ผ่านไป 5 วันจากการอัพเดทครั้งที่แล้ว...
อาการป่วยโดยรวมดีขึ้นมากกกกกกกกกก มีจังหวะที่รู้สึกเหมือนจะหายเป็นปกติแล้วหลายที แต่.... มันไม่หายขาดซักทีวุ้ย เนื่องจากมีภาระหน้าที่ประกอบกับความอยากอาหารที่กลับมาอยู่ในระดับปกติ หรืออาจจะมากกว่าปกตินิดหน่อย เลยทำให้ต้องลากสังขารออกไปหาอะไรอร่อยๆกินอยู่เป็นระยะๆ
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาก็นอนเอาแรง เสียงก็เริ่มกลับคืนมาบ้างแล้ว ก็ค่อยๆชิวเลยทีเดียว แต่นะคะ... ความซวยไม่เข้าใครออกใคร เพราะว่าประมาณ 4 โมงครึ่งอาจารย์โทรเข้ามือถือ บอกว่า "ใหม่ซัง... ยังไม่ได้ไปเอาเอกสารสรุปผลการวิจัยของปีนี้ใช่มั้ย... มันเดดไลน์เย็นนี้นะ รีบๆไปเอาแล้วส่งด้วย" ตึง!!!! โห.... อาจารย์... (จริงๆต้องโห.. ออฟฟิศ... เพราะว่าออฟฟิศคงเพิ่งโทรไปบอกอาจารย์) โทรมาบอกตอน 4 โมงครึ่ง ได้ข่าวว่าออฟฟิศปิด 5 โมง!!! OMG!!! ลืมป่วยไปชั่วขณะ รีบเปลี่ยนชุดด้วยอัตราเร็วแสงแล้วปั่นจักรยานไปโรงเรียนทันที เราใส่แมสปิดหน้า ปิดปากไปด้วย เพราะว่ายังมีไอและ มีน้ำมูก น้ำตาเล็กน้อย เสียงก็ยิ่งไม่ค่อยมีอยู่ เมื่อไปถึงออฟฟิศก็เอาสังขารคนป่วยไปเรียกคะแนนสงสารนิดนึง รับเอกสารมาแล้วก็ขอโทษขอโพยเค้าที่ไม่ได้มาเอาเอกสาร
จริงๆเราว่าเราอ่านประกาศดีแล้วนะว่าเราไม่ต้องมีเอกสารอะไรต้องส่ง แต่ก็นะ... คงเข้าใจผิดไปเอง ระบบญี่ปุ่นนี่มันขั้นตอนเยอะเวอร์ๆ แล้วชอบให้เราต้องทำอะไรเผื่อๆไว้ อย่างคนที่เรียนอยู่เอกปี 3 มันจะมีทางไปได้หลายทางหลังครบสามปี บางคนอยู่ต่อทำ over doctor ก็มีสถานภาพเป็นนักเรียนไป บางคนลาออกไปทำงาน แต่ได้รักษาสถานภาพ ph.d. candidate บางคนก็เรียนจบพอดี ก็ลาออกจากความเป็นนักเรียน ทีนี้ตราบใดที่มันยังไม่ถึงวันที่มีประชุมอาจารย์ ถึงแม้ว่าเราจะดีเฟนด์อะไรทุกอย่างจบไปแล้ว มันยังไม่มีลายลักษณ์อักษรมาว่านักเรียนคนนี้เรียนจบจริงๆ เค้าก็จะบังคับให้เราต้องกรอกเอกสารทุกอย่างเผื่อไว้สำหรับทุกๆกรณี แล้วพอถึงเวลาที่ต้องใช้เอกสาร ทางคณะเค้าก็จะไปเลือกเองว่าเค้าจะใช้เอกสารชุดไหนของเรา อะไรไม่ใช้ก็คงทิ้งไปละมั้ง
กรณีนี้ก็คล้่ายๆกัน ตอนที่ส่งธีสิสไปเมื่อปลายปีที่แล้วเนี่ยะ มันก็บังคับให้ส่งบทสรุปงานวิจัยของเรา สรุปผลงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมาว่าไปพรีเซนต์ที่งานประชุมไหนมั่ง ตีพิมพ์อะไรไปที่ไหนมั่ง ฯลฯ เอกสารพวกนี้มันก็ควรจะใช้เป็นเอกสารแสดงแทนได้ว่าเราได้ทำอะไรไปตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่นะคะ... แบบฟอร์มหน้าตาไม่เหมือนกัน ทำให้เรายังต้องมาเขียนซ้ำอีกทีใส่ในฟอร์มที่เค้ามีให้ เลยกลายเป็นว่าเราต้องมาทำงานซ้ำๆซ้อนๆ
เจ้าหน้าที่มีการบอกด้วยว่าจริงๆมันเดดไลน์ไปเมื่อวันก่อนหน้านั้น (ไม่ใช่วันที่เราไปเอาเอกสาร) แล้วก็บอกว่านักเรียนทุกคนจำเป็นต้องเขียนแบบฟอร์มนี้ ถ้ายูไม่มีเอกสารนี้ ถึงจะดีเฟนด์จบไปแล้วก็ไม่มีสิทธิ์ทำเรื่องร้องจบเหมือนกัน.... ฮั่นแน่.... มีขู่เราด้วยวุ้ย... เจ๊ที่ออฟฟิศแกก็แจกเอกสารเรามาหลายใบ ทั้งใบสรุปงานวิจัยของปีนี้ แล้วก็สรุปรวมทั้ง 3 ปี บวกกับเอกสารทำเรื่องพักการเรียนสำหรับพวกที่ไม่ได้ส่งธีสิสด้วยนะ... เออ แหน่ะ... ทำตรูงงหลายซ้ำหลายซ้อนมาก ... แถมไม่มีวิธีการเขียนให้ด้วยว่าไอ้ฟอร์มพักการเรียนนี่ควรจะกรอกยังไง เล่นเอางงซะ (เราก็ยังคงคิดอยู่ดีว่า.... แล้วทำไมต้องเอาให้เรากรอกตั้งแต่ต้นด้วยยยยยยยยยย... ตรูไม่เข้าใจจริงๆๆๆๆๆ แต่นะ... ด้วยความเข้าใจในการทำงานของคนญี่ปุ่น ถามไปก็ไม่ได้คำตอบ รังแต่จะเกิดปัญหาที่ไม่จำเป็น ก็เลยคิดว่าเค้าให้ทำอะไรก็ทำๆไปเหอะ จะเข้าใจไม่เข้าใจช่างมัน ไม่ได้หนักหนาอะไร)
สุดท้ายจนตรอกด้วยเวลาที่มี... ก็เลยไม่ซักไซ้เรื่องเอกสารมาก วิ่งกลับห้องแล๊ปแล้วก็เอาไอ้ abstract ธีสิสที่เคยส่งไปนี่แหล่ะมาปรับๆเปลี่ยนๆ เขียนสรุปให้เค้า 3 หน้าภาษาญี่ปุ่น ทำเวลาได้ภายในประมาณ 1 ชม.เกือบครึ่ง แล้วก็วิ่งไปเอาลายเซ็นต์และฮังโกะ (ตราประทับชื่อ) ของอาจารย์ที่ปรึกษา แล้วก็วิ่งไปส่งที่ออฟฟิศตอนราวๆ 6 โมง ออฟฟิศปิดแล้ว ต้องไปเคาะประตูหลังส่งเอา.. คิดดู... เลยจำเป็นต้องหายป่วยไปชั่วขณะ... กลับบ้านนอนตายเลย...
กลับมาเรื่องอาการป่วย.... ก็นี่แหล่ะ ดีๆแย่ๆสลับๆกันไป แต่อยู่ในแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ก็เหลือแค่เสียงที่ยังแหบๆ มีไอแห้งๆนานๆที ไข้ไม่มีแล้ว น้ำมูกน้ำตาไม่มีแล้ว คอหายเจ็บเป็นปลิดทิ้ง มีปวดหัวนิดหน่อยวันนี้ เพราะว่าอากาศมันหนาวบาดมากกกกกก ... ด้วยเหตุนี้... พรุ่งนี้จากเดิมที่เคยมีกำหนดแข่งยิงธนูก็เลยขอถอนตัวไปซะเลย แรงจะยิงธนูมันก็พอมีนะ... แต่ตอนยิงมันใส่เสื้อกันหนาวไม่ได้ ใส่ได้แต่ uniform แล้วหนาวแบบนี้ คิดว่าร่างกายยังสู้ไม่ได้แน่นอน เลยต้องขอบาย.... ไว้ไปล้างมืออีกทีวันที่ 28 มี.ค. ส่งท้ายก่อนกลับเมืองไทยละกัน...
No comments:
Post a Comment