Monday, July 27, 2009

หนีตามกาลิเลโอ (ด้วยคน) ตอนที่ 1 | กรุงเทพฯ - มิลาน

Day 0 : July 1, 2009 | Bangkok

เป็นปกติของช่วงเวลาก่อนการเดินทางไกลที่จะต้องถูกถมด้วยงานอันคั่งค้าง ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะไม่ได้มีเยอะหรอก แต่พอกหางหมูมาเรื่อยๆ แล้วก็คิดได้ว่าควรจะทำให้เสร็จซักที... สุดท้ายก็เสร็จเกือบหมด (หมายความว่าเสร็จไม่หมด... ฮาฮา) แล้วก็หนีไปเที่ยวสบายใจเฉิบ


เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่ 3 ทุ่มกว่าๆ (ไฟลท์ออกตั้ง 00.40 น.) เหตุด้วยว่าทริปนี้หนีพี่ใหญ่ แม่ลูกอ่อนไปเที่ยว เลยให้รีบมาส่งจะได้รีบกลับไปดูลูกนอนเร็วๆ เราโชคดีที่จองที่นั่งไว้ก่อน เลยได้ที่นั่งแถวแรกของเครื่องโบอิ้ง 737 นอนสบายยยยยย (เหมือนนั่งวิมานลอยฟ้า)

Day 1 : July 2, 2009 | Milan

...อิตาลีจริงรึเปล่า?...


เดินทางถึงเมืองมิลาน ประเทศอิตาลีด้วยความเรียบร้อย ประเทศอาร้ายยย ไม่ต้องมีเช็คตม.เลย ไม่มีคำถาม ไม่มีคำทักทาย เปิดดูหนังสือเดินทางที่มีวีซ่าถูกต้องก็ประทับตราให้เข้าประเทศได้เลย (ไม่รู้ว่านี่เป็นเพราะว่าเค้าเคี่ยวตอนขอวีซ่ามาแล้ว เลยไม่ค่อยเคี่ยวตอนเดินทางเข้าประเทศรึเปล่าก็ไม่รู้แฮะ)

ทริปนี้พ่อประกาศิตไว้ว่าให้ใช้กระเป๋าใบเล็กๆหน่อย เนื่องจากเราจะออก Road Trip ด้วยกัน 5 คน เดี๋ยวของใส่รถไม่หมด ก็เลยแพ็คของกันได้เล็กกระจิดริด ถ้าให้รางวัลนี่ให้แม่ชนะเลิศ เพราะว่าใบเล็กจริงๆสำหรับการเที่ยว 2 อาทิตย์! แต่ถึงจะใบเล็กก็ตาม พอถึงสนามบินแล้วเราก็เอาแต่ของจำเป็นติดตัวให้พอใช้ 3 วันที่จะเที่ยวในมิลาน ส่วนที่เหลือก็ฝากไว้ที่สนามบินรอกลับมาเอาวันที่จะมารับรถเช่าที่นี่

พ่อไปซื้อตั๋ว Shuttle Bus ไปในเมืองราคา 7 ยูโรต่อใบ แต่พอเดินไปถึงป้ายรถก็ชวนให้อึ้ง "โอ้.. แม่เจ้า... นี่เมื่องจีนรึเปล่าาาา????" ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือรถบัสคันใหญ่ที่มีคนขับยืนกันอยู่ปากประตูรถ และมีคนมากหน้าหลายตาทั้งที่เหมือนๆเจ๊กจริงๆ และเจ๊กยุโรป (คนอิตาเลี่ยนนั่นแหล่ะ) อยู่ปนๆกัน โหวกเหวกโวยวายแย่งกันซื้อตั๋วรถจากคนขับ!! นี่ถ้าไม่รู้จะนึกว่าเค้าจะเทกระจาดนะนั่น... ใครมีตั๋วก็ยอมให้ขึ้นรถ ใครมีสัมภาระก็ให้เอาไปยัดใต้รถเอง ไม่ต้องมีป้ายแปะ ไม่ต้องมีการจัดวางว่าใครจะลงก่อนลงหลัง ถ้ามีช่องให้ท่านยัดสัมภาระใต้ท้องรถได้ กรุณายัดไปเลยแล้วก็รีบขึ้นรถไป ว่างตรงไหนก็นั่งตรงนั้น แล้วไม่รู้ว่าคนที่นี่เค้ากลัวน้ำลายบูดหรืออย่างไร ช่วงเวลาราวๆ 1 ชั่วโมงในการเดินทางเข้าเมือง อีตาคนขับและคนอื่นๆบนรถก็เม้าท์เสียงดังตลอดทาง มีทั้งแบบเม้าท์ในโทรศัพท์ และเม้าท์กันเอง คนต่างถิ่นอย่างเราบอกได้คำเดียวว่า "มึน!"

... ขึ้นรถเมล์ ...

จิ๋วมารับที่ Stazione Centrale (Central Station) ซึ่งเป็น HUB ของรถ shuttle สนามบิน อยู่ไม่ไกลโรงแรมที่เราเลือกพักในวันนี้ ก็เลยถือโอกาสเอาของไปเก็บที่โรงแรมก่อนแล้วค่อยขึ้นรถเมล์ไปบ้านจิ๋วกัน

ป้ายรถเมล์

รถเมล์สาย 90-91 วิ่งจาก Centrale ผ่าน Loreto เข้าถนน Viale Romagna แล้วก็วิ่งลงใต้ยาวผ่านบ้านจิ๋วที่ Via Etruschi เป็นสายรถเมล์ที่ขึ้นชื่อว่าน่ากลัวที่สุดในมิลาน เนื่องจากมีคนต่างด้าวอาศัยอยู่เยอะ ถ้าคิดจะมามิลานเพื่อตามหาหนุ่มหล่อสาวสวย ขอบอกว่าอย่าได้ย่างกรายมาขึ้นรถเมล์สายนี้เป็นอันขาด เพราะภาพที่ท่านจะได้เห็นก็คือคนต่างชาติทั้งพวกอเมริกาใต้ ฟิลิปปินส์ จีน คนผิวสี ฯลฯ แถมได้ยินว่าจริงๆแล้วรถเมล์สายนี้วิ่งผ่านแหล่งมั่วสุมค้ายาอีกต่างหาก... หู... ได้อารมณ์จริงๆ

สาย 90/91 ตอนกลางวัน... ไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่

อ้อๆ.. ลืมบอกว่าการเดินทางที่นี่สามารถซื้อตั๋วได้หลายแบบ... ตั๋วครั้งเดียว ราคา 1 ยูโร จะขึ้นรถเมล์ รถรางอะไรก็ได้ไม่จำกัดภายในเวลา 75 นาที แต่สามารถขึ้นรถใต้ดินได้เพียงครั้งเดียว หรือจะซื้อตั๋ว 24 ชั่วโมงราคา 3 ยูโร ขึ้นอะไรก็ได้ไม่จำกัด เริ่มใช้เมื่อไหร่ก็นับว่าใช้ได้ต่อไปอีก 24 ชั่วโมงจากตอนนั้น หรือว่าจะซื้อตัว 6 วัน ราคา 6.70 ยูโร ใช้ได้วันละ 2 ครั้งตลอด 6 วันก็ได้เหมือนกัน พอขึ้นรถแล้วจะมีเครื่องสีแดงๆอยู่ที่เสา ให้เอาบัตรไปตอกเพื่อ validate ตั๋วที่มี... ถ้าขึ้นรถโดยไม่มีบัตร แล้วไม่เจอคนตรวจก็เหมือนได้ขึ้นฟรี... แต่ถ้าเกิดเจอผู้พิทักษ์ความถูกต้องเมื่อไหร่... ท่านจะโดนปรับทันที 30 ยูโร!!

... อาหารอิตาเลี่ยนมื้อแรก ...

เรายังคงนั่งรถเมล์สาย 90/91 ต่อไปอีกนิดนึงถึง Via Umbria แวะเข้าซุปเปอร์เปิดโลกทัศน์แห่งการกินการใช้ของคนอิตาเลี่ยนเล็กน้อยก็ไปเชลล์ชวนชิมอาหารอิตาเลี่ยนกันที่ร้าน Pizzeria แถวๆนั้น

คนที่นี่มีวัฒนธรรมการกินที่แข็งแรงมาก เรียกว่ากินกันเป็นจริงเป็นจัง พักกินข้าวที่ประมาณ 2 ชั่วโมง โดยเวลาเค้ากินก็จะกินเรียงตามลำดับ Antipasto (แอนติพาสโต้) เป็นเหมือนออเดิร์ฟเรียกน้ำย่อย จะเป็นพวกสลัด ซุป แฮมเป็นส่วนมาก ต่อด้วย Primo (พริโม) ซึ่งเป็นอาหารจานพาสต้าเป็นส่วนใหญ่ และ Secondo (เซเคนโด้) ซึ่งเป็นอาหารจานเนื้อหลายเมนู นอกจากนี้ก็จะมีเมนูพิซซ่าหน้าตาหลากหลายอีก แล้วก็ตบท้ายด้วยของหวาน พร้อมด้วยไวน์ตลอดมื้อ อย่างเราก็กินแบบเค้าไม่ได้หรอกนะ... แต่ละจานก็เบ้อเริ่ม ขืนกินทุกจานมีหวัง (อ้วน) ตายยยย เราก็กินแบบไทยๆ สั่งมาหลายๆอย่างมากินด้วยกันซะงั้น





นอกจากคนที่นี่จะกินเป็นจริงเป็นจังชนิดว่าสั่งพิซซ่ากินกันคนละถาด ถาดใครถาดมันแล้วนะ ยังมีวัฒนธรรมการกินที่สายมากกกก ข้าวเที่ยงคือบ่ายสอง ข้าวเย็นคือ 4-5 ทุ่ม แล้วกินเสร็จก็นอน (เออ... มิน่าาาา)แล้วก็ทานอาหารติดเค็ม พร้อมทั้งติดกาแฟ... ขาดไม่ได้เลยนะ caffe, cappucino, machiato, ฯลฯ ่กินกันโค-ตะ-ระดุ

... วิหาร Duomo ใจกลางเมืองมิลาน ...

มาถึงมิลาน มีหรือที่จะไม่ได้ไปเยือนวิหาร Duomo ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางใจเมือง เรียกว่าด้วยทำเลที่ตั้งอยู่กลางมิลาน ถนนทุกสายที่สร้างขึ้นก็จะมุ่งหน้าเข้ามาสู่ Duomo โดยเฉพาะยานพาหนะสาธารณะทั้งหลาย

วิหาร Duomo, Milano

Duomo นั้นก็คือ Cathedral หรืออาคารที่สร้างในรูปแบบ Cathedral โดยทุกๆเมืองก็จะมี Duomo ประจำเมือง... สำหรับ Duomo ในมิลานนี่เป็นมหาวิหารในสไตล์ Gothic มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดามหาวิหารสไตล์เดียวกัน แล้วก็ใช้เวลาสร้างยาวนานถึง 5 ศตวรรษทีเดียว กว่าจะแล้วเสร็จก็เมื่อไม่ถึง 200 ปีที่ผ่านมานี่เอง... บนยอดของ Duomo จะมีรูปแกะสลักยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ถึง 135 รูป โดยมีรูปปั้น Madonnina (Little Madonna) สีทองเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดสูงสุด และอาคารก็ใช้หินอ่อนทั้งหลังซึ่งการเคลื่อนย้ายหินอ่อนเพื่อการก่อสร้างก็ได้อานิสงส์จากการคำนวณการเคลื่อนย้ายด้วยวิธีการกั้นระดับน้ำในคลองแคบๆของปราชญ์อย่าง Da Vinci (ชวนให้ตามไปดู Da Vinci Code เป็นยิ่งนัก)

ลูบประตู

มหาวิหารเปิดให้คนสามารถเข้าไปด้านในได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เนื่องจากยังมีการใช้มหาวิหารนี้ในพิธีกรรมทางศาสนากันอยู่ ยังมีผู้คนเข้าไปสวดมนต์ ไปสารภาพบาป และทำพิธีกันเป็นปกติ ดังนั้นการจะเข้าไปชื่นชมมหาวิหารด้านในนั้นจำเป็นต้องแต่งการสุภาพ ห้ามใส่ขาสั้น กระโปรงสั้น สายเดี่ยว เกาะอก... ผู้ใดแต่งกายเยี่ยงนั้น... ผู้นั้น "เอ้าท์" ทันที!!

ภายในมหาวิหารก็มีผลงานทางศิลปะชั้นเลิศอยู่มากมาย ทั้งในเรื่องของการแกะสลักรูปปั้น ศิลปะกระจกหน้าต่าง stained glass ตลอดจนจิตรกรรมบนเพดานซึ่งดูผ่านๆแล้วเหมือนเป็นการแกะสลัก แต่จริงๆแล้วเป็นการวาดภาพลวงสายตาชั้นเยี่ยม... จริงๆแล้วเค้าเขียนไว้ว่าห้ามถ่ายรูปนะ... แต่ก็มีคนถ่ายรูปกันมากมาย รปภ.ที่ยืนเฝ้าก็ไม่เห็นว่าอะไร... ส่วนด้านบนหลังคาเค้าก็เปิดให้ขึ้นไปได้... แล้วจะเขียนถึงในตอนต่อไป

ภายในมหาวิหารแห่งมิลาน

ลานด้านหน้า Duomo ให้ชื่อเรียกว่า Piazza del Duomo หรือ Cathedral Square เป็นพื้นที่กว้างขวางซึ่งมักจะใช้เป็นที่เฉลิมฉลองงานสังสรรค์ต่างๆของที่นี่

รูปปั้นที่ Piazza del Duomo

ในวันธรรมดาทั่วๆไปก็จะเห็นจำนวนนกพิราบจำนวนมาก มีคนให้อาหาร มีคนขายอาหารนก ฯลฯ แต่พื้นที่แบบนี้ก็ดึงดูดมิจฉาชีพได้ในบางที มีทั้งล้วงกระเป๋า หรือหลอกล่อด้วยกลวิธีสารพัดที่ทำให้เราห่างจากสัมภาระของเราอย่างไม่ตั้งใจ... อ้อ... อาชีพอีกอย่างที่เกิดขึ้นในบริเวณนี้ก็คือการขายผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่แต่งกายไม่ถูกระเบียบสามารถซื้อคลุมตัวเองก่อนเข้ามหาวิหารได้ แต่คนขายผ้าพวกนี้ก็ไม่ได้เป็นมิตรที่ตำรวจหรือคนตรวจตราที่นี่พอใจเท่าไหร่นัก ยืนมองๆดูจะเห็นเค้าโดนตำรวจไล่บ่อยๆ

ให้อาหารนก


คุณตำรวจช่วยเด็กน้อย


... ศูนย์กลางแฟชั่นแห่งเมืองมิลาน ...

ทางด้านเหนือติดกับ Duomo จะเป็น Galleria Vittorio Emanuele II ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งชื่อดังภายใต้หลังคาแก้วและเหล็กที่เต็มไปด้วยร้านบูติค ร้านกาแฟ ร้านแบรนด์แนมหรูชื่อดัง (และ McDonald's -.-')

ทางเข้า Galleria Vittorio Emanuele II


ภายใน Galleria Vittorio Emanuele II


หลายคนอาจจะคิดว่ามิลานอยู่ได้ด้วยการท่องเที่ยว... แต่จริงๆแล้วคงไม่ใช่อย่างนั้น... มิลาน... เมืองแห่งแฟชั่น... เต็มไปด้วยสินค้าแบรนด์แนมชื่อก้องโลกมากมาย ทั้ง Gucci, Prada, Doce and Gabbana และอื่นๆอีกมากมาย

สัญลักษณ์ของมิลาน


เดินทะลุ Gal. Vit. Emanuele II แล้วก็จะชนเข้ากับ La Scala โรงมหาอุปรากรโอเปร่าที่มีอายุอานามหลายร้อยปี ซึ่งยังมีการจัดแสดงโอเปร่าอยู่ทุกๆปีตามฤดูกาล

Piazza del Scala


around Duomo


ปิดท้ายวันนี้ด้วยการไปทานอาหารอิตาเลี่ยนแบบเต็มคราบอีกมื้อ เพื่อยืนยันว่า "มาถึงอิตาลีแล้วเรียบร้อย!"

3 comments:

panchatan said...

ตาจะแวะมาเยี่ยมแล้ว สนุกมาก
แนะนำบล็อกของตาจะมาให้อ่านด้วย

panchatan said...

ตาจะแวะมาเยี่ยมแล้ว สนุกมาก ทดลองอ่านของตาจะดูบ้างนะ
http://www.oknation.net/blog/panchalet/2009/07/29/entry-2

จิ๋ว said...

เขียนอีกๆ ไม่มีไรทำ อยากอ่านน