Thursday, March 29, 2012

สัมผัสเสน่ห์แอฟริกา: “คิกาลี...​เมืองพันเนิน” ตอนที่ 1

ถึงแม้จะเป็นคนเดินทางเป็นประจำ แต่ก็ต้องยอมรับว่าค่อนข้างตื่นเต้นระคนกังวลใจกับการเดินทางมาเยือนแอฟริกาเป็นครั้งแรกในคราวนี้เป็นอย่างมาก เพราะว่ารู้ตัวล่วงหน้าเพียงไม่ถึง 10 วันก่อนเดินทางเท่านั้นเอง


เตรียมตัว เตรียมใจ ก่อนเดินทาง

สั้นๆง่ายๆว่า “เครียด” และ “วิตกกังวล” พอสมควรเมื่อรู้ว่าจะถูกส่งมาประชุมที่ประเทศรวันดา เพราะว่ามีความรู้เกี่ยวกับทวีปแอฟริกาน้อยถึงน้อยที่สุด สิ่งเดียวที่รู้เกี่ยวกับประเทศรวันดาคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เมื่อหลายสิบปีก่อน ตายกันเกือบล้านคน แต่ก็ได้มีการเยียวยาความรู้สึกของคนต่างเผ่าพันธุ์ของที่นี่ จนตอนนี้สามารถจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข นอกจากนี้แล้ว ไม่รู้อะไรอื่นๆเกี่ยวกับประเทศนี้อีกเลย

กังวลอย่างที่สองคือเรื่องของการเตรียมสุขภาพให้พร้อม เพราะรู้มาว่าก่อนเดินทางไปแอฟริกาควรจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เหลืองไปก่อน ค้นหาข้อมูลพบว่าสามารถรับบริการฉีดวัคซีนได้ตามสถานที่ไม่กี่แห่งในกทม.ที่ได้รับอนุญาติและสามารถออกใบ Certificate ให้ได้ สิ่งที่ทำให้กังวลจริงๆ ไม่ใช่เรื่องโดนฉีดยา แต่เป็นเพราะว่าวัคซีนไข้เหลืองต้องใช้เวลาเพาะเชื้อประมาณ 10 วันถึงจะออกฤทธิ์ แต่เพราะว่าเรารู้ตัวล่วงหน้าไม่นานนัก วัคซีนเรามันจะออกฤทธิ์พอดีๆกับวันที่เดินทางกลับมาเมืองไทยไม่ใช่วันที่เดินทางถึงแอฟริกา! แต่ถึงอย่างไรก็เถอะ... ไม่ว่าจะใช้เวลากี่วันกว่าจะออกฤทธิ์ เราก็ต้องฉีดไปก่อนอยู่ดี จึงเลือกไปที่สถานเสาวภา ถ.อังรีดุนังค์ ไม่ต้องนัดล่วงหน้า ใช้เวลาไม่นาน เสียค่าบริการทั้งหมด 970 บาท (เป็นค่าทำบัตรคนไข้ใหม่ 20 บาท, ค่ายา 900 บาท และค่าบริการทางการแพทย์ 50 บาท) ฉีดเสร็จก็รอดูอาการประมาณ 15 นาที ฉีดยาเสร็จได้สมุดบันทึกประวัติการฉีดวัคซีนเล่มเล็กๆสีเหลืองมาให้ดูต่างหน้า


กังวลอย่างที่สามคือเรื่องของการขอวีซ่า เนื่องจากไม่คิดว่าจะมีสถานทูตประเทศรวันดาอยู่ในเมืองไทย (และก็เป็นจริงอย่างที่คิด) ค้นอยู่นานว่าจะขอวีซ่าอย่างไรได้บ้าง ก็พบว่าประเทศเล็กๆในแอฟริกาแห่งนี้กลับมาระบบการขอวีซ่าออนไลน์ได้ไม่ยากนัก เพียงแต่ต้องใช้เวลาศึกษาหาประเทศวีซ่าที่ถูกต้องกับตัวเอง แล้วก็ดูรายการเอกสารรับรองที่ต้องใช้ให้ถูกต้อง ใช้เวลาประมาณ 1-3 วันในการขอ …​กรณีของเราใช้วีซ่าประเภท Conference ต้องใช้เพียงจดหมายเชิญ เลยปวดหัวไม่มากนักกับการจัดเตรียมเอกสาร แต่ก็พบอุปสรรคให้ต้องคอยแก้บ้าง ที่จะลุ้นที่สุดเห็นจะเป็นการรอคำตอบกลับการอนุมัติวีซ่า เพราะว่าเราขอล่วงหน้า 3-4 วันพอดี เจ้าหน้าที่ก็ส่งวีซ่ากลับมาให้เราซะเกือบจะเวลาเลิกงานในเย็นวันศุกร์ซะแล้ว เล่นเอาลุ้นตัวโก่งเพราะกลัวจะออกตั๋วเดินทางไม่ทันตารางเดินทางในวันเสาร์


กังวลอย่างที่สี่คือเรื่องของสายการบินและเส้นทางการบิน เพราะคราวนี้จะต้องบินสายการบินเอธิโอเปียซึ่งไม่รู้จริงๆว่าเป็นสายการบินดีหรือไม่ดียังไง รู้แต่ว่าเป็น Star Alliance เส้นทางการบินก็ต้องไปแวะพักเครื่องที่เมืองอาดิส อาบาบา (Addis Ababa) เมืองหลวงของเอธิโอเปียตั้งหลายชั่วโมงทั้งขาไปและขากลับ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าบ้านเมืองเค้าเป็นอย่างไร สนามบินเพรียบพร้อมขนาดไหน ลองค้นในเน็ตก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน (เพราะว่ามีทั้งคนที่บอกว่าดี และคนที่บอกว่าไม่ดี) เรียกว่าทุกอย่างเป็นประสบการณ์ครั้งแรกทั้งหมด ดังนั้นจะไม่ให้กังวลเลยก็จะเป็น Power Puff Girl เกินไปหน่อย


ออกเดินทางจริงจากสนามบินสุวรรณภูมิ

เพราะได้ยินมาเยอะว่าสายการบินทางแอฟริกาชอบทำกระเป๋าหาย เราจึงจัดกระเป๋าให้กระทัดรัดเข้าไว้ ทำให้พร้อมขนขึ้นเครื่องได้ง่ายๆ แต่พอไปถึงสนามบินก็ต้องผงะกับจำนวนสัมภาระของผู้โดยสายอื่นๆที่กองพะเนินเทินทึก เนื่องจากว่าสายการบินนี้เค้าอนุญาตให้ผู้โดยสารโหลดของได้คนละ 40 กิโลกรัม (ช่างใจดีไปมั้ยเนี่ยะ) แต่ด้วยความแน่นของไฟลท์นี้ เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเลยเคี่ยวมากกับกระเป๋าของผู้โดยสารที่จะขนขึ้นเครื่อง บังคับให้เราชั่งน้ำหนักกระเป๋าตัวเอง ก็หนัก 10 กิโลกรัม เกินจากอนุญาตมา 3 กิโลกรัม เลยต้องมีการออดอ้อนกันนิดนึงว่าขอเถอะ เดินทางหลายชั่วโมง มีกระเป๋าเล็กๆใบเดียว ถ้าเกิดโหลดแล้วหายกลางทางนี่ชีวิตจบกันพอดี เจ้าหน้าที่ก็เลยให้รอดมาได้

แปลกใจกับการออกตั๋วนิดหน่อย เพราะว่าการเดินทางครั้งนี้บนหน้าตั๋วเขียนว่าเราเป็นสมาชิกบัตรทองของ Star Alliance เจ้าหน้าที่บอกให้ไปนั่งเล่นรอที่ห้องพักรับรองสายการบินก่อนเพราะเราเช็คอินเร็ว มีเวลาเหลือก่อนเครื่องออกอีกเยอะ ช่างพาลทำให้เรางงมาก เพราะว่าจริงๆเราเป็นแค่สมาชิกบัตรเงิน ทำไมมันถึงขึ้นว่าเป็นทอง แต่ก็นะ....​ถ้าให้ดิฉันเป็นทอง ดิฉันก็ขอไปใช้ห้องพักรับรองสายการบินให้สบายใจเฉิบดีกว่า รู้สึกดีใจที่ระบบมันยกระดับให้เราอัตโนมัติ เพราะว่าการต้องไปแวะพักเครื่องต่างถิ่นนานๆหลายชั่วโมง ถ้าไม่ได้ไปพักในห้องพักรับรอง สงสัยจะแย่เหมือนกัน


ดอกไม้ท่ามกลางเกราะเหล็ก บนนกเหล็กอายุเยอะ

เราว่าเราก็ขึ้นเครื่องตรงเวลาที่เขียนไว้บนหน้าตั๋ว แต่ก็ยังช้ากว่าคนอื่นๆเกือบทั้งลำ (ดีไม่ใช่คนสุดท้าย) พอเราเดินขึ้นเครื่องจึงเป็นเป้าสายตาของคนเกือบทั้งลำนั่น หน้าตั๋วเขียนว่าที่นั่งแถว 32 ก็นึกว่าจะได้นั่งหน้าๆ ป๊าดดดด….​นู่นเลย... เกือบหลังสุดของเครื่อง…​ เราเดินดุ่มๆๆๆไปทางหลังเครื่อง ต้องทำตัวไม่สะทกสะท้านกับสายตาของกองทัพญี่ปุ่นทั้งกองทัพที่นั่งมองเราอยู่จากด้านหลังเครื่องด้วยกัน แถมพี่ๆ (หรือน้องๆ?) ท่านช่างเม้าท์มอยกันเสียงดังเหลือเกิน เมื่อเราเดินถึงที่นั่ง เอากระเป๋าเก็บได้ ก็แทรกตัวเข้าริมหน้าต่าง ห่มผ้า ปิดตา เป็นนางอายหลับไปเลย


เครื่องที่ใช้บินระหว่างกทม.และอาดิส อาบาบา คราวนี้เป็น Boeing 767-300 เรียงแถวเป็น 2-3-2 ลำช่างเล็ก ทั้งเก่าและแคบยิ่งนัก บริการบนเครื่องอย่าให้พูดถึง รู้สึกดีที่ชิ่งหลับไปตลอดทาง ก่อนลงได้แอบดูห้องน้ำนิดนึง โอ้ว..​แม่เจ้า... ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ (ดีนะที่กัปตันบินนิ่ม..​ไม่งั้นเสียววาบบบบ)


แวะพักตลอดทาง

ประมาณ 9 ชม. หลังเหินฝาหันหลังให้กทม. นกเหล็กชราก็พาเรามาถึงเมืองอาดิส อาบาบา ตอนพระอาทิตย์ขึ้นพอดี บรรยากาศที่นี่ยามเช้าเย็นสบายนัก เรานั่งรอต่อเครื่องที่นี่อีกประมาณ 4 ชม. ก็อาศัยไปฝังตัวอยู่ในห้องพักรับรองสายการบินที่เล็กๆเก่าๆ แต่มีเน็ตให้เล่นสบายใจ


ขึ้นเครื่องอีกครั้งถึงกับตกใจ เพราะว่าเครื่องที่ใช้บินระหว่างประเทศในทวีปแอฟริกาช่างใหม่ผิดหูผิดตาไปจากเครื่องที่นั่งจากมาเมื่อคืน เก้าอี้กว้างขวางขนาดมาตรฐาน บริการดี อาหารใช้ได้ ช่างแตกต่างอย่างไม่น่าเชื่อ

บรรยากาศประเทศเอธิโอเปียจากเครื่องบิน


เซอร์ไพรส์ที่สองตามมาเมื่อเครื่องร่อนลงหลังจากเพิ่งขึ้นไปได้ยังไม่ถึง 2 ชม.ดี…​ ไม่ใช่อะไรที่ไหน แต่เครื่องจอดรับผู้สารเพิ่มที่เมือง Entebbe ประเทศยูกันดา!! ถือเป็นของแถมให้เรา เพราะว่าไม่ได้ดูมาก่อนว่าไฟลท์ที่บินนี้มีจอดที่ยูกันดาด้วย ก็ต้องรออยู่ในเครื่องในสนามบินร่วมชั่วโมง ก่อนเครื่องจะเหินฟ้ามุ่งหน้าคิกาลี จุดหมายปลายทางของเราซักที ใช้เวลาบินจากเอ็นเทปเป็ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง

แวะเติมน้ำมันที่ Entebbe, Uganda


เหยียบแผ่นดินรวันดา



เมื่อลงเครื่องก็ต้องจัดแจงเอาตัวเข้าเมืองให้ได้ถูกต้องตามกฏหมายด้วยการกรอกใบเข้าเมือง พร้อมยื่นเอกสารที่ทางกงสุลส่งมาให้ก่อนหน้านี้ และจ่ายค่าวีซ่า 30 เหรียญ จากนั้นก็รอมองหาคนขับรถที่ถือป้ายชื่อเรา …​เอ…​ไม่มี…​โอเค..​โทรศัพท์ตามก็ได้...​อ้าว เฮ้ย…​โรมมิ่งไม่ได้...​สงสัยโทรศัพท์เพี้ยน...​รีบู้ตไปหนึ่งที...​เอ..​เหมือนเดิม....​ ยังไม่มีสัญญาณอยู่ดี...​ลองใหม่...​เหมือนเดิม...​เอ่อ..​ สรุปว่า AIS ไม่มีเครือข่ายโรมมิ่งกับประเทศรวันดา... โทรศัพท์อันชาญฉลาดกลายเป็นที่ทับกระดาษในพริบตา

หันซ้ายหันขวานิดหน่อย ตาเหลือบไปเจอชื่อตัวเอง..​รีบเดินไปบอกเค้าว่า "Hey!! That's me!" พ่อหนุ่มคนนั้นส่งยิ้มฟันขาวแล้วทำหน้าฉงนยิ่งนัก...​ เราเลยถามไปว่ายูคิดว่าไอเป็นผู้ชายผิวดำล่ะสิ...​พ่อหนุ่มนั้นสารภาพทันทีตามคาดว่าใช่ เพราะว่าชื่อ "Mutarika" จริงๆ เป็นชื่อผู้ชายแอฟริกา (เราพยายามหาคนแอฟริกาที่รู้จักความหมายของชื่อเรามานานแล้ว...​ยังไม่เจอซักที...​ว่าแต่ตอนพ่อตั้งชื่อหนูนี่พ่อรู้มั้ยเนี่ยะว่ามันเป็นชื่อเหมือนคนแอฟริกาเนี่ยะ)

Mr. Happy / Salvator


คิกาลี…​สุดยอดเมืองน่าทึ่งแห่งแอฟริกา

เจ้า Happy คนขับรถคนนี้พาเรามุ่งหน้าไปยังที่พักซึ่งอยู่บนเนินเข้าอีกลูกหนึ่ง ห่างจากสนามบินราวๆ 15 นาที ระหว่างทางเราขึ้นเนิน ลงเนินไปไม่รู้กี่ลูก ผ่านร้านค้าบ้านเรือนตามรายทาง เห็นแล้วต้องบอกว่าทึ่งมากว่าเป็นประเทศที่มีระเบียบเรียบร้อยมาก ขยะไม่มีให้เห็น ถนนหนทางทำไว้อย่างดี มีการก่อฟุตปาธอย่างเรียบร้อย สังเกตเห็นมีป้ายรถเมล์ มีป้ายรถเท็กซี่ และมีวินมอเตอร์ไซค์ซึ่งใส่หมวกกันน็อตแถมถือหมวกกันน็อตอีกใบเอาไว้ให้ผู้โดยสารใส่กันทุกคน ตามสี่แยกไฟแดงในเมืองมีป้ายจราจรอัจริยะ บอกระยะเวลาไฟแดง ไฟเขียวไว้อย่างชัดเจน ค่อนข้างเจริญอย่างที่ไม่ได้คิดมาก่อน เพื่อนที่มาจากยูกันดาก็บอกว่าเค้าก็แปลกใจมากกับความมีระเบียบของที่นี่ เรียกว่าสูงกว่ามาตรฐานปกติของประเทศในแถบแอฟริกาเป็นอย่างมาก สมกับคำร่ำลือว่าคิกาลีเป็นหนึ่งในเมืองที่สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย และปลอดภัยที่สุดในทวีปแอฟริกาจริงๆ


ตามแผนการพัฒนาเมืองปี 2020 นั้น บ้านเรือนที่เป็นสลัมที่เราเห็นตามรายทางจะถูกรื้อถอนออกเพื่อสร้างเป็นบ้านที่ทันสมัย มีความเป็นระเบียบมากกว่านี้ ในส่วนตัวเมืองก็จะมีการสร้างอาคารสูงเพื่อการพาณิชย์มากมาย ภาพที่เราเห็น ณ ตอนนี้จะเปลี่ยนไปทุกวัน วันละนิด วันละหน่อย จนอีก 10 ปีให้หลัง ภาพวิวทิวทัศน์ของเมืองคงแตกต่างไปจากนี้อย่างสิ้นเชิง


การมาคิกาลีครั้งนี้ได้พักที่โรงแรม Serena Hotel ซึ่งจัดว่าเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดของเมืองนี้ ถ้าเทียบกับมาตรฐานโรงแรมในกรุงเทพฯที่เคยใช้บริการมา Serena ก็น่าจะเทียบเท่าโรงแรมในระดับ 3-4 ดาวที่คุ้นเคย แต่สำหรับที่นี่แล้วถือว่าเป็นโรงแรมชั้นดีมาก เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติแม้ว่าสนนราคาจะแพงหูฉี่ก็ตาม เมื่อเช็คอินแล้วยังมีปัญหาเรื่องห้องเล็กน้อย กว่าจะจัดการจนได้ห้องที่เป็นเตียงควีนไซส์ได้ก็หมดสภาพมากจนเกินจะรับไหว เมื่อเข้าห้องได้ อาบน้ำอาบท่าแล้วก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง...​ขอนอนเอาแรงก่อนที่จะต้องตื่นมาร่วมประชุมตลอดในอีก 2 วันข้างหน้าก่อนล่ะ







No comments: