Thursday, July 30, 2009

หนีตามกาลิเลโอ (ด้วยคน) ตอนที่ 2 | มิลาน

Day 2 : July 3, 2009 | Milano

คืนแรกในมิลาน... นอนกันสลบไสลอิ่มสบายด้วยฤทธิ์ jetlag แต่ก็สะดุ้งตื่นกันแต่เช้าตรู่ตามความต่างของเวลาที่ช้ากว่าเมืองไทยถึง 5 ชั่วโมง ... โรงแรม Monopole นี่เป็นที่พำนักหลักในมิลานเป็นลักษณะ bread & breakfast เจออาหารเช้าวันแรกไปต้องมีการปรับตัวกันนิดหน่อยเนื่องจากคนที่นี่จะกินขนมปัง แฮม และชีสเป็นหลัก โดยชั้นนึงของโต๊ะอาหารจะเป็นขนมปังหลากชนิดให้ท่านเลือกสรรได้ตามชอบใจ ถัดมามีถาดแฮมซึ่งสละที่อยู่ให้กับชีสไปครึ่งนึง แล้วก็มีคอนเฟลค นมสด โยเกิร์ต ผลไม้ และไข่ต้ม .. ส่วนน้ำเปล่านั้นมีให้เลือก 2 แบบ เป็นน้ำเปล่าใส่แก๊ส กับน้ำเปล่าธรรมดา (Naturale)

เราใช้เวลาไม่นานกับอาหารเช้าวันนี้ แล้วก็ออกไปเที่ยวกันแบบไม่ได้มีจุดหมายปลายทางอะไรตามคอนเซ็ปต์ของพ่อ "มีตั๋วรถอยู่แล้ว ก็นั่งรถเมล์ รถรางเที่ยวไปทั่ว เจอที่ไหนน่าสนใจก็ค่อยหยุดลง" ... เอ้า... เอาก็เอา... ไม่มีข้อจำกัดทางเวลานอกจากว่าตอนเย็นจะไปเจอเพื่อนแล้วไปกินข้าวกับจิ๋วเท่านั้น...

... Stazione Centrale ที่เก่าที่คุ้นเคย...

เช้านี้ก็เลยเริ่มกันที่ Stazione Centrale สถานีชุมทางที่เราผ่านไปผ่านมาบ่อยเป็นอับดับหนึ่งของทริปนี้.. เดินเท้าจาก Hotel Monopole เพียงนิดเดียว ผ่านร้าน Asian Grocery ผ่านร้าน supermarket แล้วก็เดินทะลุสถานีมาด้านหน้าเราก็จะพบกับลานกว้างที่เชื่อมต่อกับ Piazza Duca d'Aosta อาคารสถานีน่าจะเป็นหินอ่อน มีรูปปั้นคนขี่ม้าอยู่บนยอดอาคารด้วย (รูปปั้นนี้จะเห็นอีกทีที่โรม)



... รถรางสาย 33 ...


รถรางสายแรกที่เรามองเห็นก็คือสาย 33 ... แล้วสาย 33 มันไปไหน? หันซ้ายหันขวา... คำตอบคือ "ไม่รู้เหมือนกัน" แต่เอานะ... ขึ้นๆไปแหล่ะ เดี๋ยวก็รู้... สุดท้ายพวกเราก็เลยนั่งรถรางสาย 33 เที่ยว ... ก็ผ่านย่านร้านค้ามากมาย ไปทางตะวันออก... นั่งไปนั่งมา... "เฮ้ย... มันออกนอกเมือง".... แต่เอาเหอะ... รถรางมันไม่ไปไกลมาก... เดี๋ยวมันก็วนกลับมาในเมืองอีกอยู่ดี...




ผ่านไปซักพัก.... "รถหยุด!!!" แล้วคนขับก็หันมาถามว่า "จะไปไหน??" ... เอ่อๆๆๆๆๆๆ "ไม่ได้ไปไหนค่าาา... นั่งรถเล่น"... (ไม่รู้จะตอบอะไรแล้ว) เค้าก็เลยยิ้ม พยักหน้า แล้วก็ตอบว่า "อ้อๆๆๆ โอเคๆๆๆๆ ... งั้นรอซัก 5 นาทีนะ" ... ปรากฎว่ารถรางคันนี้วิ่งไปจนสุดสายแล้ว คนขับจะพักซัก 5 นาทีก่อนจะวิ่งใหม่อีกรอบ เค้าก็ใจดีนะ... บอกให้ไปเดินเล่นได้ อีก 5 นาทีค่อยกลับมา ... แต่ขอโทษทีเถอะ... ปลายทางสาย 33 มันไปจอดตรงส่วนที่ไม่มีอะไรให้เดินเลย ก็เลยไปหลบร่มแล้วก็กลับมาใหม่ ผลสุดท้ายเป็นแบบนี้ ....

คนขับจิ้มแผนที่บอกให้ว่าตอนนี้อยู่ไหน :)


... สถานี Lima & Loreto ...

นั่งรถรางสาย 33 กลับมาแล้วก็ลงมติกระโดลงจากรถตอนที่ผ่านย่านที่มีร้านค้ามากมาย แล้วก็ค้นพบว่ามันเป็นถนนสายช๊อปปิ้งอีกที่นึงของมิลาน มีลักษณะเป็น open-air shopping street มีร้านค้าขายรองเท้า เสื้อผ้า ชุดชั้นใน (เยอะมาก) หนังสือ ตลอดจนคาเฟ่ ร้านอาหารตามรายทาง แม้แต่ Muji ร้าน design ชื่อดังของญี่ปุ่นก็มาตั้งอยู่บนถนนนี้เช่นกัน

ด้วยความที่พ่อชอบกินไอติม... ทริปนี้เรากินเจลาโต้ทุกวัน! เดินๆมาเหนื่อยๆก็สอยเจลาโต้ร้านแถวๆนั้นกินให้ชื่นใจ... มีคนบอกว่าจะดูว่าร้านเจลาโต้ร้านไหนอร่อยต้องกินเจลาโต้รสถั่ว Pittachio ... ถ้าอร่อย... แปลว่าร้านนั้นใช้ได้.... ซึ่งถ้าใช้บรรทัดฐานนี้วัด... ขอบอกว่าร้านที่กินแถวนั้น "ไม่อร่อย!" =P


ใครๆมาเที่ยวอิตาลีจะต้องระวังกระเป๋าและสัมภาระดีๆ เพราะมีมิจฉาชีพแทรกตัวอยู่โดยที่เราไม่ค่อยรู้... พวกคนที่ขับรถก็ต้องคอยระวังไม่ให้โดนทุบกระจกรถขโมยของ... ตอนเรานั่งพักอยู่หน้าร้าน Muji กับพ่อ... ก็มีคนผิวสีกลุ่มนึงคล้องกระเป๋าหลุยส์ปลอมมาแผ่วางขาย (แล้วมาว่าว่าบ้านเราขายของปลอม.... เจ้าประคู้นนนน... คนในประเทศเค้าก็มีขายเหมือนกันนะค้าาา)... แต่ละคนเดินมาด้วยจำนวนกระเป๋าที่สามารถคล้องแขนได้ แบบว่าถ้าตำรวจมาก็สอยหิ้วคล้องแขนได้หมด จะได้วิ่งหนีทันและไม่มีของกลางให้จับ! ... นั่นละนะ .. นอกเรื่องไปนิดนึง... คือว่าตอนนั่งอยู่... เค้าก็เดินมาเป็นกลุ่มแล้วก็มาเดินบังๆรถที่จอดข้างทางคันนึง เรียกว่าเบี่ยงเบนความสนใจคนแถวนั้นได้นิดหน่อย... จากนั้นก็มีอีกคนในวงที่ยืนติดรถที่สุดพยายามเปิดและขย่มรถ ... เห็นเค้าส่องแล้วก็พยายามเปิดใหญ่เลย.. แต่เปิดไม่ออก... เค้าก็เลยหันไปคุยๆกันนิดนึง... จากนั้นซักพักก็สลายตัว! ... เรากินไอติมเสร็จก็รีบไปเลยดีกว่า... อยู่แถวนี้นานๆ กลิ่นไม่ค่อยดี...

ได้เวลากลางวัน.... อาหารกลางวันวันนี้.... เป็นอาหารจีนค่ะทุกๆคน!! (แอบดีใจเนื่องจากเมื่อวานซัดอาหารอิตาลีมื้อใหญ่ไปทั้งสองมื้อ... ร่างกายตั้งรับไม่ทัน) ร้านที่กินก็เป็นร้านจีนแบบที่นั่งแล้วได้ยินเสียงกระทะกับตะหลิวของพ่อครัวกระทบกันโช้งเช้งๆๆๆ ได้อารมณ์มากๆ ... เป็นร้านราคาย่อมเยาว์ แนะนำโดยคู่สามีภรรยาคู่นึงที่บังเอิญเดินเจอแถวๆสถานี Lima... แล้วก็ไม่ผิดหวัง... อาหารรสชาติใช้ได้ ราคาไม่แพง... แถมกินๆอยู่ คู่สามีภรรยานั้นก็เข้ามากินอยู่โต๊ะข้างๆด้วย เป็นปาร์ตี้คนไทยไปกลายๆ

... Garibaldi & Corso Como ...

จากนั้นก็ยังคงนั่งรถราง รถเมล์มั่วซั่วชมเมืองไปเรื่อยๆ ขึ้นๆลงๆ วนไปวนมาหลายรอบมาก จนสุดท้ายขึ้นรถใต้ดินไปลงที่สถานี Garibaldi เพื่อที่จะเดินไปย่าน Corso Como ย่าน hang-out ของคนที่นี่... แต่ด้วยความที่เราไปถึงกันตอนแดดเปรี้ยงๆ... จะชิลกันก็คงจะดำไหม้กันไปข้างนึงเลย ก็เลยต้องเดินเลาะๆร่มเงาชมอาคารบ้านเรือนไปเรื่อย จนไปหยุดที่ร้าน ICE BOUND.... แน่นอน... เจลาโต้อีกแล้ว!!





ด้วยความสามารถทางภาษาที่มีอยู่น้อยนิด.... น้าโหนกต้องการ "น้ำสับปะรด" เราจะกิน "น้ำมะนาว"... สั่งเค้าแล้วเค้าดั๊นนนน ปั่นสับปะรดใส่มะนาวมาให้แก้วนึง! (แก้วในรูป) ... ลองชิมดู... ไม่ได้ทั้งรสสับปะรด ไม่ได้ทั้งรสมะนาว! (ฮาาา)... เราเลยจะสั่ง Iced Cioccolatta แต่ไม่รู้ว่าพูดผิดยังไง... นอกจากไม่ได้ช๊อคโกแลตเย็นแล้ว คนขายยังหัวเราะกันแล้วบอกว่า.. "no.. no.. hot.. hot.. melt.. melt" "?!?!?!??!" (พ่อบอกว่ามันต้องผวนคำแล้วกลายเป็นคำทะลึ่งแน่ๆเลย ไม่งั้นมันจะหัวเราะกันขนาดนั้นทำไม??.... ไม่ยักรู้ว่าภาษาอิตาเลี่ยนมีผวนคำด้วยรือ????)

... เกือบโดนจับ ...

ภารกิจหลังจาก Corso Como คือการหาหนทางกลับโรงแรม... ถึงโรงแรมงีบเสร็จพักนึง (ยัง jetlag อยู่)... แล้วก็พาพ่อกับแม่ไปบ้านจิ๋ว.... ต่อรถประมาณล้านแปดเนื่องจากต้องการหลบผู้ตรวจบัตรโดยสาร... "อ้าว... ก็มีบัตรแล้วนี่... จะกลัวคนตรวจทำไม??" .... ก็บัตรหน่ะมี... แต่มารู้ทีหลังว่ามันเป็นบัตรผิดประเภท... นึกว่ามันเป็นบัตรใช้ได้ 6 วัน ใช้ได้แบบไม่อั้น (ใครจะไปอ่านออก!) ... แต่บัตรที่มีถือกันในมือกลับเป็นบัตร 6 วันใช้ได้วันละ 2 ครั้ง!! โห... แล้วนั่งรถกันมาทั้งวันไม่ได้เกรงกลัวอะไรใดๆเล้ยยยยยย.... วันนี้ดั๊นนนน ไปนั่งรถใต้ดิน 1 ครั้ง... เพราะฉะนั้นบัตรโดนตอก validate ไปแล้ว 1 ครั้ง... เหลือ validate ได้อีกครั้งเดียว เลยกะว่าไว้ validate ตอนกลับจากบ้านจิ๋วคืนนี้ เพราะต้องนั่งรถเมล์สายมรณะ 90/91 โอกาสโดนตรวจสูงปริ๊ด... ประกอบกับใครๆก็บอกว่าปกติเค้าไม่ตรวจรถเมล์ ไม่ตรวจรถราง... เราก็นอนใจ.... ส่งพ่อกับแม่เสร็จก็รีบออกไป Duomo กับน้าโหนกเนื่องจากนัดเพื่อนไว้ แล้วก็จะไปพิชิตหลังคา Duomo ด้วย...

ชึ๊งๆๆๆๆ นั่งรถรางสาย 12 จาก Via Molise มุ่งหน้าสู่ Duomo พร้อมกับนั่งคิดว่าหน้าตาคนตรวจบัตรเค้าจะเป็นยังไงหว่าาาา (เวลาทำผิดจะรู้สึกกระวนกระวายแบบนี้นะคะ... อย่าได้เอาอย่าง)... ผ่านไป 10 นาที.. เห็น Duomo เด่นตระหง่านอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล... ฉับพลันทันใดนั้นก็มองเห็นสี่หนุ่มเสื้อฟ้า (เสื้อผ้าเหมือนคนขับรถราง รถเมล์นี่แหล่ะ) แต่มีกระเป๋าคาดเอว มีคล้ายๆป้ายประจำตัวด้วย แล้วด้วยรัศมีบางอย่างที่เปล่งออกมาจากสี่หนุ่มนี้ บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า "มันต้องใช่แน่ๆๆๆๆๆ".... เสี้ยววินาทีนั้นคว้าน้าโหนกลงจากรถแล้วก็เดินดุ่มๆๆๆๆ ไปให้ไกลลลลลลลลลลที่สุด ... โชคยังเข้าข้างที่สี่หนุ่มนั้นไปดักประตูที่ไม่ใช่ประตูที่เราลง เค้าก็เลยต้องตรวจคนอื่นก่อนประชิดถึงตัวเราได้... วินาทีนั้นคิดอย่างเดียวว่า.. ต้องเดินๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไปให้ไกลๆๆๆๆๆๆๆ ... โห... ใจงี้เต้นตุ๊มๆต่อมๆ ไม่เป็นท่าเลย... แทนที่จะได้ไปลงรถหน้า Duomo ให้เดินน้อยๆ เลยต้องเดินอีกซัก 10 นาทีได้.... พอพ้นระยะสังหารก็ยืนถอนหายใจระทวย... เกือบซวยแล้วตรู....

(คำเตือน... คราวหน้าคราวหลังจะซื้อตั๋วรถของเค้า... กรุณาซื้อให้ถูกต้องตามที่ต้องการใช้นะคะ ไม่ใช่อยู่มิลาน 2 วันแต่ซื้อตั๋วอาทิตย์นึง!!)
(ป.ล. โหมดนี้... ไม่มีภาพประกอบ -.-')

... พิชิตหลังคา Duomo ...

จ่าหัวให้มันดูอลังการ.... จริงๆแล้วขึ้น Duomo นี่มีสองวิธีให้เลือก ก็คือ (1) เดินขึ้นไป เสียค่าใช้จ่าย 5 ยูโร หรือไม่ก็ (2) ขึ้นลิฟต์ไปแล้วเดินต่อ เสียค่าใช้จ่าย 8 ยูโร... เค้าว่ากันว่าวิวจะสวยช่วงโพล้เพล้... แต่นะ... ฤดูร้อน... กว่าพระอาทิตย์จะตกก็เกือบ 4 ทุ่มเข้าไปแล้ว จะขึ้นตอนบ่ายๆก็คาดว่าจะไหม้ได้ ก็เลยรอให้เป็นเวลาตกเย็นๆหน่อย เหนื่อยมาแล้วทั้งวัน แถมเพิ่งหนีการโดนจับมา ก็ทำให้เลือกได้ไม่ยากเลยว่า "จะขึ้นลิฟต์"


ทางขึ้นหลังคาอยู่ทางด้านเหนือของ Duomo เป็นช่องจ่ายตั๋วแล้วก็เป็นทางแคบๆให้ขึ้นลิพต์ไป สารภาพว่าก่อนที่เราจะขึ้น เรานึกว่าลิฟต์มันขึ้นปรู๊ดไปถึงเลย แต่จริงๆแล้วมันไปถึงแค่ระเบียงด้านข้างแล้วเราต้องเดินเท้าต่อขึ้นไปอีกหลายสิบขั้น (ตัวเลขจริงไม่ปรากฏ)

ลอดระเบียง

ตามรายทางระเบียงที่เดินก็มีรูปปั้นแกะสลักซึ่งในวันที่เราไปเที่ยวนั้นได้รับการบูรณะจนสมบูรณ์แบบ... หินก้อนไหนที่เคยเป็นหินก้อนๆที่ยังแกะสลักไม่ครบก็ได้รับการแกะสลักครบทุกก้อน... โชคดีเป็นของเราที่งานบูรณาการที่ดำเนินการมาหลายปีสิ้นสุดลงเป็นส่วนใหญ่เมื่อช่วงต้นปี 2009 ที่ผ่านมานี่เอง.. ยังเหลือนั่งร้านอยู่อีกนิดหน่อย.. แต่ก็ถือว่าโอเคเลยทีเดียว


เมื่อปีนบันไดย่อยๆไปถึงยอดเสร็จก็ผงะเล็กน้อย... เนื่องจากเค้ามีการเตรียมงานโอเปร่าบนหลังคา Duomo (ขออภัยที่จำชื่องานหรูๆไม่ได้) เลยมีโปสเตอร์ มีเก้าอี้ ตลอดจนเครื่องเสียงวางระเกะระกะ ช่างต่างกับภาพที่เราคุ้นเคยจากปกหนังสือ Lonely Planet เสียเหลือเกิน... แต่จะคิดให้เป็นข้อดีก็คือว่า... ไม่ใช่ทุกคนได้เห็นวิวแบบนี้! (เข้าข้างตัวเองมากๆ)

นั่งฟังโอเปร่าบนนี้คงหรูหราทีเดียว

เก้าอี้นั่ง

Little Madonna บนยอด Duomo

แม้ขึ้นลิฟต์มา... เมื่อมาถึงยอดก็ยังคงต้องนั่งพักหายใจระยะหนึ่ง... แต่ด้วยวิวของเมืองมิลานที่เห็นได้จากหลังคา Duomo นั้นงามสุดลูกหูลูกตา ประกอบกับอากาศอันแจ่มใส ปลอดโปร่งอย่างที่เห็นในภาพ ก็รู้สึกว่าคุ้มที่ได้ขึ้นมาดู ... ดูไปก็คิดไปว่า.. คนเรานั้นช่างสร้างเหลือเกิน... เค้านึกยังไงว่าจะต้องสร้างมหาวิหารยิ่งใหญ่ขนาดนี้.. คิดได้ยังไงว่าต้องมีรูปปั้นยืนท้าแดดท้าลมบนยอดวิหาร?? จากนั้นก็เริ่มนับถือคนสร้างและแกะสลักมากกว่าคนวางแผน! ทำได้ไง??


ชื่นชมกับบรรยากาศได้ไม่นานมากนักก็ต้องบึ่งลงด้านล่างเนื่องจากเพื่อนรออยู่... ถึงแม้เราไม่ได้เป็นคนกลัวความสูง... แต่เวลาเดินลงมันก็มีเสียวๆบ้างนะคะ=)

สูงและชันไม่ใช่เล่น

... พบญาติ #1 ...

อาจจะเป็นความบังเอิญที่เพื่อนดั๊นนนนไปเรียนที่อิตาลีพอดี... เรียกว่าบังเอิญจริงๆ เพราะว่าเพื่อนสาวคนนี้ไปเรียนแค่ 3 เดือน (ยังอุตส่าห์ได้เจอกัน) ... Catherine คือเพื่อนต่างอายุชาวอินโดนีเซียที่มีชีวิตไม่ตรงไปตรงมา จับพลัดจับผลูมาทำงานอยู่เมืองไทย เลยได้เจอกันเพราะว่าเคยร้องเพลงอยู่วงเดียวกัน (แต่ชีเป็นนักร้องนำ... ดิฉันเป็นเพียงนักร้องประสานเสียง) แถมไปๆมาๆ เธอไปทำงานอยู่ที่เดียวกับแม่เรา... แล้วยังเป็นลูกน้องญาติเราด้วย! เออ.. ซับซ้อนกันเข้าไป...


เจอกันคราวนี้ไม่พูดพร่ำทำเพลง... ลาก Catherine กลับบ้านจิ๋วไปด้วยกันเพื่อกินอาหารไทยที่แม่ทำไว้รอแล้ว (หิวมากกกกก) แล้วก็ไม่ผิดหวัง เพราะว่า Catherine ผู้หิวโหยอาหารไทยมาตลอด 3 เดือนช่วยกันเก็บกวาดอาหารที่มีตกถึงท้องได้ไม่เหลือซากเลย!



1 comment:

a~u~m said...

nice weather mak mak loey!
UK weather is bad as usual :(
Love Duomo ka, very beautiful! amazing!