Showing posts with label AISE. Show all posts
Showing posts with label AISE. Show all posts

Saturday, February 10, 2007

Blog-tag: 5 ข้อ

หลังจากที่ปล่อยให้น้องโบว์มา tag ไว้หลายวันมาแล้ว วันนี้ได้ฤกษ์เล่าเรื่องตัวเอง 5 ข้อที่คิดว่าคนไม่ค่อยรู้ หรือว่ารู้ไม่ค่อยจริง เอาเลยละกันนะ

เรื่องที่ 1: เรื่องของชื่อ
ชื่อจริง "มุทริกา" เป็นชื่อที่พ่อตั้งให้ โดยวิธีเปิดพจนานุกรม แล้วก็ดูการใช้อักษรที่ไม่เป็นกาลกิณีสำหรับวันเกิด (วันเสาร์) มีความหมายมาจากรากศัพท์เดียวกับคำว่า "มุททา" แปลว่า "ตราพิมพ์ เครื่องสำหรับตีตรา แหวนตรา ยอด สูง" <-- อันนี้ท่องมาตอนเด็กๆนะ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 พูดเองก็ชักไม่แน่ใจว่าท่องมาถูกป่าวเนี่ยะ ชื่อแปลก แต่มีที่มา เบื้องหลังคือว่าปีที่เราเกิดเป็นปีที่พ่อได้เลื่อนยศพอดิบพอดี สงสัยเกิดเป็นอภิชาตบุตรแต่กำเนิด.. ฮาฮา แล้วก็ได้ทีขอย้ำว่าชื่อดิฉันสะกดด้วย "ท ทหาร" หลายคนไม่ค่อยเคยได้ยินชื่อนี้เท่าไหร่ รู้สึกอ่านยากเลยช่วยกันพยายามเขียนให้ดูไฮโซ โดยใช้ "ฑ นางมณโฑ" แทน "ท ทหาร" กลายเป็น "มุฑริกา" หรือไม่ก็สะกดเป็น "มุทธิกา" ไปเลยก็มีบ้าง ใครได้อ่านบล๊อกวันนี้จะได้สะกดกันถูกซักที

สำหรับนามสกุล: ก็เนื่องจากมีบรรพบุรุษเป็นเชื้อสายจีน (แคะ) ออกเสียงว่า "ยับ" แปลว่า "ใบไม้" พอถึงเวลาตั้งนามสกุลเป็นไทย ก็เลยเป็นที่มาของตระกูลแห่งพืชพันธุ์ไม้ว่า "พฤกษาพงษ์" นามสกุลก็เป็นอีกอย่างที่คนนิยมสะกดให้ผิดโดยใช้ "ศ ศาลา" ให้ สะกดแบบถูกต้องอย่างง่ายๆก็ใช้ "ษ ฤาษี" สองตัวเลยครับผ๊ม แต่ทำไมถึงใช้ "พงษ์" นี้ อันนี้ไม่มีคำตอบแฮะ ไม่รู้เหมือนกัน แถมอาๆที่เกิดหลังคนที่คิดนามสกุลนี้ให้ยังต้องเพี้ยนไปใช้ "พฤกษาวงศ์" แทนอีกต่างหาก ซับซ้อนจริงๆ

เรื่องที่ 2: แผลเป็น

เชื่อว่าตอนเด็กๆทุกคนต้องเคยเจ็บตัว มีแผลเป็นติดเป็นของกำนัลมาตอนโตกันทั้งนั้น มุทริกาก็เป็นค่ะ แต่อันนี้อาจจะไม่ใช่จากความซนเท่าไหร่ ภาษาชาวบ้านเค้าคงเรียกว่าซื่อบื่อมากกว่า เรื่องมีอยู่ว่า.. ตอนนั้นเรียนว่ายน้ำสมัยอยู่ไม่ชั้นเด็กเล็กก็ป.1 ที่่สาธิตประสานมิตรนี่แหล่ะ เป็นคอร์สหลังเลิกเรียนแล้ว ปกติถ้าคนจะว่ายน้ำเค้าก็จะหันหน้าเข้าหาสระน้ำแล้วก็กระโดดลงสระใช่ป่ะ วันนั้นจำไม่ได้เหมือนกันว่าคิดยังไง ไม่ชอบการกระโดดหันเข้า พุ่งหัวลงสระ กลัวจมมั้ง ก็เลยพิเรณ (โดยบริสุทธิ์ใจ) กระโดดลงสระแบบหันหลังให้สระ ผลก็คือ... กึ่ก... คางกระแทกกับขอบสระอย่างจังๆ จึ๋ย... เจ๊บ ปาดๆดูมีเลือดออกด้วย ถูกต้องคร้าบบบ คางแตกคร้าบบ แม่เล่าให้ฟังว่ามีผู้ปกครองเด็กคนอื่นนั่งอยู่ข้างสระตอนนั้น เห็นเราเลือดสาดก็รีบตะโกนตามหาผู้ปกครองใหญ่เลยว่าประมาณว่า "เด็กคนนั้นลูกใครคะ คางแตกเลือดออก" แม่ก็รีบมาเอาเราขึ้นจากสระแล้วก็เหาะไปโรงพยาบาล เย็บแผลไปตามระเบียบ ปัจจุบันยังคงมีรอยแผลเป็นให้เห็นลางๆ (จริงๆมีอีกแผลที่เป็นผลพวงจากความงั่งของตัวเอง แต่ไม่เล่าละ.. เอาไปเรื่องเดียวพอ)

เรื่องที่ 3: เรียกพบผู้ปกครอง
ใครจะคิดว่านักเรียนเจ้าของรางวัลเรียนดี ประพฤติดีหลายปีติดกันอย่างเราจะเคยโดนเรียกพบผู้ปกครองด้วย เรื่องนี้เกิดเมื่อป.5 ย้ายโรงเรียนเพียงแค่อาทิตย์แรกก็เจอเลย ครูประจำชั้นสมัยนั้นเขียนในสมุดการบ้านที่ต้องให้พ่อให้แม่เซ็นชื่อทุกวันว่า "ขอเชิญพบผู้ปกครองของมุทริกาด้วยค่ะ" รุ่งขึ้นก็เดือดร้อนแม่นะคะ ที่ต้องเป็นคนไปพบครูให้ ด้วยความตกใจว่าลูกชั้นไปทำอะไรไว้ มีลูกสามคน ไม่เคยมีใครโดนเรียกผู้ปกครองมาก่อน นี่ย้ายโรงเรียนยังไม่ครบอาทิตย์ ไปทำอะไรไว้ให้ครูต้องมาเรียกชั้นไปพบเนี่ยะะะ (อันนี้คิดเองนะว่าแม่คงคิดอย่างนั้น) อันนี้ต้องเกริ่นย้อนหลังไปสองวันก่อนหน้านั้น ที่โรงเรียนทำบะหมี่หมูแดงเป็นอาหารกลางวัน มุทริกาเป็นเด็กที่ขึั้นชื่อว่าไม่ชอบกินผักมากกกกกกกก กินได้ก็พวกผักบุ้ง ผักกาดขาว กะหล่ำปลี อะไรอย่างนี้จะชอบมาก ถ้าเป็นผักอย่างอื่นจะมีปัญหา ตอนเด็กๆ สมัยอยู่โรงเรียนเก่าก็ชอบเขี่ยเก็บใส่ทิชชูแอบเอาไปทิ้งบ้าง บางทีกลัวโดนครูจับได้ก็เอาใส่ผ้าเช็ดหน้า แล้วค่อยเอาไปทิ้งตอนหลังบ้าง (อันนี้พ่อกะแม่เคยจับได้ครั้งนึง กลับมาถึงบ้านถามเราว่าวันนี้กินข้าวหมดมั้ย ไอ้เราก็พาซื่อ.. วันนั้นกินหมดจริงๆๆๆๆ ก็ยืดอกบอกพ่อกะแม่ว่า.. "กินหมดดิ กินหมด ไม่เชื่อดูในผ้าเช็ดหน้าสิ ไม่มีอะไรเลย" เสร่อไปทำตัวให้พ่อให้แ่ม่จับได้อีกว่าชอบเขี่ยอาหารใส่ผ้าเช็ดหน้า อย่างนี้เรียกว่าโกหกไม่เป็นตั้งแต่เด็กๆเลย) อ่ะ.. กลับเข้าเรื่องเิดิม.. ก็ปกติบะหมี่หมูแดงเนี่ยะมันจะต้องใส่ผักกวางตุ้งใช่ป่ะ แล้วสมัยนั้นก็รู้สึกว่าผักอะไรเนี่ยะ ทำไมมันขมอย่างนี้ อารมณ์จำใจต้องกิน พอกินแล้วก็เหม็นเขียว ก็แบบปวดหัว ก็เลยกินเหลือ พอเอาถาดไปทิ้ง อาจารย์ก็ยืนคุมอยู่ดูว่านักเรียนกินข้าวหมดจานมั้ย ก็เสร็จสิ เหลือผัก อาจารย์ก็ถามว่าทำไมไม่กิน เราก็บอกว่ากินแล้วมันปวดหัวค่ะ (พาซื่อ) เลยเสร็จเลย อาจารย์เรียกแม่มาเพื่อถามว่า "น้องใหม่แพ้ผักเหรอคะ ไม่เห็นเขียนไว้ในใบสมัคร" (แหม่วววว) เรื่องนี้ก็ยังเป็นอีกเรื่องที่แม่ชอบยกขึ้นมาล้อเราเรื่อยเลยยยย (เลิกล้อได้แล้วแม่่่...เก่าแล้ววววววว)

เรื่องที่ 4: ความขัดแย้งในตัวเอง
มุทริกาเป็นคนทีี่่ใครๆก็ชอบบอกว่าเป็นคนมีความมั่นใจและกล้าแสดงออกมากกกกกกกก แต่.......... ไม่ค่อยมีคนรู้หรอกว่าลึกๆแล้วจริงๆเป็นคนขี้กลัวมากๆ กลัวสารพัด ไม่ค่อยมีหรอกความมั่นใจหน่ะ ต้องให้คนรอบข้างช่วยกันบู๊ตมันขึ้นมา ก่อนจะทำอะไรต้องรวบรวมกำลังภายในขึ้นมาตั้งนึง พร้อมความุ่งมั่น ตั้งใจ เต็มที่ ประมาณว่าไหนๆก็ไหนๆละ ถ้าไม่ตั้งใจ ไม่เต็มที่ก็จะต้องเสียใจภายหลัง สู้เอามันซักตั้งนี่แหล่ะ ถ้าทำได้ก็จะได้รู้ไปเลยว่าทำได้ ถ้าทำไม่ได้จะได้ไม่เสียใจว่าไม่ได้ลองพยายามแล้ว ผ่านอะไรๆมาได้ก็เพราะอย่างนี้ละมั้ง คนเลยนึกดูว่าเราเป็นสาวมั่น(ขยันยัดเยียดให้กันจริงๆ) มีครั้งนึงจะทำการอย่างนึง แล้วกลั๊ว...กลัว ว่าจะทำออกมาไม่ได้ ก็มีพี่ที่เค้าทำงานนั้นอยู่ด้วยกันบอกกะเราว่า "พี่เชื่อว่าถ้าน้องใหม่ตั้งใจจะทำ น้องใหม่ก็จะทำมันออกมาได้ดีมาก ไม่ต้องกลัว" เป็นคำพูดให้กำลังใจเราที่ดีมากเลย คอยเอาไว้เตือนตัวเองเวลาจะทำอะไร ไม่รู้ว่าพี่คนนั้นจะได้มีโอกาสแว๊บมาอ่านบล๊อกเรามั่งมั้ยน้าาา ขอบคุณนะคะ

เรื่องที่ 5 (เรื่องสุดท้ายแล้ววว): ชีวิต(และครอบครัว)ต่างแดน
เลือกอยู่นานว่าจะเล่าเรื่องอะไรดี... ก็... เอาเรื่องนี้ละกันนะ เป็นเรื่องที่คนสับสนมากมาย ว่ายายนี่มันเคยไปอยู่มาแล้วกี่ที่ ไปไหนตอนไหน เรียงไม่ถูก จะเรียงเท่าที่นึกได้นะ
Mar - May, 1992: Poole, U.K. กับโครงการเรียนซัมเมอร์ของก.พ. จำอะไรไม่ค่อยได้แล้วล่ะ แต่ที่ไม่ลืมเลยก็คือว่า ไปไหนต้องถือ dictionary ติดตัวไว้ตลอดเวลา ประเภทว่าคุยกะใครก็ไม่รู้เรื่อง อ้อ.. แล้วก็เป็นครั้งแรกที่เราได้มี host family กะคนอื่นเค้า ปัจจุบัน.. ไม่ได้ติดต่อกันแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นยังไงกันบ้าง
Mar - May, 1993: Tempa Bay, Florida อันนี้ไปซัมเมอร์ เข้าโรงเรียน Catholic ของเมือง แล้วไปอยู่กับเพื่อนแม่ที่นั่น พี่ใหญ่ไปด้วย แต่ไปกันคนละโรงเรียน เป็นอีกจุดพลิกผันในการเรียนภาษาอังกฤษของเรา แล้วก็ทำให้ได้ไปรู้จักกับอีกศาสนาหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ จำได้ว่าเพื่อนๆถามกันเรื่องศาสนาพุทธกันมาก เพราะว่าโรงเรียนที่ไปเป็น Catholic
Aug'94 - Jul'95: Poland, New York กับสมาคมไทย-อเมริกัน กะโครงการร่วมกับ AISE เป็นโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนคล้ายๆ AFS ไปเรียนที่ Poland Central School โดดโรงเรียนไปตอนม.4 กลับมาก็พาสขึ้นไปเรียนม.5 เลย ไปครั้งนี้เป็นความท้าทายอีกครั้ง ไปอยู่ยังไง ไปกะใคร ไม่มีใครรู้เลย สมัยนั้นโทรฯก็แพง อินเตอร์เน็ตก็ไม่มี ก็อาศัยเขียนจดหมายคุยกับที่บ้านกับเพื่อนๆเอา คลาสสิคมาก เมืองที่ไปก็เล็กซะ มีประชากรประมาณ 500 คน ที่สำคัญมีจำนวนวัวมากกว่าคน ตอนไปแรกๆก็ไปเป็นเด็กฟาร์มเลยแหล่ะ ใครคิดว่าไปนิวยอร์คเจริญ.. กลับความคิดด่วน ปีนั้นทั้งปีผจญชะตาชีวิตมากมายทั้งดีและไม่ดี ภายในปีนึง โตขึ้นเยอะ แล้วก็อ้วนขึ้นเยอะะะะะะะะะด้วย (ใหม่คนผอมๆตอนเด็กๆนี่หายไปตั้งแต่บัดนั้น.. เศร้า.. T_T) ไปครั้งนี้ก็ทำให้ได้มี host family ที่เป็นแบบครอบครัวอีกครอบครัวของเราเลยที่นู่น ตั้งแต่จากบ้านกลับเมืองไทยคราวนั้น ถึงบัดนี้ก็เคยกลับไปเยี่ยมเค้าแล้วประมาณ 3-4 ครั้งได้ ถือว่าเยอะเหมือนกันนะเนี่ยะ
Mar - May, 1996: Melbourne, Australia ไปซัมเมอร์เหมือนกัน แต่ไม่เชิงไปเรียน เอาการเรียนบังหน้าเพื่อไปเที่ยวมากกว่า ไปอาศัยและไปเรียนอยู่ที่โรงเรียนของเพื่อนแม่อีกเช่นกัน
Jun - Aug, 1998: Boston, MA. ครั้งนี้เข้าเรียนที่ BE ธรรมศาสตร์แล้ว เรียนเป็นภาษาอังกฤษหมด (ยกเว้นวิชาภาษาไทย) ก็เลยหาเรื่องไปเพิ่มพูนความรู้ภาษาอังกฤษเพิ่มตอนซัมเมอร์ปี 1 ไปเข้าเรียนที่ Harvard University Summer School คอร์ส Professional Communication and Writing Workshops 2 คอร์ส (เรียนอะไรมาตอนนี้คืนไปหมดแล้วนะ) ตอนนั้นแจ๋เพื่อนร้ากกก ไปเรียนภาษาอังกฤษเหมือนกันที่ Yale ไม่ไกลกันมาก เลยมีโอกาสได้เจอกันด้วย ไปครั้งนี้ก็ไปพักกะเพื่อนแม่อีก เป็นคนบอสตัน คู่สามี ภรรยา น่ารักมากๆ ดูแลเราเหมือนลูกเลย
Aug - Dec, 2000: Austin, Texas นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ U of Texas at Austin ตอนเทอมต้นของปี 4 สมัยอยู่ BE ธรรมศาสตร์ ไปครั้งนี้เรียนโหดมาก เพราะว่าต้องโอนหน่วยกิจกลับมาเพื่อจบของธรรมศาสตร์ ไปอยู่หอ เลยไม่มีครอบครัวที่ texas แต่ได้เพื่อนสนิทหิ้วกลับมาด้วยคนนึง
Sep - Dec, 2001: Nagoya, Japan เป็นครั้งแรกที่ไปอยู่ต่างแดนโดยที่ไม่ได้ไปเรียน ครั้งนี้ไปฝึกงานกับบริษัทชื่อ Tsuchiya ที่เป็น supplier ให้กับผู้ผลิตรถยนต์อย่าง Toyoya และ Mitsubishi เป็นโครงการที่เราได้รับโอกาสมาจาก AIESEC ชมรมที่เราเคยทำกิจกรรมด้วยตลอดสี่ปีที่อยู่ที่ธรรมศาสตร์ เป็นกิจกรรมที่ีให้โอกาสนักศึกษาได้มีโอกาสไปฝึกงาน ไปทำงานเมืองนอก ในขณะเดียวกันก็เป็นอีกโอกาสสำหรับบริษัทที่จะได้นักศึกษาจากต่างชาติที่มีคุณสมบัติตรงกับที่บริษัทอยากได้ เพื่อมาฝึกงานด้วย win-win solution ว่างั้น เราได้รับการดูแลจากนักศึกษาญี่ปุ่นของมหาวิทยาลัย Nanzan ที่นาโกย่า แล้วก็ได้ไปอาศัยบ้านพักชายคาของครอบครัวญี่ปุ่นตลอด 3-4 เดือนนั้น นี่ก็เป็นอีกครอบครัวที่ยังติดต่อกันถึงทุกวันนี้
Mar'03 - Mar'04: Kuala Lumpur, Malaysia เปลี่ยนแนวมั่ง มาอยู่มาเลย์บ้าง ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้ไปอยู่บ้านใกล้เรือนเคียง ประเทศเพื่อนบ้านเรานี่เอง เค้าเรียกว่าดวงให้มาอยู่ เพราะว่าตอนนั้นหลังจากชวดทุนมองบูโช ก็ไปสอบติดทุนกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่น แต่ติดสำรองนะ ใครจะคาดคิดว่าทุนทั้งหมดที่มีปีละ 18 ทุน แล้วให้โควต้านักเรียนไทยแค่ 2 ทุน โดยมีเราเป็นสำรองลำดับที่ 2 อยู่ดีๆจะได้จับพลัดจับผลูโดนเรียกตัวมาเสริมทัพด่วนชนิดที่หัวหน้าที่ทำงานเราก็อึ้งๆไปเลย ได้รับโทรศัพท์มาจากทุนบอกว่าถ้ายังอยากรับทุนอยู่ให้เดินทางไปมาเลย์ให้ได้ใน 2 อาทิตย์เพราะว่าโรงเรียนเริ่มเปิดเรียนไปแล้ว ลาออกจากที่ทำงานวันนั้น หัวหน้าไม่อึ้งก็ให้รู้ไป ก็ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นที่โรงเรียนที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะสำหรับทุนนี้ เรียกทุนว่า Asian Youth Fellowship หรือเรียกสั้นๆว่า AYF ใช้ชีวิตกับนักเรียนอาเซียนกับบังคลาเทศรวมทั้งหมด 18 ชีวิต กับอาจารย์ญี่ปุ่น 4 คน แล้วก็เจ้าหน้าที่ทุนอีกนิดหน่อย เรียนรู้ภาษาญี่ปุ่น ไปพร้อมๆกับความเป็นอยู่ของสมาชิกประเทศเพื่อนบ้าน ต่างวัฒนธรรม ต่างชาติ ต่างภาษา ต่างศาสนา จนวันนี้ก็เป็นครอบครัว AYF ครอบครัวใหญ่ในญี่ปุ่นด้วยกัน อบอุ่นมากกกก
Apr'04 - present: Kyoto, Japan ครั้งนี้เป็นครั้งล่าสุดในการได้มาใช้ชีิวิตต่างแดน แล้วก็เป็นครั้งแรกที่จากบ้านติดต่อกันเป็นเวลานานๆๆๆๆ เรียนโท-เอกที่มหาวิทยาลัยเกียวโต (จะบอกทำไมอีกเนี่ยะ จบๆได้แล้วเน๊อะ)

เล่าไปเล่ามาชักมัน เรื่องราวต่างๆพาลจะผุดขึ้นมาให้เล่าได้ไม่จบสิ้น ข้อสุดท้ายนี่ไม่ได้ตั้งใจให้ยาวเลย แต่ทำไมเขียนไปเขียนมามันยาวงี้ก็ไม่รู้ ยังไงก็ขอขอบคุณคนที่อ่านมาถึงตรงนี้นะ.. ชั้นรู้มันยาวมากกกก ก็ขอสานต่อความเป็น blog tag เอาไปแปะต่อกับผู้โชคดีอีก 5 ราย ดังมีรายนามต่อไปนี้...
1.แจ๋เพื่อนร๊าาากกกก รีบแปะด้วยความเต็มใจ
2.น้องบี ผู้ชอบฤดูกาลต้นไม้ผลัดใบ
3.ปอย หนีไปเที่ยวฮอกไกโดนี่... แปะซะเลย
4.Nonnyรายนี้ก็หนีไปเที่ยวเกาหลีเหมือนกัน แปะไปคู่กะคนข้างบนเลย (จะได้แปะกันเองไม่ได้.. ฮาฮา)
5.พี่บิ๊ก ขาประจำบล๊อกเรา จะไม่โดนได้อย่างไร

จริงๆแล้วมีรายชื่อผู้โชคดีอยู่ในมือหลายคน แต่ว่าบางคนไม่มีบล๊อกบ้าง บางคนมีทีท่าว่าคงไม่เขียนบ้าง ผู้โชคดีทั้ง 5 ท่านด้านบนนี้ ท่านได้รับการเลือกสรรมาแล้ว อย่าลืมไปแปะคนอื่นต่อน้า... =)

ป.ล. กลับไปอ่าน tag ของตัวเองมา พออ่านถึงข้อสุดท้ายของตัวเอง.. ขอเติมหน่อยนะ.. ว่ารู้สึกขอบคุณพ่อกะแม่มากที่สนับสนุน แล้วก็ให้โอกาสเราได้ไปสัมผัสประสบการณ์หลายๆอย่าง จากหลายๆที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เป็นความซาบซึ้งแล้วก็ภูมิใจมากค่ะ ^^ (14 ก.พ. 2550)

Thursday, July 06, 2006

Fancy homespa experience??

Please take a look at "CELADON HOME SPA", on 2nd Floor at Siam Future Town Center 7, Bangkok, Thailand! (It's my friend's!!!! whoo~ hoo~!)




Thursday, September 22, 2005

AISE#3 reunion

pYui, Nute, Mai, Gam, Mew, Pan, Kiam


Another great time catching up with old friends. A lot of people wonder why we are still in touch until now though we hardly saw each other over the past decade. I guess it's the shared memories that have kept us together. We were first brought together in 1993 as the successful candidates to join an exchange program to the US in 1994-1995. Coming to think of it, we came from so many different places, hometowns, schools... etc... But the one thing we had in common was the experience living in the US with the unknown in the age of no internet. A lot of us were mental support for each other during the rought times. We also shared good memories too.

It has now been more than 10 years, but our great friendship is still held alive. Too bad we only could get this many of us together this time, but hopefully we will be able to gather more in the future reunions! Looking forward to meet the rest soon!!

Mew, Ow, Pan

Nan, M, pYui

pYui, Nute, Mai, Kiam

Nan, M, pYui, Nute