันหนาวบาดมากกกกกก ... ด้วยเหตุนี้... พรุ่งนี้จากเดิมที่เคยมีกำหนดแข่งยิงธนูก็เลยขอถอนตัวไปซะเลย แรงจะยิงธนูมันก็พอมีนะ... แต่ตอนยิงมันใส่เสื้อกันหนาวไม่ได้ ใส่ได้แต่ uniform แล้วหนาวแบบนี้ คิดว่าร่างกายยังสู้ไม่ได้แน่นอน เลยต้องขอบาย.... ไว้ไปล้างมืออีกทีวันที่ 28 มี.ค. ส่งท้ายก่อนกลับเมืองไทยละกัน...
Sunday, February 01, 2009
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง
หลังจากตรากตรำในการเขียนธีสิสช่วงส่งท้ายปีเก่า ทำให้น้ำหนักที่สั่งสมมาตลอด 2 ร้อน 2 หนาว ที่ผ่านมานั้นหายวั๊บไปกับตา.. (ใครจะเชื่อว่าลดไป 4 กิโลฯ ในเวลา 2 เดือน... แบบไม่รู้ตัว!!) ตอนนี้เริ่มกลับมากินดีเหมือนเดิมละ น้ำหนักที่เคยหายไปก็คงจะกลับมาหาในไม่ช้า ... อันนี้ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดีนะ...
รู้แต่ว่า... วันนี้ได้กินข้าวมันไก่ของอร่อยที่ไม่ได้ทำมานานมากๆละ.... อาหารอะไร๊... ทำง่ายๆ แต่อิ่มหมีพีมัน สารอาหารครบถ้วน

วิธีทำ.. (สูตรพื้นฐาน)
ไก่และข้าว
1. ต้มไก่ให้สุกและเนื้อไม่แข็ง ใส่เกลือนิดนึง
2. เอาน้ำต้มไก่ไปหุงข้าว - หุงเหมือนหุงข้าวสวยปกติ ถ้ามันจากน้ำซุปไก่น้อย ใส่น้ำมันพืชเติมเข้าไปตอนหุงได้
3. ระหว่างรอข้าวสุกก็หั่นไก่เป็นชิ้นๆ (หั่นแตงกวารอไปด้วย)
น้ำจิ้มข้าวมันไก่
1. เต้าเจี้ยวบด
2. ขิงสับละเอียด
3. พริกสดสับ
4. น้ำตาล
5. น้ำส้มสายชู
ให้เอา 1-5 มาผสมๆกัน แล้วชิมรส เป็นอันเสร็จ ... อันนี้ขออภัยที่ไม่มีปริมาณให้ เพราะบ้านนี้ใช้วิธีทำไปชิมไป
น้ำซุป
ก็เอาน้ำต้มไก่ที่เหลือมาปรุงรส ใส่น้ำปลา ถ้าชอบก็ต้มหัวไชเท้า หรือฟักก็ได้ อร่อยเหมือนกัน
-จบ-
รู้แต่ว่า... วันนี้ได้กินข้าวมันไก่ของอร่อยที่ไม่ได้ทำมานานมากๆละ.... อาหารอะไร๊... ทำง่ายๆ แต่อิ่มหมีพีมัน สารอาหารครบถ้วน

วิธีทำ.. (สูตรพื้นฐาน)
ไก่และข้าว
1. ต้มไก่ให้สุกและเนื้อไม่แข็ง ใส่เกลือนิดนึง
2. เอาน้ำต้มไก่ไปหุงข้าว - หุงเหมือนหุงข้าวสวยปกติ ถ้ามันจากน้ำซุปไก่น้อย ใส่น้ำมันพืชเติมเข้าไปตอนหุงได้
3. ระหว่างรอข้าวสุกก็หั่นไก่เป็นชิ้นๆ (หั่นแตงกวารอไปด้วย)
น้ำจิ้มข้าวมันไก่
1. เต้าเจี้ยวบด
2. ขิงสับละเอียด
3. พริกสดสับ
4. น้ำตาล
5. น้ำส้มสายชู
ให้เอา 1-5 มาผสมๆกัน แล้วชิมรส เป็นอันเสร็จ ... อันนี้ขออภัยที่ไม่มีปริมาณให้ เพราะบ้านนี้ใช้วิธีทำไปชิมไป
น้ำซุป
ก็เอาน้ำต้มไก่ที่เหลือมาปรุงรส ใส่น้ำปลา ถ้าชอบก็ต้มหัวไชเท้า หรือฟักก็ได้ อร่อยเหมือนกัน
-จบ-
Thursday, January 15, 2009
งานเข้าเต็มๆ

แดง (และน้ำเงิน) เถือกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!
OMG!!!!! เปเปอร์ที่กำลังจะถูกตีพิมพ์มันหน้าตาเป็นอย่างนี้เหรอเนี่ยะ?? ทำงาน proof-read เปเปอร์ชาวบ้านมาก็เยอะ... พอเปเปอร์ตัวเองโดนแก้บ้าง ถึงขึ้นกับอึ้งกิมกี่เลยทีเดียว คนแก้คนนี้เค้าแก้ละเอียดมากกกก ไอ้ที่แดงนี่ไม่ใช่แก้แกรมม่านะ... แต่แก้สไตล์การเขียน ก็เพิ่งเคยเจออ่ะว่าเวลาเค้า proof-read เปเปอร์ เค้าแก้ซะจนมันเกือบไม่ใช่เปเปอร์เราแหน่ะ (ไม่กล้าเอาไปให้เพื่อนที่ proofread ให้เรามาก่อนหน้านี้ดูเลยทีเดียว... คงตกใจไปตามๆกัน) แถมแก้ไปแก้มา ความหมายเปลี่ยนอีกต่างหาก ต้องมาคอยนั่งไล่ดูว่าเค้าแก้จนความหมายเปลี่ยนไปกี่ที่... งานหนักขึ้นทีเดียว... เฮ้อออออออออ
Saturday, January 10, 2009
New Year Vacation
Happy New Year everyone!!! Sorry for my disappearance. The world was collapsing right in front of me after I handed in my dissertation. =P Soooo many stuff to catch up on. And I was leaving for a long new year vacation to Nagano Prefecture. What for? Simply for SNOWBOARDING!!! whoo hoo!!

6 out of 8 days on 5 different ski resorts!!
Last year I had to give up so many trips because of school workload. Now, it's just time to make up for it.
2008.12.27: Hakuba Norikura, Nagano Prefecture
- Heavy snow throughout the morning before we started snowboarding/skiing... but the weather got clearer later on. Very fluffy snow.

(credit: Nott)
2008.12.28: Hakuba Cortina, Nagano Prefecture
- Perfect weather and great snow condition!

with Kyoto Crew + Poy & N'Moo+

very feminine snowboard I got this time :)
2008.12.31: Kuroizawa Snowpark, Gunma Prefecture
- Another day with perfect weather. Bright out, however, it was -3 C!!! Cold!!
- Quite good snow condition. (We got some much new snow at night time.)
- It was a day-trip this time, so the four of us (Poy, Nott, N'Moo+ and I) decided to all do skiing. Man.... it's already been 14 years since I last put on the ski gear. I was completely a retired skiier who have only a slight memory of myself skiing. It wasn't at all an easy feeling to try to ski again cuz I really had no idea how I'd do on it. But you know what? Skiing is like riding a bicycle. If you can do it once, you can do it again! It was a nice refreshing session. Thanks Poy for helping me getting used to skiing again :) (and thanks for the equipment too!)

teaching n'Moo+ to ski

beautiful background of Mt.Asama, still an active volcano
(btw, N'Moo was such a fast learner. He could do parallel skiing since the first few times down the slope! amazing!)
2009.01.02-03: Madarao Sanpatik, Nagano Prefecture
- This time is a trip with TSAJ (Thai Student Association in Japan). We had altogether 157 Thais joining the trip. Lots!!!
- first day: super snowy / quite powdered snow
- second day: super clear sky / great snow condition

(credit: TSAJ webboard)

Red team members

my team: Red C + P'Uan
2009.01.04: Madarao Kogen, Nagano Prefecture
- Very sunny out and quite good snow condition

the 5 of us who escaped to Madarao Kogen Ski Slope on the last day

view of Madarao Kogen
Now I'm left with my defense preparation, a few reports to write, and a schedule of my defense... then I will officially be done!! There are a few trips in the plan already. I hope I can manage to fit everything in my schedule perfectly fine. Fingers crossed!!!
Last year I had to give up so many trips because of school workload. Now, it's just time to make up for it.
2008.12.27: Hakuba Norikura, Nagano Prefecture
- Heavy snow throughout the morning before we started snowboarding/skiing... but the weather got clearer later on. Very fluffy snow.

2008.12.28: Hakuba Cortina, Nagano Prefecture
- Perfect weather and great snow condition!


2008.12.31: Kuroizawa Snowpark, Gunma Prefecture
- Another day with perfect weather. Bright out, however, it was -3 C!!! Cold!!
- Quite good snow condition. (We got some much new snow at night time.)
- It was a day-trip this time, so the four of us (Poy, Nott, N'Moo+ and I) decided to all do skiing. Man.... it's already been 14 years since I last put on the ski gear. I was completely a retired skiier who have only a slight memory of myself skiing. It wasn't at all an easy feeling to try to ski again cuz I really had no idea how I'd do on it. But you know what? Skiing is like riding a bicycle. If you can do it once, you can do it again! It was a nice refreshing session. Thanks Poy for helping me getting used to skiing again :) (and thanks for the equipment too!)


(btw, N'Moo was such a fast learner. He could do parallel skiing since the first few times down the slope! amazing!)
2009.01.02-03: Madarao Sanpatik, Nagano Prefecture
- This time is a trip with TSAJ (Thai Student Association in Japan). We had altogether 157 Thais joining the trip. Lots!!!
- first day: super snowy / quite powdered snow
- second day: super clear sky / great snow condition



2009.01.04: Madarao Kogen, Nagano Prefecture
- Very sunny out and quite good snow condition


Now I'm left with my defense preparation, a few reports to write, and a schedule of my defense... then I will officially be done!! There are a few trips in the plan already. I hope I can manage to fit everything in my schedule perfectly fine. Fingers crossed!!!
Labels:
school,
sport,
thai-kyoto,
TSAJ,
winter
Wednesday, December 24, 2008
Coming Close!!!!
It's coming close!!!!!!!!!!!!!!!!!
I still remember the first day I found out about my dissertation deadline. That was October 1. Since then, the clock that I set on my homepage keeps counting down the days, hours, minutes, and seconds I have left until the deadline is here. When it came down to one-digit days left, I was still worrying if I would still be able to make it.

But hey.... I still have nearly 2 days now... and "Look, what I have!!!" Everything is printed out!!!!!!! Whoo~~ hoo~~~~.... SOOOOO HAPPYYYYY!!!

Thanks N'KeeKee for letting me use the printer at your lab. (The printer at my lab didn't properly work today -"-) Sorry to have to drag you back to school at midnight na!!! And thank you for a warm cocoa drink duay~~. Naruk tee sood leay!!!

I decided to wait until the morning of Christmas Eve to go get this dissertation made into booklets. It probably wouldn't hurt to wait for one last comment from one of the professors before I drop this dissertation at Kinkos. They said it will take less than a day for them to make a few copies of booklets.

OMG!!! I look awful!!!!!!!! My panda eyes are so obvious!!!!!
I hope I don't oversleep tomorrow morning, or else everything will be screwed!! =P
I still remember the first day I found out about my dissertation deadline. That was October 1. Since then, the clock that I set on my homepage keeps counting down the days, hours, minutes, and seconds I have left until the deadline is here. When it came down to one-digit days left, I was still worrying if I would still be able to make it.

But hey.... I still have nearly 2 days now... and "Look, what I have!!!" Everything is printed out!!!!!!! Whoo~~ hoo~~~~.... SOOOOO HAPPYYYYY!!!

Thanks N'KeeKee for letting me use the printer at your lab. (The printer at my lab didn't properly work today -"-) Sorry to have to drag you back to school at midnight na!!! And thank you for a warm cocoa drink duay~~. Naruk tee sood leay!!!

I decided to wait until the morning of Christmas Eve to go get this dissertation made into booklets. It probably wouldn't hurt to wait for one last comment from one of the professors before I drop this dissertation at Kinkos. They said it will take less than a day for them to make a few copies of booklets.

OMG!!! I look awful!!!!!!!! My panda eyes are so obvious!!!!!
I hope I don't oversleep tomorrow morning, or else everything will be screwed!! =P
Sunday, December 21, 2008
flowers
Tuesday, December 16, 2008
จะทำได้มั้ย???
ตอนนี้อยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเรียน...... อีกเก้าวันจะถึงกำหนดส่งเล่ม.... ยังมีอะไรต้องทำอีกหลายอย่าง..... เริ่มสงสัยตัวเองว่าชั้นจะทำเสร็จมั้ยเนี่ยะ?????????????
Friday, October 31, 2008
Missing home...
It feels a bit weird to just feeling a bit homesick now. Being away from home and living abroad on and off has been part of my life since I was really young. My friends gave up seeing me off at the airport for a long time. And the common questions I often hear from them were always something like "so where are you now?" or "when will you come back?"
It never seems that I have stayed longer than a year or two at home without being somewhere inbetween. But I have always coped with it well. Maybe most of the times away from home were just for short-term, never longer than a year? Maybe I was always excited and opened to explore new things? Maybe I was very focused on achieving those short-time goals?
This time.... it has just been toooooo long. Nearly five years in Japan, and one additional year in Malaysia, all happened consecutively somehow exhausted my spirit. Maybe because the ultimate goal for my 6 years away from home is just landing only a few months ahead and I started to feel that it has been taking too much out of me that I want to simply escape? Maybe I have had enough of the time thinking alone here? Maybe I've just been too used to my current surroundings? Maybe I need a change? Or maybe I just went insane for sake of it? =P
A lot of times I really wish I have magic powers so I can cast spells on my work and that everything will be done when I wake up the next morning! But nah.... that's never ever gonna happen. (really too bad! *sob *sob) So... life must go on. I'll keep putting in the best efforts to get the best work out for a good memoir of a ph.d. study. Two more months to go with research life, a few more for the defense, then, it will be a time to say goodbye to this nearly unbearable school environment.
And.... I will be home at last!!!!!!
Miss you a lot, mom and dad!!
It never seems that I have stayed longer than a year or two at home without being somewhere inbetween. But I have always coped with it well. Maybe most of the times away from home were just for short-term, never longer than a year? Maybe I was always excited and opened to explore new things? Maybe I was very focused on achieving those short-time goals?
This time.... it has just been toooooo long. Nearly five years in Japan, and one additional year in Malaysia, all happened consecutively somehow exhausted my spirit. Maybe because the ultimate goal for my 6 years away from home is just landing only a few months ahead and I started to feel that it has been taking too much out of me that I want to simply escape? Maybe I have had enough of the time thinking alone here? Maybe I've just been too used to my current surroundings? Maybe I need a change? Or maybe I just went insane for sake of it? =P
A lot of times I really wish I have magic powers so I can cast spells on my work and that everything will be done when I wake up the next morning! But nah.... that's never ever gonna happen. (really too bad! *sob *sob) So... life must go on. I'll keep putting in the best efforts to get the best work out for a good memoir of a ph.d. study. Two more months to go with research life, a few more for the defense, then, it will be a time to say goodbye to this nearly unbearable school environment.
And.... I will be home at last!!!!!!
Miss you a lot, mom and dad!!
Wednesday, October 01, 2008
Deadline
Life in graduate school often has to deal with sudden notice of new deadlines. (I'm sure working people are the same though.) Anyways.... my deadline for the dissertation is now set at December 25, 2008, the Christmas!!!!
I feel a bit betrayed though.... cuz usually we have until the end of January to get things done. Now it's moved up ONE WHOLE MONTH!!!! ARGH!!!!!!!!!!!!! And they just told us now?????? Grrrrrrrrrrrrrr!!!!!!
Oh well... that's something we cannot do anything for. If life needs to be treated that way, it will. I will look forward to more ski trips during the post-thesis submission, then! =P
I feel a bit betrayed though.... cuz usually we have until the end of January to get things done. Now it's moved up ONE WHOLE MONTH!!!! ARGH!!!!!!!!!!!!! And they just told us now?????? Grrrrrrrrrrrrrr!!!!!!
Oh well... that's something we cannot do anything for. If life needs to be treated that way, it will. I will look forward to more ski trips during the post-thesis submission, then! =P
Tuesday, May 27, 2008
ควรจะทำอย่างไร....
อยู่ที่โรงเรียนมีเรื่องให้ปิ๊ดได้อยู่ไม่กี่เรื่อง พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ที่อยู่ด้วยกันที่นี่ คงเคยได้ยินเราบ่นเรื่องเพื่อนคนหนึ่งในแล๊ปไปจนประหนึ่งว่ารู้จักเป็นการส่วนตัวแล้วละมั้ง
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่ชอบการชีวิตที่นี่ (หมายถึงในโรงเรียน) ก็คงเป็นเพราะสภาวะแวดล้อมนี่แหล่ะ ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีเอามากๆ มันก็มีส่วนดีอยู่หลายอย่าง แต่ความอึดอัดมันอยู่ที่เพื่อนที่เป็นชั้นปีเดียวกัน (มีกันอยู่แค่นี้ละนะ) กลับเป็นคนที่เราเข้าด้วยไม่ได้ซะเลยจริงๆ พยายามเท่าใดแล้วก็ทำไม่ได้ซักที ยิ่งใกล้มาก เรายิ่งต้องระวังตัวมาก คือเธอเป็นคนเข้าใจอะไรแปลกๆอ่ะนะ เหนื่อยเวลาจะต้องหาคำอธิบาย คุยเล่นไม่ได้ เพราะคุณเธอแยกไม่ได้ว่าอันนี้เป็นคุยเล่น อันไหนเป็นคุยจริง ทุกอย่างจะออกไปในแนวเชื่ีอว่าเป็นจริง เพราะฉะนั้น แซวไม่ได้ ฮาไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน พอเป็นเรื่องเป็นจริงเป็นจัง คุณเธอก็ฟังอย่างเดียวจริงๆ ไม่มีการนำข้อมูลที่ได้ยินไป process หา logic หรืออะไรเพื่อเป็นการอธิบายให้ตัวเองเข้าใจเลย ที่แย่คือ... มาตรฐานที่คุณเธอมีคือ สิ่งไหนที่คุณเธอทำเป็นสิ่งดี สิ่งไหนที่คนอื่นทำ ถ้าอาจารย์หรือคนที่มีวัยวุฒิ หรือคุณวุฒิสูงกว่าเธอไม่มีการพูดเกริ่นไว้ก่อนว่าเป็นเรื่องดี เธอก็จะคิดเอาไว้ก่อนว่ามันไม่ดี หรือดีไม่เท่าสิ่งที่คุณเธอทำ ก็เหนื่อยนะ คือถ้าเธอไม่ชอบมีคำถามมาให้เรามันก็ต่างคนต่างอยู่ได้ แต่คุณเธอช๊อบ ชอบเหลือเกิน ชอบถามอะไรที่มันตอบลำบาก (คำถามง่ายๆนี่แหล่ะ) แต่คือมันหาคำอธิบายมาอธิบายให้เธอเข้าใจแบบที่เราอยากให้เข้าใจลำบากจริงๆ
เปรียบเทียบง่ายๆ เช่น ถามว่า "อะไรคือไก่เหรอ"
ปกติเราก็คงตอบว่า.. "อ๋อ.. ก็สัตว์ปีกชนิดหนึ่งที่ออกไข่ให้เรากินไง ขอบขันตอนเช้าๆ"
(มันก็น่าจะเก็ตป่ะ)
คนทั่วไปก็อาจจะต่อเองได้ "อ๋อ.. ที่ตัวผู้ขนสวยๆ ตัวเมียไม่ค่อยมีขน ออกไข่สีเนื้อๆใช่ป่ะ" อะไรอย่างนี้ คือมันควรจะเก็ตและคิดต่อเองได้ว่าไก่คืออะไร
แต่.. ไม่ค่ะ.. ชีอาจจะตอบกลับมาว่า "หมายถึงสัตว์ปีกตัวดำๆที่ชอบว่ายน้ำอันนั้นเหรอ เหมือนเคยได้ยิน..(ชื่อเพื่อนอีกคน)...เคยพูดถึง" (แป่วววววว) อะไรแบบนี้นะคะ
ที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะวันนี้ชีทำให้ดิฉันปิ๊ดขึ้นมาชั่วขณะ นี่เป็นบรรยากาศให้ฝึกสมาธิ ฝึกจิตฝึกใจให้ระงับความโกรธได้เป็นอย่างดี เรื่องมีอยู่ว่า มีรุ่นน้องสองคนกำลังเครียดมาปรึกษาเราเรื่องว่าจะสมัครไปงานประชุมนานาชาติที่เราเคยไปดีมั้ย
น้องๆกำลังเครียดอยู่ว่าจะเอายังไงดี เพราะ
1) ต้องเขียนเปเปอร์เป็นภาษาอังกฤษ
2) กำหนดส่งสุดสัปดาห์นี้
3) ส่งแล้วจะได้หรือไม่ก็ไม่รู้ จะโดนคอมเม้นต์อะไรกลับมาบ้าง
4) ถ้าเกิดได้ จะได้เป็นพรีเซนต์ปากเปล่า หรือว่าจะโดนลดชั้นไปออกเป็นโปสเตอร์ก็ไม่รู้
ฯลฯ มีความกังวลมากมาย
ไอ้เราก็พยายามจะช่วยให้คิดเป็นเปลาะๆไปว่าอะไรเป็นยังไง เราก็อธิบายข้อดีข้อเสียตามเนื้อผ้า แล้วก็แนะช่องทางว่าถ้าจะไปควรจะทำยังไง มีขั้นตอนยังไง ฯลฯ ซักพักชีเดินผ่าน ก็ร่วมวงสนทนาด้วย ยังไม่ทันจะฟังให้ได้ศัพท์เลย กำลังวิจารณ์กันถึงว่างานประชุมนี้มีใครมาร่วมบ้าง มีกี่เซสชั่น ฯลฯ ชีก็็พูดขึ้นมาว่า "อ๋อ... งานประชุมนี้หน่ะ คนมาพรีเซนต์ก็ระดับความรู้ไม่ค่อยสูงหรอก มีนักเรียนมาพรีเซนต์ตั้งเยอะ ไม่ค่อยมีอาจารย์เท่าไหร่ ก็งั้นๆ่ สมัครสิ คงไม่ยากหรอก" (แหม่วววววว) เพียงได้ฟังเท่านั้นดิฉันก็ปิ๊ดขึ้นมาเลยนะ... แต่ต้องเก็บอารมณ์มากกกกกกกกก ที่ปิ๊ดเพราะ....
1) คุณเธอไม่ได้ไปพรีเซนต์ คุณเธอไปฟังอย่างเดียว ไม่ได้ผ่านกระบวนการส่งงานไปคัดเลือก แล้วบอกเฉยๆเลยว่างานคนอื่นที่เอาไปพรีเซนต์ไม่น่าสนใจ แถมการที่มีนักเรียนเยอะ = คุณภาพไม่ดี (คือจริงๆก็มีอาจารย์ที่เค้าพรีเซนต์ร่วมอยู่กับนักเรียนด้วย งานบางงานเป็นงานร่วมกับอาจารย์ แต่อาจารย์ให้นักเรียนเป็นคนพรีเซนต์ก็มี -"-)
2) ดิฉันเป็นหนึ่งในคนที่ไปพรีเซนต์ คุณเธอก็ไม่ควรจะพูดจาแบบนี้ ไม่ว่างานประชุมครั้งนั้นจะอยู่ในระดับสูงมากหรือไม่สูงเลยก็ตาม
3) น้องๆกำลังเครียดจะเป็นจะตายว่าจะเอายังไงดี เพราะตามความรู้สึกเค้าการส่งเปเปอร์ครั้งนี้ก็ไม่ได้ง่ายเลย มาพูดว่างานประชุมเค้าไม่มีคุณภาพ คนฟังเค้าจะรู้สึกยังไง
พนันได้อีกอย่างคือ... ถ้าเกิดคุณอาจารย์ที่ปรึกษาแกพูดขึ้นมาว่าแนะนำให้ไปงานประชุมนี้ (ซึ่งจริงๆเค้าก็เคยพูดนะ) คุณเธออาจจะลืมสิ่งที่คุณเธอเคยพูดแล้วก็เออออห่อหมกไปกับอาจารย์ทันทีแน่นอน.. ฟันธง!
เล่ามานาน.. (เห็นมั้ยว่าอัดอั้นนนนนน) เลยอยากจะมาถามหน่อยว่าถ้าเจอคนแบบนี้ "เราควรจะต้องทำอย่างไร" (สถานการณ์คือว่า... ไม่สามารถหลีกไปไหนได้ เพราะว่าเป็นเพื่อนชั้นปีเดียวกัน แถมอาจารย์ที่ปรึกษาคนเดียวกันด้วย... กรรม -"-)
ก. ทำใจ
ข. ไม่ทำใจ... และเราจะต้องทำอะไรซักอย่าง (แล้วทำอะไรล่ะ)
ค. อื่นๆ (โปรดระบุ)
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่ชอบการชีวิตที่นี่ (หมายถึงในโรงเรียน) ก็คงเป็นเพราะสภาวะแวดล้อมนี่แหล่ะ ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีเอามากๆ มันก็มีส่วนดีอยู่หลายอย่าง แต่ความอึดอัดมันอยู่ที่เพื่อนที่เป็นชั้นปีเดียวกัน (มีกันอยู่แค่นี้ละนะ) กลับเป็นคนที่เราเข้าด้วยไม่ได้ซะเลยจริงๆ พยายามเท่าใดแล้วก็ทำไม่ได้ซักที ยิ่งใกล้มาก เรายิ่งต้องระวังตัวมาก คือเธอเป็นคนเข้าใจอะไรแปลกๆอ่ะนะ เหนื่อยเวลาจะต้องหาคำอธิบาย คุยเล่นไม่ได้ เพราะคุณเธอแยกไม่ได้ว่าอันนี้เป็นคุยเล่น อันไหนเป็นคุยจริง ทุกอย่างจะออกไปในแนวเชื่ีอว่าเป็นจริง เพราะฉะนั้น แซวไม่ได้ ฮาไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน พอเป็นเรื่องเป็นจริงเป็นจัง คุณเธอก็ฟังอย่างเดียวจริงๆ ไม่มีการนำข้อมูลที่ได้ยินไป process หา logic หรืออะไรเพื่อเป็นการอธิบายให้ตัวเองเข้าใจเลย ที่แย่คือ... มาตรฐานที่คุณเธอมีคือ สิ่งไหนที่คุณเธอทำเป็นสิ่งดี สิ่งไหนที่คนอื่นทำ ถ้าอาจารย์หรือคนที่มีวัยวุฒิ หรือคุณวุฒิสูงกว่าเธอไม่มีการพูดเกริ่นไว้ก่อนว่าเป็นเรื่องดี เธอก็จะคิดเอาไว้ก่อนว่ามันไม่ดี หรือดีไม่เท่าสิ่งที่คุณเธอทำ ก็เหนื่อยนะ คือถ้าเธอไม่ชอบมีคำถามมาให้เรามันก็ต่างคนต่างอยู่ได้ แต่คุณเธอช๊อบ ชอบเหลือเกิน ชอบถามอะไรที่มันตอบลำบาก (คำถามง่ายๆนี่แหล่ะ) แต่คือมันหาคำอธิบายมาอธิบายให้เธอเข้าใจแบบที่เราอยากให้เข้าใจลำบากจริงๆ
เปรียบเทียบง่ายๆ เช่น ถามว่า "อะไรคือไก่เหรอ"
ปกติเราก็คงตอบว่า.. "อ๋อ.. ก็สัตว์ปีกชนิดหนึ่งที่ออกไข่ให้เรากินไง ขอบขันตอนเช้าๆ"
(มันก็น่าจะเก็ตป่ะ)
คนทั่วไปก็อาจจะต่อเองได้ "อ๋อ.. ที่ตัวผู้ขนสวยๆ ตัวเมียไม่ค่อยมีขน ออกไข่สีเนื้อๆใช่ป่ะ" อะไรอย่างนี้ คือมันควรจะเก็ตและคิดต่อเองได้ว่าไก่คืออะไร
แต่.. ไม่ค่ะ.. ชีอาจจะตอบกลับมาว่า "หมายถึงสัตว์ปีกตัวดำๆที่ชอบว่ายน้ำอันนั้นเหรอ เหมือนเคยได้ยิน..(ชื่อเพื่อนอีกคน)...เคยพูดถึง" (แป่วววววว) อะไรแบบนี้นะคะ
ที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะวันนี้ชีทำให้ดิฉันปิ๊ดขึ้นมาชั่วขณะ นี่เป็นบรรยากาศให้ฝึกสมาธิ ฝึกจิตฝึกใจให้ระงับความโกรธได้เป็นอย่างดี เรื่องมีอยู่ว่า มีรุ่นน้องสองคนกำลังเครียดมาปรึกษาเราเรื่องว่าจะสมัครไปงานประชุมนานาชาติที่เราเคยไปดีมั้ย
น้องๆกำลังเครียดอยู่ว่าจะเอายังไงดี เพราะ
1) ต้องเขียนเปเปอร์เป็นภาษาอังกฤษ
2) กำหนดส่งสุดสัปดาห์นี้
3) ส่งแล้วจะได้หรือไม่ก็ไม่รู้ จะโดนคอมเม้นต์อะไรกลับมาบ้าง
4) ถ้าเกิดได้ จะได้เป็นพรีเซนต์ปากเปล่า หรือว่าจะโดนลดชั้นไปออกเป็นโปสเตอร์ก็ไม่รู้
ฯลฯ มีความกังวลมากมาย
ไอ้เราก็พยายามจะช่วยให้คิดเป็นเปลาะๆไปว่าอะไรเป็นยังไง เราก็อธิบายข้อดีข้อเสียตามเนื้อผ้า แล้วก็แนะช่องทางว่าถ้าจะไปควรจะทำยังไง มีขั้นตอนยังไง ฯลฯ ซักพักชีเดินผ่าน ก็ร่วมวงสนทนาด้วย ยังไม่ทันจะฟังให้ได้ศัพท์เลย กำลังวิจารณ์กันถึงว่างานประชุมนี้มีใครมาร่วมบ้าง มีกี่เซสชั่น ฯลฯ ชีก็็พูดขึ้นมาว่า "อ๋อ... งานประชุมนี้หน่ะ คนมาพรีเซนต์ก็ระดับความรู้ไม่ค่อยสูงหรอก มีนักเรียนมาพรีเซนต์ตั้งเยอะ ไม่ค่อยมีอาจารย์เท่าไหร่ ก็งั้นๆ่ สมัครสิ คงไม่ยากหรอก" (แหม่วววววว) เพียงได้ฟังเท่านั้นดิฉันก็ปิ๊ดขึ้นมาเลยนะ... แต่ต้องเก็บอารมณ์มากกกกกกกกก ที่ปิ๊ดเพราะ....
1) คุณเธอไม่ได้ไปพรีเซนต์ คุณเธอไปฟังอย่างเดียว ไม่ได้ผ่านกระบวนการส่งงานไปคัดเลือก แล้วบอกเฉยๆเลยว่างานคนอื่นที่เอาไปพรีเซนต์ไม่น่าสนใจ แถมการที่มีนักเรียนเยอะ = คุณภาพไม่ดี (คือจริงๆก็มีอาจารย์ที่เค้าพรีเซนต์ร่วมอยู่กับนักเรียนด้วย งานบางงานเป็นงานร่วมกับอาจารย์ แต่อาจารย์ให้นักเรียนเป็นคนพรีเซนต์ก็มี -"-)
2) ดิฉันเป็นหนึ่งในคนที่ไปพรีเซนต์ คุณเธอก็ไม่ควรจะพูดจาแบบนี้ ไม่ว่างานประชุมครั้งนั้นจะอยู่ในระดับสูงมากหรือไม่สูงเลยก็ตาม
3) น้องๆกำลังเครียดจะเป็นจะตายว่าจะเอายังไงดี เพราะตามความรู้สึกเค้าการส่งเปเปอร์ครั้งนี้ก็ไม่ได้ง่ายเลย มาพูดว่างานประชุมเค้าไม่มีคุณภาพ คนฟังเค้าจะรู้สึกยังไง
พนันได้อีกอย่างคือ... ถ้าเกิดคุณอาจารย์ที่ปรึกษาแกพูดขึ้นมาว่าแนะนำให้ไปงานประชุมนี้ (ซึ่งจริงๆเค้าก็เคยพูดนะ) คุณเธออาจจะลืมสิ่งที่คุณเธอเคยพูดแล้วก็เออออห่อหมกไปกับอาจารย์ทันทีแน่นอน.. ฟันธง!
เล่ามานาน.. (เห็นมั้ยว่าอัดอั้นนนนนน) เลยอยากจะมาถามหน่อยว่าถ้าเจอคนแบบนี้ "เราควรจะต้องทำอย่างไร" (สถานการณ์คือว่า... ไม่สามารถหลีกไปไหนได้ เพราะว่าเป็นเพื่อนชั้นปีเดียวกัน แถมอาจารย์ที่ปรึกษาคนเดียวกันด้วย... กรรม -"-)
ก. ทำใจ
ข. ไม่ทำใจ... และเราจะต้องทำอะไรซักอย่าง (แล้วทำอะไรล่ะ)
ค. อื่นๆ (โปรดระบุ)
Wednesday, May 07, 2008
the Ph.D. life #2
again... from phdcomics.com
I don't think there is an episode on youtube just yet, but here we are the one with facebook.

|
|
V
and card games

|
|
V

|
|
V


|
|
V
and card games

|
|
V

|
|
V

Thursday, May 01, 2008
2 อาทิตย์แห่งความทรหด
หลังจากที่หนีโรงเรียนไปรับงานพิเศษช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา หลังจากนั้นจนถึงวันนี้ ระยะเวลาประมาณ 2 อาทิตย์ ไม่น่าเชื่อ... เสกงานขึ้นมาได้ชิ้นนึง ถึงแม้จะเป็นงานที่สุดท้ายแล้วจะไม่ได้ใช้กับวิทยานิพนธ์ป.เอกก็ตาม... แต่ทำงานเสร็จครั้งนี้แล้วรู้สึกราวกับได้ปลดแอก (หมายความว่าจะได้จบสิ้นกันเสียที... งานวิจัยเรื่องเคียวเซร่าเนี่ยะ... จะได้ไปทำอย่างอื่นที่มันได้ใช้มั่ง)
ใน 2 อาทิตย์ พรีเซนต์ไป 2 ที เขียน abstract เสร็จ 1 ชิ้น สำหรับงานประชุมที่จะถึงในเดือนหน้า เป็นงานประชุมวิชาการของสายบริหารจัดการที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่น ครูบาอาจารย์และนักเรียนในสายบริหารจะมารวมตัวกัน ฟังแล้วสยิว งานนี้พรีเซนต์ 15 นาที กับต้องส่ง abstract อีก 4 หน้า ภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ ตรูจะตาย...ย คิดแล้วก็นับถือเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆที่เค้าต้องทำงานเป็นภาษาญี่ปุ่น มีเพื่อนต้องเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาญี่ปุ่น ลำพังเราเขียน abstract แค่ไม่กี่หน้ายังแทบแย่ อาจารย์ตรวจกลับมาให้มีแต่รอยปากกาแดงเถือก -"- ขืนต้องเขียนทั้งเล่มเป็นภาษาญี่ปุ่นนี่ สงสัยจะตายสถานเดียว
ต้องปั่นงานส่งอย่างนี้ ผลสุดท้ายกลายเป็นว่าแทบจะต้องนอนเฝ้าห้องทำงานซะหลายคืน กว่าจะได้กลับบ้านเกือบเช้าติดๆกันหลายวัน (นี่ล่ะ.. ที่มาว่าทำไมวันก่อนถึงเอาเพลง Bangkok Chillout มาลง...) วันนี้ส่งงานเสร็จ... หนีไปร้องเพลงระบายอารมณ์ซะเลย พรุ่งนี้กลับมาก็จะได้ทำตัวให้มันเข้ากับชีวิตประจำวันปกติๆกับเค้าบ้าง ว่าแล้วก็ไปนอนดีกว่า... ^^
ป.ล. ขอบคุณพี่เบิ้ล พี่หนาด้วย... ช่วยบริการน้ำและอาหารอยู่หลายมื้อ =) ขอให้งานเดินดี ไม่เครียดน้าาา... เพี้ยง...
ใน 2 อาทิตย์ พรีเซนต์ไป 2 ที เขียน abstract เสร็จ 1 ชิ้น สำหรับงานประชุมที่จะถึงในเดือนหน้า เป็นงานประชุมวิชาการของสายบริหารจัดการที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่น ครูบาอาจารย์และนักเรียนในสายบริหารจะมารวมตัวกัน ฟังแล้วสยิว งานนี้พรีเซนต์ 15 นาที กับต้องส่ง abstract อีก 4 หน้า ภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ ตรูจะตาย...ย คิดแล้วก็นับถือเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆที่เค้าต้องทำงานเป็นภาษาญี่ปุ่น มีเพื่อนต้องเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาญี่ปุ่น ลำพังเราเขียน abstract แค่ไม่กี่หน้ายังแทบแย่ อาจารย์ตรวจกลับมาให้มีแต่รอยปากกาแดงเถือก -"- ขืนต้องเขียนทั้งเล่มเป็นภาษาญี่ปุ่นนี่ สงสัยจะตายสถานเดียว
ต้องปั่นงานส่งอย่างนี้ ผลสุดท้ายกลายเป็นว่าแทบจะต้องนอนเฝ้าห้องทำงานซะหลายคืน กว่าจะได้กลับบ้านเกือบเช้าติดๆกันหลายวัน (นี่ล่ะ.. ที่มาว่าทำไมวันก่อนถึงเอาเพลง Bangkok Chillout มาลง...) วันนี้ส่งงานเสร็จ... หนีไปร้องเพลงระบายอารมณ์ซะเลย พรุ่งนี้กลับมาก็จะได้ทำตัวให้มันเข้ากับชีวิตประจำวันปกติๆกับเค้าบ้าง ว่าแล้วก็ไปนอนดีกว่า... ^^
ป.ล. ขอบคุณพี่เบิ้ล พี่หนาด้วย... ช่วยบริการน้ำและอาหารอยู่หลายมื้อ =) ขอให้งานเดินดี ไม่เครียดน้าาา... เพี้ยง...
Wednesday, April 23, 2008
Ph.D. life
I actually intended to post some of my Kyoto Tower photos in parallel to the blog about Tokyo Tower, but I keep forgetting to dig out the photos from my external hard disk at home. -"-
Anyways.... such a headache at school today. I know doing presentation in Japanese is a good challenge and a chance to improve the language proficiency, but reality? It's torturing! I can't seem to find appropriate phrases for what I want to express just yet. In the meantime, let's enjoy some reality from phdcomics.com!

only one is not enough....


and another one....
Anyways.... such a headache at school today. I know doing presentation in Japanese is a good challenge and a chance to improve the language proficiency, but reality? It's torturing! I can't seem to find appropriate phrases for what I want to express just yet. In the meantime, let's enjoy some reality from phdcomics.com!

only one is not enough....


and another one....
Subscribe to:
Posts (Atom)



