... สะพานโบราณ ...
หลังจากที่เกริ่นไว้คราวที่แล้วที่พาไปดูประตูโค้งสมัยโรมัน ... เช้านี้ตอนที่จะออกจากเมืองริมินิ เราก็ตั้งใจขับผ่านสะพานหินโบราณกันอีกครั้ง (ผ่านไปแล้วครั้งนึงเมื่อคืนโดยไม่ได้ตั้งใจ... เลยถ่ายรูปไม่ทัน)... สะพานนี้ชื่อ Ponte di Tiberio หรือ Tiberius' Bridge สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 1 (บางตำราว่าสร้างเสร็จศตวรรษ 21!?!?!)... ปัจจุบันยังสามารถใช้ได้อยู่ แล้วยังให้รถวิ่งข้ามได้อีก!!
... มุ่งหน้าสู่เมืองแห่งโรงเรียนภาษา ...
ถ้าพูดถึงโรงเรียนภาษาที่อิตาลีแล้วนั้น... คนจะพูดถึงเมืองเปรูจะซะเป็นส่วนใหญ่... เมืองนี้สะกดภาษาอังกฤษว่า Perugia แรกๆอ่านเปรูเกีย เปรูเกียตลอดเลย... เพิ่งตาสว่างว่ามันจะต้องอ่านว่า "เปรูจะ" เพราะว่าตัว G ออกเสียงเป็น จ. จาน... แล้วสระ ia นั้นออกเสียงเป็น "อิอะ" รวบๆแล้วเป็น "อะ" (อ่านเหมือนภาษาญี่ปุ่น.. สระเค้าเหมือนกัน!)
เมืองนี้เริ่มแรกทีเดียวนั้นอยู่นอกแผนการเดินทาง... แต่เนื่องจากเราเที่ยวริมินิตอนกลางคืนไปเรียบร้อยแล้ว.. เช้านี้เราเลยว่างๆหน่อย ประกอบกับจุดหมายปลายทางในวันนี้ก็อยู่ไม่ไกลมากนัก... ก็เลยเอาเลย... ลุย!
... เปรูจะ... เมืองบนเขา (อีกแล้ว) ...
เปรูจะนั้นก็เป็นอีกเมืองของอิตาลีที่มีภูมิประเทศเป็นเมืองบนภูเขา... แต่เป็นเขาชนิดปิด.. คือมีกำแพงเมืองเป็นแนวยาวเลยที่บดบังทิวทัศน์ของเมืองเอาไว้... ต้องขับไต่เขาขึ้นไปแล้วถึงจะมองเห็นว่าเมืองเป็นยังไง... โดยที่ภายในเมืองนั้นถนนหนทางก็ยังแคบอยู่ จัดเป็นถนนเดินรถทางเดียวซะเป็นส่วนมาก แล้วก็ยังคดไปเคี้ยวมา แถมชันอีกต่างหาก ในหลายๆจุดก็ยังกั้นเป็นเพียงถนนคนเดินเนื่องจากชันมาก ต้องทำเป็นบันไดแทน รถเลยผ่านไม่ได้ ...
วิวจากลานจอดรถเมืองเปรูจะเป็นอีกเมืองที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองมาก... เป็นแหล่งการศึกษาเนื่องจากมีมหาวิทยาลัยชื่อดังตั้งอยู่ 2 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็นโรงเรียนสอนภาษาชื่อดัง Universita per Stranieri หรือ University for Foreigners ที่จิ๋วจะไปเรียนภาษาช่วงซัมเมอร์นี้ ... นอกจากนี้เปรูจะยังเป็นแหล่งรวบรวมศิลปะ เป็นที่ซึ่งมีการจัดแสดงผลงาน ตลอดจนคอนเสิร์ตโดยศิลปินมากมายด้วย... พูดถึงแล้วยังเสียดายที่เราจัดทริปไม่ตรงกับที่เค้ามี Jazz Festival ที่นั่น... คลาดกันไปเพียงอาทิตย์เดียว.. ไม่งั้นจะได้ไปฟัง B.B. King ร้องเพลงสดๆแล้ว!! แหม... เสียดายเป็นที่สุด!!
... พาชมโรงเรียนภาษา ...
เนื่องจากจิ๋วจะมาเรียนภาษาที่เปรูจะ... เลยถือโอกาสแวะมาดูโรงเรียนแล้วก็ดูรายละเอียดเรื่องที่พัก ฯลฯ ซะเลย...
... พาชมโรงเรียนภาษา ...
เนื่องจากจิ๋วจะมาเรียนภาษาที่เปรูจะ... เลยถือโอกาสแวะมาดูโรงเรียนแล้วก็ดูรายละเอียดเรื่องที่พัก ฯลฯ ซะเลย...
ด้านหน้า University for Foreignersโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่มี interior ที่งงมากกกกกกกกกกกกก.... บันไดมันเป็นวนๆๆๆ จะชั้น 1 ก็ไม่ชั้น 1 จริงๆ จะชั้น 2 ก็ไม่ชั้น 2 จริงๆ... คนไม่เคยมาแอบงง... (หาห้องน้ำไม่เจอเลยขอบ่นหน่อย... ฮาฮา) ... แต่ว่าโรงเรียนสวย... โครงสร้างส่วนใหญ่จะเป็นหินผสมไม้... ห้องเรียนก็คลาสสิคซะ... (แต่ยังมีเครื่องปิ้งแผ่นใสอยู่!)
ด้านหน้าห้อง (พร้อมเครื่องปิ้งแผ่นใส)กลางวันก็กินข้าวกันที่โรงอาหารของโรงเรียนนี่แหล่ะ... ก็นึกว่าจะมีอะไรให้กินมากมาย.. สั่งพาสต้า ลาซาญญ่าไป... แต่ทันทีที่สั่งเสร็จก็มีพนักงานเดินไปหยิบ Frozen Food เอาไป defrost มาให้ซะงั้น!! ... ก็แปลกดีไปอีกแบบ... สงสัยเหลือเกินว่าถ้าออกไปนอกโรงเรียนแล้วจะมีอาหารให้เลือกมากน้อยขนาดไหน... แต่ถึงมีให้เลือกได้มากมายก็คงต้องแลกกับการ "ปีน" เมืองกันเล็กน้อย เนื่องจากรอบๆโรงเรียนนี่ไม่มีพื้นที่ราบๆเลย... แค่เห็นก็เหนื่อยแล้ว (ขอให้จิ๋วโชคดีในการเรียนตลอดสองเดือนนี้... ฮาฮาฮาฮา)
... จากเขาหนึ่งสู่อีกเขาหนึ่ง ...
ห่างจากเมืองเปรูจะเพียงแค่ 20 กว่าๆกิโลเมตรก็จะเข้าเขตเมือง Assisi ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมืองของอิตาลีที่อยู่บนเขา! แต่คราวนี้เป็นเขากว้างขวาง เห็นวิวได้จากพื้นราบ... เราแวะไปเช็คอินที่โรงแรมข้างๆโบสถ์ Santa Maria degli Angeli ซึ่งอยู่ในตำบลหนึ่งของเมือง Assisi ที่อยู่บนพื้นราบกันก่อนเพื่อเก็บสัมภาระ (โรงแรมงามมมม) แล้วจึงออกไปเที่ยวกัน... เพียงแค่ 2 กิโลเมตรเศษๆเท่านั้นเราก็ไปถึงใจกลางเมืองเก่าของ Assisi
... แวะปีนกองฟาง ...
ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกับกองฟาง... เห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะต้องถ่ายรูป... ส่วนจิ๋วเป็นมากกว่า... เห็นกองฟางเป็นต้องปีน!! แล้วคุณขา.... กว่าจะปีนขึ้นไปได้นี่เหนื่อยคนอื่นนะคะ... ทั้งจะเหยียบ... ทั้งจะขี่หลัง... สุดท้ายก็มีความพยายามขึ้นไปจนได้... สาธุ!!
... Assisi เมืองมรดกโลก ...
จริงๆประเทศอิตาลีมีมรดกโลกเยอะมากกกกกกกกกก... ไม่ว่าจะเป็น Duomo ที่มิลาน ไม่ว่าจะเป็นเมือง Venice และชีวิตกับคลองทั้งหลาย หรือแม้แต่เมือง Verona ก็ใช่ โบสถ์ที่มีภาพ The Last Supper ก็ใช่ ฯลฯ เมือง Assisi นี่ก็เป็นอีกเมืองหนึ่งที่เป็นเมืองมรดกโลกเนื่องจากมีประวัติศาสตร์ยาวนานเกี่ยวกับ St. Francis (San Francesco)


เมือง Assisi เป็นเมืองที่ไม่ใหญ่นัก แต่เป็นเมืองที่สวย... ถึงแม้จะถูกพิษแผ่นดินไหวถล่มไปเมื่อปี 1997 ที่ผ่านมาซึ่งสร้างความเสียหายให้กับอาคารสำคัญๆในเมืองนี้เป็นอย่างมาก แต่ก็ได้รับการบูรณะกลับมาจนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว แม้ในปัจจุบันก็ยังมีการซ่อมแซมเมืองโดยเฉพาะในส่วนที่เป็นโบสถ์ของ St. Francis (Basilica di San Francesco)... ด้วยเหตุนี้... เราต้องจอดรถไกลกว่าที่คิดไว้แล้วก็เดินๆๆๆๆ (ขึ้นเนินอีกแล้วครับท่าน) ขึ้นไปชมโบสถ์กัน ...
... Basilica di San Francesco ...
เนื่องจากเราไม่ได้เป็นคริสต์ก็ขอออกตัวก่อนว่าอาจจะเข้าใจประวัติศาสตร์ทางศาสนาคริสต์ได้ไม่ดีเท่าไหร่... แต่เท่าที่พอจะรู้ก็คือว่า St. Francis นั้นเป็นนักบุญที่เกิดที่เมือง Assisi ในปลายศตวรรษที่ 12 โดยแรกเริ่มเดิมทีเดียวก็เป็นคนธรรมดาๆนั่นแหล่ะ แต่ว่ามรสุมชีวิตทำให้ชีวิตผกผันต้องใช้ชีวิตเป็นขอทาน... มาวันหนึ่งสวดมนต์กับพระเจ้าแล้วก็ได้ยินท่านขอให้ฟรานซิสไปช่วยซ่อมหลังคาบ้านของท่าน (เข้าใจว่าหมายถึงโบสถ์ที่ฟรานซิสกำลังสวดมนต์ในตอนนั้น)... ฟรานซิสก็เลยเริ่มเรี่ยไรเงินจากที่ต่างๆเพื่อใช้ซ่อมแซมศาสนสถาน แล้วก็คอยเผยแผ่ศาสนาให้คนอื่นได้รับรู้... ฟรานซิสตายเมื่ออายุได้เพียงประมาณ 44 ปี แล้วก็ได้รับการแต่งตั้งจาก Pope Gregory IX ในปี 1228 ให้เป็นนักบุญ Saint Franceso... โดยประวัติศาสตร์ได้ยกย่องเค้าให้เป็นนักบุญคนแรกของอิตาลีที่มีแนวคิดว่าคนเราควรจะสวดมนต์กับพระเจ้าในภาษาตัวเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาละติน!! (ชาวคริสต์ที่ใช้ภาษาละตินไม่เป็นควรขอบคุณเค้านะเนี่ยะ!!) นอกจากนี้ยังเป็นนักบุญที่มีใจรักต่อสัตว์โลก เนื่องจากเป็นนักบุญที่สวดมนต์เผยแผ่คำสอนของศาสนาแม้กระทั่งกับสัตว์ต่างๆ เช่นนกอีกด้วย
เราเดินดุ่มๆๆๆมาเรื่อยๆจากที่จอดรถ ผ่าน Porta San Francesco ไปทาง Via Frate Elia ขึ้นไปสู่ Piazza Inferiore di San Francesco หรือจัตุรัสด้านล่างของโบสถ์เซนต์ฟรานซิส... เป็นระยะทางประมาณครึ่งกิโลเมตรได้มั่ง... แต่เป็นทางขึ้นเนิน... เล่นเอาหอบแฮ่กๆๆ ....
จัตุรัสนี้กว้างขวางมากกกกกก ทำให้รู้สึกไม่แออัดถึงแม้แดดจะร้อนมากกกกกกกกจนเกือบโดนเผา! ... ด้านปลายๆของจัตุรัสเป็นที่ตั้งของ Basilica di San Francesco โบสถ์ใหญ่สไตล์ Baroque นี่เอง... มองด้วยตาแล้วต้องบอกเลยว่าไม่น่าเชื่อว่าเคยพังมาก่อน!!
โบสถ์ Basicila di San Francesco นั้นจัดเป็นอาคารสองส่วน... ส่วนล่าง lower church กับส่วนบน upper church... โดยส่วนบนนั้นตกแต่งด้วยภาพของ St. Francis ไว้ทั่วโบสถ์ (แต่ไม่ได้เห็นเอง เพราะว่าใส่กระโปรงสั้นไป... เค้าห้ามเข้า... ลืมไปว่ามีโปรแกรมเข้าโบสถ์วันนี้ -.-') และส่วนล่างก็ตกแต่งด้วย stained glass จากจิตรกรดังๆหลายๆคนจากหลายๆประเทศ... นอกจากนี้ด้านใต้ดินของโบสถ์ด้านล่างยังเป็นที่เก็บร่างของ St. Francis ไว้ให้คนได้สวดมนต์บูชาด้วย
Piazza Superiore di San Francesco (จัตุรัสด้านบน)วิวจากด้านบนของโบสถ์สวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก..... ไม่รู้จะบรรยายยังไง... ให้คะแนนชนะเลิศด้วยสภาพอากาศในวันนั้น ที่ถึงแม้จะมีแดดแต่ก็มีลมพัดตลอด แล้วก็เสริมด้วยความเขียวของหญ้าในช่วงฤดูร้อนที่ตัดกับสีตึกน้ำตาลๆของเมือง Santa Maria degli Angeli ด้านล่าง (เมืองที่เรานอนกันคืนนี้) แล้วก็บรรยากาศสุดลูกหูลูกตาที่สามารถสูดหายใจได้เต็มปอด... ชอบมาก!
... โบสถ์นางฟ้า ...
พูดถึงมาหลายที... Basilica di Santa Maria degli Angeli หรือ The Church of St. Maria of Angels นั้นก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญของ St. Francis ... คือพูดถึงเมือง Assisi แล้วก็จะต้องมีเรื่องของ St. Francis ไปด้วยทุกที่ แม้แต่ของที่ระลึกอย่างแม่เหล็กติดตู้เย็นยังทำเป็นรูป St.Francis แผ่มือแสวงบุญเลยนะ...
สำหรับโบสถ์ St. Maria degli Angeli นี่เกี่ยวพันกับ St. Francis ตรงที่เป็นโบสถ์ที่ St. Francis หมดลมหายใจนั่นเอง... ภายในโบสถ์สวยจับใจ... เหมือนจะเลอะเทอะด้วยศิลปะและจิตกรรมที่ต่างกันในทุกๆกำแพงโบสถ์... แต่ความต่างกลับทำให้งานมีเสน่ห์ทีเดียว...
ยอดโบสถ์ (สถาปัตยกรรมแบบนี้ทำให้ภายในโบสถ์ก้องกังวาน ไม่ต้องใช้ไมโครโฟน!)
รอบๆโบสถ์ (ใกล้โรงแรมมากกกก)เรามาเดินเล่นรอบๆโบสถ์หมายจะหาร้านกินอาหารเย็นกัน... แต่ประจวบเหมาะเจอะเข้ากับพ่อหนุ่มมอเตอร์ไซค์ที่ดูแล้วมีที่ท่าไม่น่าไว้วางใจ... (เค้าว่ามิจฉาชีพมักลงมือทำงานกันเป็นแก๊งค์...) เราก็เลยว่ากันว่ากลับไปปาร์ตี้ Cup MaMa & Cup Joke กันเป็นอาหารเย็นดีกว่า... อุตส่าห์แบกมาจากเมืองไทยเผื่อวันไหนฉุกละหุกหาข้าวกินไม่ทัน... ประกอบกับเย็นวันนี้มี Michael Jackson Memorial เลยนอนดูทีวี กินคัพมาม่า แล้วก็ enjoy วิวจากหลังคาห้องซึ่งอยู่ชั้นบนสุด... ชิลมากกกกก (ป.ล. ชอบน้อง Shaheen จากเวที British's Got Talent มากๆ... ใครพลากไปหามาดูนะ... )
ป.ล. วันนี้ได้ว่ายน้ำที่โรงแรมด้วย... สระใหญ่มากกกกกกกกกกก... ว่ายสองคนแทบจะเกยกัน (สระกว้างขนาดเท่าสองคนสวนกันได้นิดๆ -.-')... ความลึกก็... ลึกเท่ากันทุกส่วนประมาณหน้าอก... ลงไปว่ายแล้วรู้สึกเหมือนว่ายในอ่างเลยไปดีกว่า...



























1 comment:
自分で運転したの!?すごい!
来年、学会で、イタリアのトレントに行く予定。
Post a Comment