Thursday, June 18, 2009

พิธีไหว้ครู


วันนี้ไปไหว้ครูที่โรงเรียนมา... ถือเป็นการไปไหว้ครูที่โรงเรียนเป็นครั้งที่ 2 หรือ 3 หลังจากเรียนจบจากโรงเรียนไป ทิ้งช่วงกับคราวที่แล้วน่าจะเกิน 8 ปีได้แล้วามั้ง โรงเรียนเปลี่ยนไปทุกครั้งที่แวะไป ทั้งๆที่เราก็ว่าเราก็เข้าโรงเรียนบ่อยนะ (เกือบทุกปีตอนที่กลับมาเมืองไทย)


พิธีไหว้ครูปีนี้แบ่งเป็นสองรอบ (แหน่ะ) รอบแรกม. 1-4 รอบที่สองเป็นม. 5-6 + จิตรลดาวิชาชีพ เราก็ไปตั้งแต่เช้าาาา เข้ารอบแรกแล้วก็เดินเล่นรอบโรงเรียนเลย โรงเรียนใหญ่ขึ้นเยอะ.. เดินจนเหนื่อยเลยกว่าจะรอบ ... พิธีตอนเช้านี้ก็มีรุ่นพี่ศิษย์เก่าที่มาสอนที่โรงเรียนไปไหว้ครูพร้อมๆกันอยู่หลายคน มีพี่ๆรุ่นติดๆกันอีก 4-5 คน (รุ่น 28 มีพี่สริลลดา พี่ไก่แก้ว พี่อ้น ฯลฯ) รุ่นเรามี 4 คน (เรา แนน หนึ่ง อ้อม-อัญชลี) มีรุ่นน้องรุ่นติดๆกันอีก 2 คน (แทรมกะเดียว) แล้วก็มีรุ่นน้องๆอื่นๆอีกมากมาย โดยเฉพาะรุ่นที่เพิ่งเอ็นท์ติดกันไปมากันจะยกรุ่งเลยมั้ง

จากการเข้าพิธีไหว้ครูครั้งนี้ก็ทำให้ได้รู้ว่า "รุ่นน้องสวดมนต์กันด้วยจังหวะแร๊บ!" โห.... มันสวดกันเร็วยังกะติดจรวด งับประโยคเหมือนร้องเพลงแร๊บ แถมหางเสียงเอื้อนๆที่เคยสวดกันสมัยก่อนนี่ไม่มีเหลือ เราสวดมนต์ไม่ได้เลย เพราะว่ากลั้นหัวเราะไม่อยู่... น้องๆเค้าเข้าใจปรับเปลี่ยนบทสวดมนต์ให้เข้ากับยุคสมัยจริงๆๆๆ

ออกจากศาลาผกาภิรมย์ (เดี๋ยวนี้เรียกชื่อห้องประชุมเต็มยศเลย) ก็ออกไปสำรวจความเปลี่ยนแปลงของโรงเรียน... เขียนทั้งหน้าก็คงไม่หมด... มันเยอะมากๆ

ข้างห้องประชุม... มีการตั้งรางเหล็กไว้ด้วย ไม่รู้เอาไว้ทำอะไรเหมือนกัน

สระว่ายน้ำก็มีหลังคาแล้ว (สมัยก่อนเรียนว่ายน้ำยังตากแดดกันซ้าาาา)

ดูตึกมัธยมได้นิดนึง แวะไปอนุบาลนิดหน่อย ก็แวะไปประถม ... เจอครูป้อม ครูสุนัย ครูเจี๊ยบ ครูตุ่ม ครูจูน ครูตุ๊ก และอีกหลายครู ยึดห้องพักครูแล้วนั่งเม้าท์กับครูๆอยู่นานนนนนมากกกกกก เป็นกลุ่มครูที่จิตรลดากลุ่มแรกที่สอนเราตั้งแต่เราเข้าโรงเรียน เลยมีเรื่องเม้าท์กันมหาศาล

ตึกประถม (ไม่เหลือเค้าเดิมแม้แต่น้อย)

จากนั้นไปแวะตึกศิลป์... แหล่งกบดานชั่วคราวตอนอยู่ม.ต้น เพราะว่าทั้งเรียนทั้งซ้อมดนตรีไทยที่นี่ แถมเรียนศิลปะ ปั้นดงปั้นดินก็ที่นี่ด้วย

ระนาดเอก ระนาดทุ้ม เครื่องตีและประกอบจังหวะอยู่ชั้น 3 ส่วนเครื่องสายไปซ้อมกันชั้น 2 เป็นหลัก

ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านไปหลายปีแล้ว แต่ครูที่นี่เหมือนกินยาสต๊าฟใบหน้ากันไว้ทุกคนเลย... กี่ปีที่แล้วหน้าตาเป็นยังไง กี่ปีผ่านไปหน้าตาก็ยังเหมือนเดิมเป๊ะๆ ไม่เปลี่ยนแปลง ศิษย์เก่าอย่างเราๆก็เนียนนนนน ไปกินข้าวกับอาจารย์ซะงั้น (ใครไม่ทราบขอบอกว่าอาหารโรงเรียนจิตรลดาอร่อยมากกกกกกกกกก คิดถึงงงงงง)

ครูรัตนา ครูจามรี ครูอังกาบ และครูป้าปัท

อ.ปานใจและอ.เฉลิมขวัญ

เด็กโรงเรียนนี้ไม่ยอมใส่เสื้อไว้ในกระโปรง! =P (เรียกว่าเป็นชุดนักเรียนที่สบายมากๆ ไม่มีอึดอัด)
ห้องเรียนภาษาจีนที่ออกทีวีไปเมื่อวันก่อน... เห็นแล้วอยากเรียนภาษาจีนที่นี่ด้วยเลย

วิวจากหน้าห้องเรียนภาษาจีน ซึ่งเป็นตึกใหม่ ถมที่บึงน้ำที่เห็นไปตั้งเยอะ... น้องต.ง.ต.ท.ต้องสละพื้นที่อาศัยเพื่อนักเรียนเชียวนะ

Sunday, June 14, 2009

เฉลียง 3 ฝ่าย

ในที่สุดก็ได้ไปดูจนได้... แบบว่าหาบัตรกันได้ในวันศุกร์ก่อนจะมีงานเลยทีเดียว (ขอบคุณเจี๊ยบด้วยที่อุตส่าห์เลี้ยงเบียร์คนขายบัตรเลยได้ส่วนลดมา 10% -- จุ๊ๆ อย่าเข้าใจผิด... คือว่าฝาเบียร์สิงห์ 2 ฝาสามารถใช้เป็นส่วนลดได้... คนขายบัตรเลยบอกว่า... "ไม่มีไม่เป็นไรครับ ก็เลี้ยงเบียร์ผม 2 ขวด แล้วเดี๋ยวผมไปเอาฝามาให้" ๕๕๕ คนไทยจริงๆ)

"เฉลียง ๓ ฝ่าย มหรสพพูดและเพลงตอนคนจะไทย ใครจะทน" เป็นอีกงานที่แฟนเฉลียงไม่น่าพลาด แต่จะว่าไป... คนน้อยกว่าที่คิด... เลยชักไม่แน่ใจว่าเฉลียงรุ่นใหญ่ทั้งสามนี้จะพ่ายแพ้ประชานิยมในเฉลียงรุ่นเล็กทั้งพี่จุ้ย พี่เกี๊ยง พี่นกรึเปล่า... (๕๕๕)



เฉลียง ๓ ฝ่ายมีใครกันมั่ง?

ฝ่ายที่ ๑: เจ้าถิ่นยังดี “ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค”
ผู้ที่มีคำตอบสำหรับทุกคำถาม ของอย่างนี้มันมีที่มาที่ไป แต่บางอย่างก็ไม่มี (อือ,แล้วแต่นะ...)

ฝ่ายที่ ๒: ไม่ใช่ฝ่ายค้านก็แค่ช่างสงสัย “เจี๊ยบ วัชระ ปานเอี่ยม”
ผู้ที่ชอบคิด เปิดประเด็น เห็นอะไรก็เป็นคำถาม (เอ่อ...)
และสุดท้ายฝ่ายที่ ๓: นกลางคอยสรุป “แต๋ง ภูษิต ไล้ทอง”
ผู้ที่คอยไกล่เกลี่ย เฉลี่ยมุมมอง แต่ก็ชอบคิดบวก (คือมันอย่างงี้...)
หลายคนสงสัยว่าแล้วทำไมถึงตั้งชื่อเป็น ๓ ฝ่ายทั้งๆที่จริงๆแล้วเฉลียงมีตั้ง ๖ คน?? เอาอีก ๓ คนหายไปไหนแล้วเนี่ยะ??
- สมาชิกทั้ง ๓ ฝ่ายเห็นพ้องเป็นเสียงเดียวกันว่า... "ไม่ได้หรอก... เอาเฉลียงรุ่นน้องๆคนอื่นๆมา เดี๋ยวมันแย่งซีน!"
บอกว่าถ้าเอามาหมดวง มันจะกลายเป็นเฉลียง ๒ ฝ่าย คือ "ฝ่ายแก่" และ "ฝ่ายอ่อน" (ฮาฮา)
สมาชิกรุ่นเดอะของเฉลียงเลยยืนหยัดว่าจะจัดกันแค่ ๓ คน กลายเป็น ๓ ฝ่ายไปซะงั้น :)



พูดถึงเฉลียงแล้วคุณคิดถึงอะไร?

- สำหรับเราแล้วเราคิดถึงวงตัวโน้ตอารมณ์ดี ใครเคยได้ยินเพลงเฉลียงจะรู้ว่าความง่ายๆ ความสบายๆ เหมือนเวลานั่งเล่นอยู่ที่เฉลียงบ้านนั้นมันแฝงไว้ด้วยข้อคิดดีๆมากมาย อย่างเพลง "นายไข่เจียว" ที่พี่ดี้แต่งนี่เป็นหนึ่งในเพลงโปรดของเราจากวงเฉลียงเลย... (ไม่อยากจะบอกว่าแล้วตอนนี้มันมีรถเข็นขายข้าวโปะไข่เจียวราคา ๑๐ บาทอยู่ข้างถนนหรือแม้แต่ตามฟู๊ดเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯมากๆมาย รายได้เพียบ!) การมองโลกเอียงๆ เสียดๆสีๆสังคมบ้างในบางทีก็ให้ข้อคิดกับชีวิตได้อย่างไม่น่าเชื่อ...



โชว์ใหม่สนุก (มุข) ไม่ซ้ำใคร ได้ข้อคิด สะกิดทุกวัย
กับครั้งแรกของเฉลียง 3 ฝ่าย โดยประมาณ
ที่ขอมาประลองฝีปากมันส์ๆ กับหลากเรื่องคันๆปนน่ารักของคนไทย
พร้อมสุขสันต์กับเพลงแต่งใหม่สไตล์เฉลียง สำหรับงานนี้โดยเฉพาะ !

มาวันนี้ “ยังดี” ขอเปิดอารมณ์แบบกบฏโชว์อีกครั้ง ภายใต้ความสุขรูปแบบใหม่ กับนิยามศัพท์ใหม่ สไตล์เฉลียง ที่จะมาประชัดประชัน เสียดสี (นิสัย) คนไทย แต่ไม่รุนแรง เอาแค่พอคันหัวใจ ฟังแล้วได้ข้อคิด รับรองสุขสันต์หรรษา เพราะทอล์คโชว์ทั่วไปไม่ปรากฏความฮาแบบนี้ งานนี้หลากสีสามัคคีกันเถิด ว่าแล้วก็มาระเบิดอารมณ์ปนรอยยิ้มด้วยกันใน “เฉลียง 3 ฝ่าย” ภูมิใจเสนอ มหรสพพูดและเพลง ตอน คนจะไทย ใครจะทน”

(คำโปรยบางส่วนจาก www.thaiticketmajor.com)


ระยะเวลาประมาณ ๓ ชั่วโมงเกือบครึ่งจากมหรสพครั้งนี้ให้รอยยิ้มและข้อคิดแบบเฉลียงๆหลายอย่าง

ข้อที่ชอบ
- เป็นการแสดงที่เริ่มตรงเวลาดีมากกกก!!!! คอนเสิร์ตหรือการแสดงอื่นๆควรเอาเยี่ยงอย่าง
- ได้เห็นพี่ๆ ๓ คน (ต้นฉบับบอยแบนด์ยุคแรกๆของเมืองไทย) มาแด๊นซ์ในเพลง Nobody... ไม่น่าเชื่อ!
- multimedia น่ารักดี
- ได้ฟังเพลงแต่งใหม่เสียดสีสังคมได้อย่างไม่น่าเกลียดอย่างเพลง "เข้าใจแพนด้า" (อันนี้ตั้งชื่อเอง... ฮาฮา)
- ได้รู้เป็นครั้งแรกว่าเดี๋ยวนี้รถนิยมติดสติ๊กเกอร์บอกว่า "รถคันนี้สี XXX"! (คนไทยนี่เชื่อโชคเชื่อลางกันจริงๆ เลยยย)
- ชอบตอนรายงานข่าวกับตอน Wallpaper บางตอนเป็นพิเศษ ไว้รอดูดีวีดี วีซีดี หรือเทปบันทึกภาพกันเองนะจ้ะ
- ขอบคุณสปิริตพี่ๆทั้ง๓ คน โดยเฉพาะพี่เจี๊ยบกับพี่แต๋ง ที่ขนาดป่วยมากยังเต็มที่

ข้อที่ไม่ค่อยชอบ
- บางตอนเนิบๆไปนิดนึง หรือว่าเลย์เอาท์สถานที่มันไม่อำนวยก็ไม่รู้เหมือนกัน
- คนชอบเฉลียง มีความคิดเอียงๆ คล้ายๆกัน ทำไม๊ ทำไมยังมีคนแอบถ่ายวิดีโอเวลาดูอยู่อีกอ่ะ??
- ควรเปลี่ยนสถานที่จัดอย่างมากกกกกก เนื่องจากมหรสพมันเป็นกึ่งทอล์คโชว์... แต่ธันเดอร์โดมนี่ยังกะสนามกีฬา เก้าอี้ที่นั่งเป็นเก้าอี้ปูนแบบสเตเดี่ยมเชียว... แบบว่าถ้าเอาเบาะรองก้นมาพร้อมอาหารปิคนิคนี่เหมือนดูทีวีอยู่บ้านได้เลย... นั่ง ๓ ชม.ครึ่งนี่แอบเจ็บบั้นท้ายนะฮะ... ถ้าเปลี่ยนสถานที่จัดให้เหมาะกับลักษณะงานมากกว่านี้ได้คงจะทำให้คนเพลิดเพลินกับการแสดงนี้ได้อีกเยอะทีเดียว (ฝากไปยังน้องๆยังดีด้วยนะจ้ะ)

(ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพบางส่วนจากเว็บ
www.iamyoungdee.com)



Friday, June 12, 2009

ชวนกันทำความดี



บล๊อกวันนี้ได้อานิสงส์จากที่ได้หนังสือ "๓๖๕ วัน | ร่วมกันทำดี" ของบริษัทไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัดมา ... หนังสือขนาดพกพาได้ ปกสีน้ำตาลธรรมดาๆ แต่ข้างในมีข้อคิดในการทำความดี พร้อมๆกับเป็นสมุดบันทึกการทำความดีได้ด้วย



"ความดี" เป็นเรื่องง่ายๆ เป็นสิ่งดีๆ ที่ได้อานิสงส์ทั้งผู้ทำและผู้รับ ทุกครั้งที่มีโอกาสทำความดี ไม่ควรปล่อยโอกาสดีๆให้ผ่านไป การทำความดีไม่ต้องกลัวว่าทำดีแล้วไม่มีใครเห็น อย่างน้อยก็เกิดความสุขใจที่ได้ทำดี

ขอเพียงตั้งปณิธานที่จะทำความดี ไม่ว่าจะเป็นความดีแบบไหน ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่หรือเล็กน้อยในสายตาใครๆ ทุกๆความดีที่คุณทำจะแผ่ขยายออไป อาจเป็นวันละเล็ก วันละน้อย แต่สม่ำเสมอ เริ่มต้นจากทำดีให้กับตัวเอง ครอบครัว เผื่อออกไปในชุมชน สังคมที่เราอยู่อาศัย แล้วแผ่ขยายออกไปทำให้โลกใบนี้งดงามในที่สุด
(บทความในหน้า 2 ของหนังสือเล่มนี้)



วันนี้ไม่ได้มาโฆษณาสมุดเล่มนี้...

แต่มาชวนทุกๆคนทำความดีกันวันละอย่าง...

ถ้าทำได้...

ใน 1 ปีเราก็จะได้ทำดีถึง 365 อย่างแหน่ะ!

Wednesday, June 10, 2009

รือชีวิตนี้จะเกิดมาเพื่อเป็นนักวิจัย??

นึกไปก็งงๆกับชีวิตตัวเองเล็กน้อย... จากที่ไม่เคยคิดจะเรียนปริญญาเอกเนื่องจากเป็นคนไม่ชอบการทำวิจัย เรียนไปเรียนมา ทะลึ่งเรียนจบ... แถมอาจารย์ยังชมว่าทำวิจัยได้ดี แถมชอบผลงานวิจัยเราด้วย!

เรียนจบแล้ว... หนีการทำ post-doc ได้ตังค์ดีๆที่ญี่ปุ่น กลับมาตกงานเมืองไทย ด้วยหวังว่าจะหนีจากงานวิชาการกลับไปทำงานเอกชนที่(คิดว่า)ถนัด... แต่... ไปๆมาๆ ตั้งแต่กลับมาจากญี่ปุ่นก็ freelance รับจ้างทำงานวิจัยไปเรื่อยตามสไตล์ยังไม่อยากมีที่ทำงานเป็นหลักแหล่ง... แต่ไหงตอนนี้จับพลัดจับผลูมาทำกึ่งพาร์ตไทม์กึ่งฟูลไทม์วิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้ละเนี่ยะ... ตอนนี้มีงานวิจัยด่วนต้องรีบทำให้เสร็จ... แอบง๊วงง่วงแต่หลับไม่ได้เนี่ยะ... ทรมานเหมือนตอนเร่งทำงานส่งตอนเรียนยังไงยังงั้น... ว่าแล้วก็ชวนให้คิดว่า... "หรือชีวิตนี้เราจะเกิดมาเพื่อเป็นนักวิจัย (วะ)?"