เป็นปกติของช่วงเวลาก่อนการเดินทางไกลที่จะต้องถูกถมด้วยงานอันคั่งค้าง ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะไม่ได้มีเยอะหรอก แต่พอกหางหมูมาเรื่อยๆ แล้วก็คิดได้ว่าควรจะทำให้เสร็จซักที... สุดท้ายก็เสร็จเกือบหมด (หมายความว่าเสร็จไม่หมด... ฮาฮา) แล้วก็หนีไปเที่ยวสบายใจเฉิบ

เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่ 3 ทุ่มกว่าๆ (ไฟลท์ออกตั้ง 00.40 น.) เหตุด้วยว่าทริปนี้หนีพี่ใหญ่ แม่ลูกอ่อนไปเที่ยว เลยให้รีบมาส่งจะได้รีบกลับไปดูลูกนอนเร็วๆ เราโชคดีที่จองที่นั่งไว้ก่อน เลยได้ที่นั่งแถวแรกของเครื่องโบอิ้ง 737 นอนสบายยยยยย (เหมือนนั่งวิมานลอยฟ้า)
Day 1 : July 2, 2009 | Milan
...อิตาลีจริงรึเปล่า?...
เดินทางถึงเมืองมิลาน ประเทศอิตาลีด้วยความเรียบร้อย ประเทศอาร้ายยย ไม่ต้องมีเช็คตม.เลย ไม่มีคำถาม ไม่มีคำทักทาย เปิดดูหนังสือเดินทางที่มีวีซ่าถูกต้องก็ประทับตราให้เข้าประเทศได้เลย (ไม่รู้ว่านี่เป็นเพราะว่าเค้าเคี่ยวตอนขอวีซ่ามาแล้ว เลยไม่ค่อยเคี่ยวตอนเดินทางเข้าประเทศรึเปล่าก็ไม่รู้แฮะ)
ทริปนี้พ่อประกาศิตไว้ว่าให้ใช้กระเป๋าใบเล็กๆหน่อย เนื่องจากเราจะออก Road Trip ด้วยกัน 5 คน เดี๋ยวของใส่รถไม่หมด ก็เลยแพ็คของกันได้เล็กกระจิดริด ถ้าให้รางวัลนี่ให้แม่ชนะเลิศ เพราะว่าใบเล็กจริงๆสำหรับการเที่ยว 2 อาทิตย์! แต่ถึงจะใบเล็กก็ตาม พอถึงสนามบินแล้วเราก็เอาแต่ของจำเป็นติดตัวให้พอใช้ 3 วันที่จะเที่ยวในมิลาน ส่วนที่เหลือก็ฝากไว้ที่สนามบินรอกลับมาเอาวันที่จะมารับรถเช่าที่นี่
พ่อไปซื้อตั๋ว Shuttle Bus ไปในเมืองราคา 7 ยูโรต่อใบ แต่พอเดินไปถึงป้ายรถก็ชวนให้อึ้ง "โอ้.. แม่เจ้า... นี่เมื่องจีนรึเปล่าาาา????" ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือรถบัสคันใหญ่ที่มีคนขับยืนกันอยู่ปากประตูรถ และมีคนมากหน้าหลายตาทั้งที่เหมือนๆเจ๊กจริงๆ และเจ๊กยุโรป (คนอิตาเลี่ยนนั่นแหล่ะ) อยู่ปนๆกัน โหวกเหวกโวยวายแย่งกันซื้อตั๋วรถจากคนขับ!! นี่ถ้าไม่รู้จะนึกว่าเค้าจะเทกระจาดนะนั่น... ใครมีตั๋วก็ยอมให้ขึ้นรถ ใครมีสัมภาระก็ให้เอาไปยัดใต้รถเอง ไม่ต้องมีป้ายแปะ ไม่ต้องมีการจัดวางว่าใครจะลงก่อนลงหลัง ถ้ามีช่องให้ท่านยัดสัมภาระใต้ท้องรถได้ กรุณายัดไปเลยแล้วก็รีบขึ้นรถไป ว่างตรงไหนก็นั่งตรงนั้น แล้วไม่รู้ว่าคนที่นี่เค้ากลัวน้ำลายบูดหรืออย่างไร ช่วงเวลาราวๆ 1 ชั่วโมงในการเดินทางเข้าเมือง อีตาคนขับและคนอื่นๆบนรถก็เม้าท์เสียงดังตลอดทาง มีทั้งแบบเม้าท์ในโทรศัพท์ และเม้าท์กันเอง คนต่างถิ่นอย่างเราบอกได้คำเดียวว่า "มึน!"
... ขึ้นรถเมล์ ...
จิ๋วมารับที่ Stazione Centrale (Central Station) ซึ่งเป็น HUB ของรถ shuttle สนามบิน อยู่ไม่ไกลโรงแรมที่เราเลือกพักในวันนี้ ก็เลยถือโอกาสเอาของไปเก็บที่โรงแรมก่อนแล้วค่อยขึ้นรถเมล์ไปบ้านจิ๋วกัน

รถเมล์สาย 90-91 วิ่งจาก Centrale ผ่าน Loreto เข้าถนน Viale Romagna แล้วก็วิ่งลงใต้ยาวผ่านบ้านจิ๋วที่ Via Etruschi เป็นสายรถเมล์ที่ขึ้นชื่อว่าน่ากลัวที่สุดในมิลาน เนื่องจากมีคนต่างด้าวอาศัยอยู่เยอะ ถ้าคิดจะมามิลานเพื่อตามหาหนุ่มหล่อสาวสวย ขอบอกว่าอย่าได้ย่างกรายมาขึ้นรถเมล์สายนี้เป็นอันขาด เพราะภาพที่ท่านจะได้เห็นก็คือคนต่างชาติทั้งพวกอเมริกาใต้ ฟิลิปปินส์ จีน คนผิวสี ฯลฯ แถมได้ยินว่าจริงๆแล้วรถเมล์สายนี้วิ่งผ่านแหล่งมั่วสุมค้ายาอีกต่างหาก... หู... ได้อารมณ์จริงๆ

อ้อๆ.. ลืมบอกว่าการเดินทางที่นี่สามารถซื้อตั๋วได้หลายแบบ... ตั๋วครั้งเดียว ราคา 1 ยูโร จะขึ้นรถเมล์ รถรางอะไรก็ได้ไม่จำกัดภายในเวลา 75 นาที แต่สามารถขึ้นรถใต้ดินได้เพียงครั้งเดียว หรือจะซื้อตั๋ว 24 ชั่วโมงราคา 3 ยูโร ขึ้นอะไรก็ได้ไม่จำกัด เริ่มใช้เมื่อไหร่ก็นับว่าใช้ได้ต่อไปอีก 24 ชั่วโมงจากตอนนั้น หรือว่าจะซื้อตัว 6 วัน ราคา 6.70 ยูโร ใช้ได้วันละ 2 ครั้งตลอด 6 วันก็ได้เหมือนกัน พอขึ้นรถแล้วจะมีเครื่องสีแดงๆอยู่ที่เสา ให้เอาบัตรไปตอกเพื่อ validate ตั๋วที่มี... ถ้าขึ้นรถโดยไม่มีบัตร แล้วไม่เจอคนตรวจก็เหมือนได้ขึ้นฟรี... แต่ถ้าเกิดเจอผู้พิทักษ์ความถูกต้องเมื่อไหร่... ท่านจะโดนปรับทันที 30 ยูโร!!
... อาหารอิตาเลี่ยนมื้อแรก ...
เรายังคงนั่งรถเมล์สาย 90/91 ต่อไปอีกนิดนึงถึง Via Umbria แวะเข้าซุปเปอร์เปิดโลกทัศน์แห่งการกินการใช้ของคนอิตาเลี่ยนเล็กน้อยก็ไปเชลล์ชวนชิมอาหารอิตาเลี่ยนกันที่ร้าน Pizzeria แถวๆนั้น
คนที่นี่มีวัฒนธรรมการกินที่แข็งแรงมาก เรียกว่ากินกันเป็นจริงเป็นจัง พักกินข้าวที่ประมาณ 2 ชั่วโมง โดยเวลาเค้ากินก็จะกินเรียงตามลำดับ Antipasto (แอนติพาสโต้) เป็นเหมือนออเดิร์ฟเรียกน้ำย่อย จะเป็นพวกสลัด ซุป แฮมเป็นส่วนมาก ต่อด้วย Primo (พริโม) ซึ่งเป็นอาหารจานพาสต้าเป็นส่วนใหญ่ และ Secondo (เซเคนโด้) ซึ่งเป็นอาหารจานเนื้อหลายเมนู นอกจากนี้ก็จะมีเมนูพิซซ่าหน้าตาหลากหลายอีก แล้วก็ตบท้ายด้วยของหวาน พร้อมด้วยไวน์ตลอดมื้อ อย่างเราก็กินแบบเค้าไม่ได้หรอกนะ... แต่ละจานก็เบ้อเริ่ม ขืนกินทุกจานมีหวัง (อ้วน) ตายยยย เราก็กินแบบไทยๆ สั่งมาหลายๆอย่างมากินด้วยกันซะงั้น



นอกจากคนที่นี่จะกินเป็นจริงเป็นจังชนิดว่าสั่งพิซซ่ากินกันคนละถาด ถาดใครถาดมันแล้วนะ ยังมีวัฒนธรรมการกินที่สายมากกกก ข้าวเที่ยงคือบ่ายสอง ข้าวเย็นคือ 4-5 ทุ่ม แล้วกินเสร็จก็นอน (เออ... มิน่าาาา)แล้วก็ทานอาหารติดเค็ม พร้อมทั้งติดกาแฟ... ขาดไม่ได้เลยนะ caffe, cappucino, machiato, ฯลฯ ่กินกันโค-ตะ-ระดุ
... วิหาร Duomo ใจกลางเมืองมิลาน ...
มาถึงมิลาน มีหรือที่จะไม่ได้ไปเยือนวิหาร Duomo ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางใจเมือง เรียกว่าด้วยทำเลที่ตั้งอยู่กลางมิลาน ถนนทุกสายที่สร้างขึ้นก็จะมุ่งหน้าเข้ามาสู่ Duomo โดยเฉพาะยานพาหนะสาธารณะทั้งหลาย

Duomo นั้นก็คือ Cathedral หรืออาคารที่สร้างในรูปแบบ Cathedral โดยทุกๆเมืองก็จะมี Duomo ประจำเมือง... สำหรับ Duomo ในมิลานนี่เป็นมหาวิหารในสไตล์ Gothic มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดามหาวิหารสไตล์เดียวกัน แล้วก็ใช้เวลาสร้างยาวนานถึง 5 ศตวรรษทีเดียว กว่าจะแล้วเสร็จก็เมื่อไม่ถึง 200 ปีที่ผ่านมานี่เอง... บนยอดของ Duomo จะมีรูปแกะสลักยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ถึง 135 รูป โดยมีรูปปั้น Madonnina (Little Madonna) สีทองเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดสูงสุด และอาคารก็ใช้หินอ่อนทั้งหลังซึ่งการเคลื่อนย้ายหินอ่อนเพื่อการก่อสร้างก็ได้อานิสงส์จากการคำนวณการเคลื่อนย้ายด้วยวิธีการกั้นระดับน้ำในคลองแคบๆของปราชญ์อย่าง Da Vinci (ชวนให้ตามไปดู Da Vinci Code เป็นยิ่งนัก)

มหาวิหารเปิดให้คนสามารถเข้าไปด้านในได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เนื่องจากยังมีการใช้มหาวิหารนี้ในพิธีกรรมทางศาสนากันอยู่ ยังมีผู้คนเข้าไปสวดมนต์ ไปสารภาพบาป และทำพิธีกันเป็นปกติ ดังนั้นการจะเข้าไปชื่นชมมหาวิหารด้านในนั้นจำเป็นต้องแต่งการสุภาพ ห้ามใส่ขาสั้น กระโปรงสั้น สายเดี่ยว เกาะอก... ผู้ใดแต่งกายเยี่ยงนั้น... ผู้นั้น "เอ้าท์" ทันที!!
ภายในมหาวิหารก็มีผลงานทางศิลปะชั้นเลิศอยู่มากมาย ทั้งในเรื่องของการแกะสลักรูปปั้น ศิลปะกระจกหน้าต่าง stained glass ตลอดจนจิตรกรรมบนเพดานซึ่งดูผ่านๆแล้วเหมือนเป็นการแกะสลัก แต่จริงๆแล้วเป็นการวาดภาพลวงสายตาชั้นเยี่ยม... จริงๆแล้วเค้าเขียนไว้ว่าห้ามถ่ายรูปนะ... แต่ก็มีคนถ่ายรูปกันมากมาย รปภ.ที่ยืนเฝ้าก็ไม่เห็นว่าอะไร... ส่วนด้านบนหลังคาเค้าก็เปิดให้ขึ้นไปได้... แล้วจะเขียนถึงในตอนต่อไป

ลานด้านหน้า Duomo ให้ชื่อเรียกว่า Piazza del Duomo หรือ Cathedral Square เป็นพื้นที่กว้างขวางซึ่งมักจะใช้เป็นที่เฉลิมฉลองงานสังสรรค์ต่างๆของที่นี่

ในวันธรรมดาทั่วๆไปก็จะเห็นจำนวนนกพิราบจำนวนมาก มีคนให้อาหาร มีคนขายอาหารนก ฯลฯ แต่พื้นที่แบบนี้ก็ดึงดูดมิจฉาชีพได้ในบางที มีทั้งล้วงกระเป๋า หรือหลอกล่อด้วยกลวิธีสารพัดที่ทำให้เราห่างจากสัมภาระของเราอย่างไม่ตั้งใจ... อ้อ... อาชีพอีกอย่างที่เกิดขึ้นในบริเวณนี้ก็คือการขายผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่แต่งกายไม่ถูกระเบียบสามารถซื้อคลุมตัวเองก่อนเข้ามหาวิหารได้ แต่คนขายผ้าพวกนี้ก็ไม่ได้เป็นมิตรที่ตำรวจหรือคนตรวจตราที่นี่พอใจเท่าไหร่นัก ยืนมองๆดูจะเห็นเค้าโดนตำรวจไล่บ่อยๆ


... ศูนย์กลางแฟชั่นแห่งเมืองมิลาน ...
ทางด้านเหนือติดกับ Duomo จะเป็น Galleria Vittorio Emanuele II ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งชื่อดังภายใต้หลังคาแก้วและเหล็กที่เต็มไปด้วยร้านบูติค ร้านกาแฟ ร้านแบรนด์แนมหรูชื่อดัง (และ McDonald's -.-')


หลายคนอาจจะคิดว่ามิลานอยู่ได้ด้วยการท่องเที่ยว... แต่จริงๆแล้วคงไม่ใช่อย่างนั้น... มิลาน... เมืองแห่งแฟชั่น... เต็มไปด้วยสินค้าแบรนด์แนมชื่อก้องโลกมากมาย ทั้ง Gucci, Prada, Doce and Gabbana และอื่นๆอีกมากมาย

เดินทะลุ Gal. Vit. Emanuele II แล้วก็จะชนเข้ากับ La Scala โรงมหาอุปรากรโอเปร่าที่มีอายุอานามหลายร้อยปี ซึ่งยังมีการจัดแสดงโอเปร่าอยู่ทุกๆปีตามฤดูกาล


ปิดท้ายวันนี้ด้วยการไปทานอาหารอิตาเลี่ยนแบบเต็มคราบอีกมื้อ เพื่อยืนยันว่า "มาถึงอิตาลีแล้วเรียบร้อย!"
3 comments:
ตาจะแวะมาเยี่ยมแล้ว สนุกมาก
แนะนำบล็อกของตาจะมาให้อ่านด้วย
ตาจะแวะมาเยี่ยมแล้ว สนุกมาก ทดลองอ่านของตาจะดูบ้างนะ
http://www.oknation.net/blog/panchalet/2009/07/29/entry-2
เขียนอีกๆ ไม่มีไรทำ อยากอ่านน
Post a Comment