... วันแรกของการออก Road Tour ...
ทุลักทุเลเล็กน้อยเนื่องจากต้องกลับไปเอารถที่เช่าไว้ที่สนามบิน... เราก็ต้องยกโขยงขึ้นรถบัสไป Malpensa กัน... วันนี้ตาสว่างขึ้นมาอีกนิดว่ารถ shuttle bus ที่วิ่งระหว่าง Milan - Malpensa นั้นมีมากกว่า 1 บริษัท โดยบริษัทที่เราใช้บริการกันวันนี้ลูกทุ่งกว่ารถที่เรานั่งมาวันแรก แต่มีตั๋วราคาพิเศษ แทนที่จะใบละ 7 ยูโร เค้าขาย 3 ใบ 15 ยูโร... ก็เลยซื้อมาเลย 6 ใบ (ที่เหลืออีกใบเก็บไว้ใช้วันอื่น)
ถึงสนามบินก็ไปสอยเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่ luggage deposit คิดค่าบริการใบละ 4 ยูโรต่อวัน ... แล้วก็ไปเอารถเช่าจากบริษัท Maggiore... ส่งพ่อกับจิ๋วไปติดต่อที่เคาท์เตอร์... ปรากฎว่าเฮงอีกแล้ว... ได้รถเกียร์ออโต้มาเลย!!! คือจริงๆค่าเช่ารถที่นี่ไม่แพงมากถ้าเป็นเกียร์กระปุก แต่พอจะเอาเกียร์ออโต้ ราคาจะอัพขึ้นมาร่วม 2 เท่าหรือมากกว่าราคาเกียร์กระปุก... เราก็เลยคุยกันว่างั้นเช่าเกียร์กระปุกแล้วกัน (แต่เราขับเกียร์กระปุกไม่เป็นอ่ะนะ... =P) ... ไปๆมาๆได้เกียร์ออโต้ก็เลยสบายไปล้านแปด... แถมไม่ต้องเสียตังค์เพิ่มด้วย...
รับเอกสารครบก็ต้องเดินไปเอารถที่ลานจอดรถซึ่งอยู่ไกลมากกกกกกกกกก ... แถมพอเจอรถ เก็บของ พร้อมเสร็จสรรพ ดั๊นนนนนนนน สตาร์ทรถไม่เป็น!! (-.-') ... กดกันอยู่ตั้งนาน... เหงื่อตกเป็นกุรุดเลยกว่าจะถึงบางอ้อว่ามันจะต้องทำยังไง... ก็จำกันไว้นะคะว่ารถที่เป็นแบบสตาร์ทด้วยไฟฟ้านั้นต้องเหยียบเบรคตอนที่กด Start Engine เสมอ!!! กว่าจะตรัสรู้ก็ปาเข้าไปร่วม 1/2 ชั่วโมง!! กรรม...ม

... มุ่งหน้าสู่เมือง Verona ออกตามหา Juliet ...
ประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆหลังจากที่ออกจากมิลาน เราก็มาถึงจุดหมายปลายทางแรกที่เมือง Verona ซึ่งเป็นเมืองไม่ใหญ่มากทางด้านตะวันออกของอิตาลี... แต่เป็นเมืองที่น่ารัก มีเสน่ห์ดึงดูดให้คนชอบได้ไม่ยาก... หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินชื่อเมือง Verona เพราะว่า Shakespear นั้นได้ใช้เมืองนี้เป็นท้องเรื่องของนิยายอมตนิรันดร์กาลอย่าง Romeo & Juliet (ภาษาอิตาลีจะสะกดว่า Romeo & Guilietta) กล่าวว่าบ้านของจูเลียตนั้นอยู่ที่นี่นี่เอง... (เดี๋ยวจะพาไปดู)

... โรงละคร Roman Arena ...
เราไปแวะชมโรงละครกันก่อนเป็นอันดับแรก... โดยโรงละคร Roman Arena ที่ Verona นี้ถือว่าเป็น amphitheater ที่เก่าทีเดียว (สร้างมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 1) แล้วก็มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่สามของโรงละครประเภทนี้ แต่ก็ได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างดีมากถึงแม้ว่าจะเคยผ่านศึกแผ่นดินไหวเมื่อคตวรรษที่ 12 มาก็ตาม ... ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการใช้โรงละครนี้เป็นโรงละครโอเปร่าประจำเมือง Verona ซึ่งจะเริ่มฤดูกาลใหม่ในช่วงประมาณเดือนกันยายนนี้...
จำค่าเข้าชมไม่ได้.. แต่รู้สึกว่าจะ 6 ยูโรสำหรับผู้ใหญ่ และ 4 ยูโรสำหรับนักเรียน (มั้ง)
ทิ้งพ่อกับแม่ไว้ข้างนอกเพราะปีนโรงละครไม่ไหว ;-)... Little Roma ...
เมืองเวโรน่านี่ได้รับการขนานนามว่าเป็น Little Roma เนื่องจากเคยรุ่งเรืองมากในยุคศตวรรษที่ 13-14 ... เป็นเมืองที่สวยงามที่สุดเมืองนึงของอิตาลีจริงๆ ดั่งที่ Host Mom ของเราที่อเมริกาเคยพูดถึง (mom เป็นคนอิตาเลี่ยนอพยพไปอยู่อเมริกา... mom กลับมา road tour ที่อิตาลีแล้วกลับไปเล่าให้ฟังว่าชอบเวโรน่าที่สุด) ... ใครได้มาเวโรน่าแล้วน่าจะหลงเสน่ห์ของเมืองนี้ได้ไม่ยากจริงๆ...
ที่เห็นห้อยด้านบนนั่งคือกระดูกซี่โครงปลาวาฬ ซึ่งกล่าวขานกันว่าถ้าเมื่อใดมีผู้ที่ "ใช่" คนนั้นเดินผ่าน กระดูกนี้จะร่วงลงมา...แต่อย่างไรก็ตาม... ถึงปัจจุบันก็ยังไม่ร่วงลงมาซักที
... อาหารกลางวันวันนี้ ...วันนี้กว่าจะได้กินอาหารกลางวันกันก็ล่วงเป็นเวลาอิตาเลี่ยนซะงั้น... ปาเข้าไปบ่าย 2 โมงกว่าๆ!! หิวซ๊ก!!! เราเลือกร้านที่ Piazza delle Erbe นี่แหล่ะ... ใช้วิธีเดินสุ่มเข้าไป
อาหารที่ทานมื้อนี้ก็แน่นอน... อาหารอิตาเลี่ยน... เราเริ่มรู้แล้วว่าหาพาสต้าอร่อยๆถูกปากทานยาก... เราเลยเปลี่ยนแนวมากินลาซาญญ่า สลัด แล้วก็พิซซ่ากันแทน



... ตามหาจูเลียตซักที ...
กินอิ่มแล้วลืมไปเลยว่ายังไม่เจอบ้านจูเลียต!! ... เป้าหมายต่อไปก็เลยเป็นการเดินดุ่มๆๆๆ ผ่าน Piazza delle Erbe ไปตามทางเรื่อยๆก็จะเจอทางเข้าเยี่ยงนี้

ในสม้ยก่อนมีคนมาเขียนชื่อตามผนังกำแพงเหมือนเป็นการสลักรอยความรักไว้จนเลอะเทอะมาก ทางเมืองจึงได้มีการบูรณะกำแพงเหล่านั้นโดยการทาสีทับไปหมดแล้ว.. ตอนที่เราไปเลยไม่เจอความเขลอะอย่างนั้น... แต่เจอนักท่องเที่ยวเยอะมากกกกกกกกกก
ที่ลานใต้ระเบียงนั้นก็มีรูปปั้นจูเลียตอยู่... ซึ่งก็มีความเชื่อกันว่า... หากใครอยากพบรัก ก็ขอให้ไปจับนมด้านขวาของจูเลียตซะ... (เราจับมาแล้ว.. เดี๋ยวคอยดูกัน... ฮาฮา) คนเที่ยวไปจับนมจูเลียตกันจนนมมันอยู่ข้างเดียว!! โธ่... น่าสงสารรรร
จูเลียตขี้อาย... หลบใต้เงาไม้ซะงั้น... เก็บตก Verona ...
หลังจากได้จับนมจูเลียต เอ้ย... ไปบ้านจูเลียตมาแล้ว... เราก็เตรียมย้ายขบวนออกเดินทางต่อไปยังจุดหมายถัดไปกันเลย
หลังจากได้จับนมจูเลียต เอ้ย... ไปบ้านจูเลียตมาแล้ว... เราก็เตรียมย้ายขบวนออกเดินทางต่อไปยังจุดหมายถัดไปกันเลย



... เวนิซ | นครแห่งสายน้ำ ...

เวนิซนั้นเป็นนครแห่งสายน้ำซื่งจัดได้ว่าเป็นเมืองมหาเสน่ห์อีกเมืองนึงของอิตาลี เรียกได้ว่าเป็นเมืองร้อยเกาะร้อยคลองก็ได้ เพราะมีลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเกาะเล็กเกาะน้อยเกาะกลุ่มกันจนมองผ่านๆเหมือนเป็นเกาะเดียวกัน หากแต่โดนแบ่งแยกด้วยแม่น้ำลำคลองสายเล็กสายน้อยที่ไหลผ่านทะลุทั่วเมืองถึง 150 สาย ... เกาะแต่ละเกาะนั้นเชื่อมโยงกันได้ก็เพราะการมีสะพานมากกว่า 400 สะพานเท่านั้นเอง... วิธิการชื่นชมเมืองจึงต้องใช้วิธีเดินเท้าหรือนั่งเรือเอาแทน .. ส่วนรถยนต์นั้นหมดสิทธิ์ เนื่องจากมีบัญญัติห้ามนำรถเข้าในเขตบริเวณเกาะ... รถทุกคันที่เดินทางออกจากแผ่นดินใหญ่นั้นจะต้องข้ามสะพาน Ponte della Liberta ซึ่งยาวมากกกกกกมาหยุดจอดที่ลานจอดรถที่ตีนสะพานเพียงเท่านั้น (เสียค่าบริการคืนละประมาณ 25 ยูโรต่อกัน.. มีโปรโมชั่นให้สามารถใช้บริการ wi-fi และเค้าคาสิโนได้ฟรี) ... ก่อนมาถึงที่นี่พ่อได้จองที่จอดรถไว้เรียบร้อยแล้ว เราก็เลยเข้าไปในที่จอดรถและมุ่งหน้าขึ้นไปชั้น 9-10 โลดเลย.. ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่ต้องไปจอดที่สูงปานฉะนี้ มิใช่เพราะเป็นคนหัวสูงแต่อย่างใด... หากแต่ชั้นต่ำๆนั้นทางการได้สงวนไว้ให้คนเวนิซใช้บริการก็เท่านั้นเอง
จอดรถเรียบร้อยก็แบ่งของลงจากรถ เอาไปเฉพาะที่จะต้องใช้นอนสำหรับคืนนี้ (จอดรถทุกครั้งต้องสำรวจดูก่อนว่าบรรยากาศที่จอดรถนั้นมีแนวโน้มจะถูกทุบรถรึเปล่า... พอดีบรรยากาศที่นี่ดูปลอดโปร่ง น่าจะไม่เป็นไร เราเลยเก็บของที่ไม่ใช้ไว้ท้ายรถแล้วปิดผ้าคลุมอย่างมิดชิด)... เอาของลงน้อยก็หมายความว่าต้องแบกน้อย... ทุ่นแรงไปในตัว...

เวนิซนั้นเป็นนครแห่งสายน้ำซื่งจัดได้ว่าเป็นเมืองมหาเสน่ห์อีกเมืองนึงของอิตาลี เรียกได้ว่าเป็นเมืองร้อยเกาะร้อยคลองก็ได้ เพราะมีลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเกาะเล็กเกาะน้อยเกาะกลุ่มกันจนมองผ่านๆเหมือนเป็นเกาะเดียวกัน หากแต่โดนแบ่งแยกด้วยแม่น้ำลำคลองสายเล็กสายน้อยที่ไหลผ่านทะลุทั่วเมืองถึง 150 สาย ... เกาะแต่ละเกาะนั้นเชื่อมโยงกันได้ก็เพราะการมีสะพานมากกว่า 400 สะพานเท่านั้นเอง... วิธิการชื่นชมเมืองจึงต้องใช้วิธีเดินเท้าหรือนั่งเรือเอาแทน .. ส่วนรถยนต์นั้นหมดสิทธิ์ เนื่องจากมีบัญญัติห้ามนำรถเข้าในเขตบริเวณเกาะ... รถทุกคันที่เดินทางออกจากแผ่นดินใหญ่นั้นจะต้องข้ามสะพาน Ponte della Liberta ซึ่งยาวมากกกกกกมาหยุดจอดที่ลานจอดรถที่ตีนสะพานเพียงเท่านั้น (เสียค่าบริการคืนละประมาณ 25 ยูโรต่อกัน.. มีโปรโมชั่นให้สามารถใช้บริการ wi-fi และเค้าคาสิโนได้ฟรี) ... ก่อนมาถึงที่นี่พ่อได้จองที่จอดรถไว้เรียบร้อยแล้ว เราก็เลยเข้าไปในที่จอดรถและมุ่งหน้าขึ้นไปชั้น 9-10 โลดเลย.. ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่ต้องไปจอดที่สูงปานฉะนี้ มิใช่เพราะเป็นคนหัวสูงแต่อย่างใด... หากแต่ชั้นต่ำๆนั้นทางการได้สงวนไว้ให้คนเวนิซใช้บริการก็เท่านั้นเอง
จอดรถเรียบร้อยก็แบ่งของลงจากรถ เอาไปเฉพาะที่จะต้องใช้นอนสำหรับคืนนี้ (จอดรถทุกครั้งต้องสำรวจดูก่อนว่าบรรยากาศที่จอดรถนั้นมีแนวโน้มจะถูกทุบรถรึเปล่า... พอดีบรรยากาศที่นี่ดูปลอดโปร่ง น่าจะไม่เป็นไร เราเลยเก็บของที่ไม่ใช้ไว้ท้ายรถแล้วปิดผ้าคลุมอย่างมิดชิด)... เอาของลงน้อยก็หมายความว่าต้องแบกน้อย... ทุ่นแรงไปในตัว...

เมื่อเริ่มเดินเท้า... เราจะต้องข้ามสะพานที่เพิ่งสร้างใหม่เพื่อเชื่อมบริเวณชุมทางรถกับชุมทางรถไฟซึ่งถูกขั้นด้วยแม่น้ำสายหลักอย่าง Grand Canal เพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงแรมที่พัก... สะพานอันใหม่นี้ใช้เวลาสร้างนานมากเนื่องจากรูปร่างหน้าตามันช่างไม่ได้เข้ากับบรรยากาศส่วนอื่นของเมืองเลย จึงเกิดเป็นเสียงต่อต้านและมีอุปสรรคมากมาย... ตอนที่เราไปก็เหมือนจะเสร็จแล้วแต่ก็ยังมีอุปกรณ์อะไรมากมายกองอยู่ใต้สะพาน... เลยไม่รู้ว่าอย่างนี้เรียกว่าสร้างเสร็จแล้วรึเปล่า?
... เก็บของในที่พัก ...
โรงแรมที่เราพักในคืนนี้อยู่ในเขต Cannaregio ซึ่งเป็น 1 ใน 6 เขตของเกาะเวนีซและเป็นโซนที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟมากที่สุด.... โรงแรมคืนนี้เป็นโรงแรมเล็กๆตั้งอยู่เหนือร้านขายชุดชั้นใน (ถูกมากกกกกกกก ขอบอก) ชื่อ Alloggi Gerotto Calderan อยู่แถวๆ Campo San Geremia
บริเวณหน้าโรงแรมเก็บของเสร็จ ล้างหน้าล้างตา และพักผ่อนนิดหน่อยก็ออกตะลุยเมืองทันที...
... หลงเสน่ห์เมืองเวนิซ ...
เค้าว่ากันว่าเกือบทุกตึกของเมืองเวนิซนั้นมีที่มาที่ไป มีเรื่องเล่า แล้วแทบจะทุกตึกก็เป็นตึกสำคัญไปหมด ... สงสัยจะจริง... เพราะแต่ก่อนนั้นเมืองเวนิซเป็นเมืองค้าขายทีรุ่งเรืองมากกกกก มีทั้งการผลิตและค้าขายสินค้าราคาแพง โดยเฉพาะการผลิตแก้ว Murano ซึ่งต่อมาก็พัฒนากลายเป็นกระจก Mosaic ที่ใช้ประดับตามโบสถ์ในยุโรป... นอกจากนี้... เราคงเคยได้ยินถึง Marco Polo ที่เดินทางไปเจรจาเปิดการค้าขายกับเมืองจีนกันมาบ้าง... อีตา Marco Polo นี่ก็เป็นชาวเวนิซ... แสดงให้เห็นถึงพลังทางการค้าที่เมืองเวนิซมีอย่างเห็นได้ชัด
ชาวเมืองเวนิซมักจะใช้เรือเป็นยานพาหนะในการเดินทาง เพราะน่าจะเร็วกว่าการเดินเท้าเป็นไหนๆ ... โดยการเดินทางแบบนี้นั้นก็มีได้หลายวิธี วิธีที่ถูกสุดก็คือการใช้ Traghetto ซึ่งก็คือ Gondola ปลดระวาง หรือ Gondola ที่คลาสล่างๆ (ไม่มีการตกแต่ง) นั่นเอง... คน local มักใช้วิธีนี้ในการข้าม Grand Canal เนื่องจากทั้งเกาะมีสะพานข้าม Grand Canal แค่เพียง 4 แห่ง... ตรงไหนไกลจากสะพานทั้ง 4 ก็จะพอสามารถหาท่า Traghetto ได้... สนนราคาประมาณ 0.50-0.60 ยูโร ให้บริการถึงประมาณ 18-19 นาฬิกา
อีกวิธีก็คือ Vaporetto ซึ่งเป็นเรือโดยสารประจำทางที่มีเส้นทางวิ่งหลายสายและครอบคลุมหลายๆส่วนของเกาะ ตลอดจนเกาะเล็กเกาะน้อยที่อยู่ห่างออกไป... คน local สามารถใช้เรือ Vaporetto ได้ในราคาเพียงไม่ถึง 1 ยูโร... แต่นักท่องเที่ยวอย่างเรานั้นต้องเสีย 6 ยูโรต่อ 1 ครั้ง หรือไม่ก็ 10 กว่ายูโรต่อ 24 ชั่วโมง .. ถือว่าเป็นราคาที่แพงทีเดียว... แถมคิดค่ากระเป๋าเดินทาง = ผู้โดยสาร 1 คนด้วย... ไม่ใช่เล่น...
นอกจากนั้นก็มี Water Taxi ... แต่อันนี้ได้ยินว่าแพง... แล้วก็ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง เนื่องจากเห็นแต่ท่าเรือ... งานนี้... เราก็เลยมีประชามติว่าควรจะ "เดิน... เดิน... เดิน... เดิน... " ซะจะดีกว่า
... หลงเสน่ห์เมืองเวนิซ ...
เค้าว่ากันว่าเกือบทุกตึกของเมืองเวนิซนั้นมีที่มาที่ไป มีเรื่องเล่า แล้วแทบจะทุกตึกก็เป็นตึกสำคัญไปหมด ... สงสัยจะจริง... เพราะแต่ก่อนนั้นเมืองเวนิซเป็นเมืองค้าขายทีรุ่งเรืองมากกกกก มีทั้งการผลิตและค้าขายสินค้าราคาแพง โดยเฉพาะการผลิตแก้ว Murano ซึ่งต่อมาก็พัฒนากลายเป็นกระจก Mosaic ที่ใช้ประดับตามโบสถ์ในยุโรป... นอกจากนี้... เราคงเคยได้ยินถึง Marco Polo ที่เดินทางไปเจรจาเปิดการค้าขายกับเมืองจีนกันมาบ้าง... อีตา Marco Polo นี่ก็เป็นชาวเวนิซ... แสดงให้เห็นถึงพลังทางการค้าที่เมืองเวนิซมีอย่างเห็นได้ชัด
ชาวเมืองเวนิซมักจะใช้เรือเป็นยานพาหนะในการเดินทาง เพราะน่าจะเร็วกว่าการเดินเท้าเป็นไหนๆ ... โดยการเดินทางแบบนี้นั้นก็มีได้หลายวิธี วิธีที่ถูกสุดก็คือการใช้ Traghetto ซึ่งก็คือ Gondola ปลดระวาง หรือ Gondola ที่คลาสล่างๆ (ไม่มีการตกแต่ง) นั่นเอง... คน local มักใช้วิธีนี้ในการข้าม Grand Canal เนื่องจากทั้งเกาะมีสะพานข้าม Grand Canal แค่เพียง 4 แห่ง... ตรงไหนไกลจากสะพานทั้ง 4 ก็จะพอสามารถหาท่า Traghetto ได้... สนนราคาประมาณ 0.50-0.60 ยูโร ให้บริการถึงประมาณ 18-19 นาฬิกา
อีกวิธีก็คือ Vaporetto ซึ่งเป็นเรือโดยสารประจำทางที่มีเส้นทางวิ่งหลายสายและครอบคลุมหลายๆส่วนของเกาะ ตลอดจนเกาะเล็กเกาะน้อยที่อยู่ห่างออกไป... คน local สามารถใช้เรือ Vaporetto ได้ในราคาเพียงไม่ถึง 1 ยูโร... แต่นักท่องเที่ยวอย่างเรานั้นต้องเสีย 6 ยูโรต่อ 1 ครั้ง หรือไม่ก็ 10 กว่ายูโรต่อ 24 ชั่วโมง .. ถือว่าเป็นราคาที่แพงทีเดียว... แถมคิดค่ากระเป๋าเดินทาง = ผู้โดยสาร 1 คนด้วย... ไม่ใช่เล่น...
นอกจากนั้นก็มี Water Taxi ... แต่อันนี้ได้ยินว่าแพง... แล้วก็ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง เนื่องจากเห็นแต่ท่าเรือ... งานนี้... เราก็เลยมีประชามติว่าควรจะ "เดิน... เดิน... เดิน... เดิน... " ซะจะดีกว่า
... Ponte di Rialto ...
เดินกันขึ้นๆลงๆสะพาน เลาะลัดเส้นทางหลืบตึกกันมาชาติเศษ เราก็พบกับสะพานหิน Ponte Di Rialto ซึ่งเป็นหนึ่งในสะพานเส้นหลักที่ใช้ในการข้าม Grand Canal ในช่วงกลางของหมู่เกาะ... สามารถมองเห็นวิวสองข้างของ Grand Canal ที่สวยงามบาดตาบาดใจจริงๆ
เดินกันขึ้นๆลงๆสะพาน เลาะลัดเส้นทางหลืบตึกกันมาชาติเศษ เราก็พบกับสะพานหิน Ponte Di Rialto ซึ่งเป็นหนึ่งในสะพานเส้นหลักที่ใช้ในการข้าม Grand Canal ในช่วงกลางของหมู่เกาะ... สามารถมองเห็นวิวสองข้างของ Grand Canal ที่สวยงามบาดตาบาดใจจริงๆ
... The Romantic Venezia ...
มีแต่คนบอกว่าเมืองเวนิซนั้นโรแมนติก.... บทนี้ไม่พูดพร่ำทำเพลงมาก... แต่อยากจะขอเชิญชวนให้มาพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง...
... Piazza San Marco / Piazzetta di San Marco ...
San Marco ... คงเป็นอีกที่นึงที่เมื่อกล่าวถึงเวนิซก็จะมีคนพูดถึง... เนื่องจากพื้นที่ Piazza San Marco นั้นขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ที่โอ่โถง มีศิลปะวัฒนธรรม มีอาคารที่สวย มีบรรยากาศที่ดี... ช่วงที่เราไปมีดนตรีแจ๊สเล่นคลอๆกันที่มุมหนึ่งของจัตุรัสนี้ด้วย... บรรยากาศดีสมคำร่ำลือ...
จากตรอกซอยซอยแคบๆที่มีคนบ้าง ไม่มีคนบ้างของเวนิซ... เมื่อเราเดินออกมาถึงจัตุรัสแห่งนี้ปุ๊บ... มันรู้สึกเหมือนโผล่ออกมาจากที่แคบๆสู่ลานกว้างๆ ... ที่มีจำนวนผู้คนที่เพิ่มขึ้นทันตาเห็น... ใครๆก็มาออกันอยู่ที่นี่นี่เอง!!
Ponte dei Sospiri (Bridge of Sighs)สะพานที่เชื่อมกับคุก... ได้ชื่อนี้เพราะนักโทษมักจะถอนหายใจก่อนเดินเข้าคุก
... พรรคพวก "หนีตามกาลิเลโอ" ...
เจอกันโดยไม่ได้ตั้งใจ... เมื่อเห็นต่าย-เต้ยด้วยกันเลยเดาได้ไม่ยากว่าเค้าคงมาถ่ายสกู๊ปโปรโมทหนัง... ทั้งนี้ทั้งนั้น.. จริงๆแล้วเค้ามาถ่ายรายการที่นี่หมอชิต พา backpack ตามสไตล์หนีตามกาลิเลโอไปยังอังกฤษ ฝรั่งเศสและอิตาลี... คุยกันได้พักนึงก็เลยถ่ายรูปเป็นที่ระลึกซะงั้น ^^
คุณต้น นิธิวัฒน์ ธราธร ผู้กำกับ, คุณเสนาลิง (น่ารักมาก), ต่าย ชุติมา และ เต้ย จรินทร์พร... end note...
ก่อนจากไป... ขอบันทึกหน่อยว่าวันนี้ยกธงขาวยอมแพ้พ่อ.... แรกๆประนามกันไว้เยอะว่าพ่อจะเดินไหวเหร๊อะะะะะ ปกติเดินนิดเดียวก็ไม่ค่อยไหวแล้ว มีไม้เท้าเป็นอาวุธตลอดเวลา... แต่ที่เวนิซนี่ไอ้พวกขาดีที่เหลือนี่หมดสภาพเป็น "ขาลาก" กันหมดเลย แต่พ่อ "ยังไหว!!"... (เอ... หรือว่าพ่อกลัวเสียฟอร์มเลยไม่เอ่ยปาก???) =P ... เดินกันเป็นกิโลๆๆๆๆ ... ขาไปจากโรงแรมสู่ San Marco เราเป็น "ขาลาก"... แต่ขากลับไปถึงโรงแรมเรากลายเป็น "ขาขวิด"!!! 555




























2 comments:
イタリアってすごいな。楽しみだ~。
行ってみれば?
Post a Comment