Thursday, October 11, 2007

Tohoku Road Trip: Day 4

โดนทริปอื่น แล้วก็โพสอื่นๆจี้มาติดๆ แถมโดนประนามจากผู้คนมากมายว่ามันยังเขียนไม่จบซักทีไอ้ที่ไปเที่ยวโทฮกคุเนี่ยะ.. วันนี้เลยต้องมาเขียนต่ออีกหน่อย เอานะๆๆ อีกสองวันจบละๆๆ อีกอึดเดียว
(ป.ล. นี่ถอดเทปเสร็จแล้ว ทำสรุปเสร็จแล้ว ส่งอาจารย์ไปแล้ว ตอนนี้รอคอมเม้นต์นะเนี่ยะ เลยแว๊บมาได้)

วันที่ 14 กันยายน 2550

เมื่อคืนนอนไหนนะ.. อ้อๆ.. นอนติดทะเลสาบ Towada... เช้าขึ้นมาเข้าอองเซนสบายใจ ก็ไปกินอาหารเช้าที่โรงแรมจัดเตรียมไว้ให้ ขอบอกว่าไฮโซมากกกก (ในรูปนี้ยังไม่หมด... ยังมีข้าว มีไข่ตุ๋น เอ.. แล้วมีอะไรอีกหว่า... เอาเป็นว่ากินจะไม่หมดอ่ะนะ) ถาดที่ใช้ใส่อาหารก็ทำเลียนแบบรูปร่างจังหวัด Aomori นี่แหล่ะ เค้าทำเป็นการ์ตูนผู้ชายเบ่งกล้ามด้วยนะรูปร่างจังหวัดนี้ น่ารักดี

อาหารเช้าของโรงแรม


Lake Towada 十和田湖

กินข้าวไปก็นั่งมองทะเลสาบไป เช้านี้หมอกลงจัดมากๆ มองไม่ค่อยเห็นอะไรเท่าไหร่ ยอดภูเขารอบๆทะเลสาบก็ไม่เห็นอะไรเท่าไหร่ ก็เลยไปชื่นฉ่ำกับบรรยากาศริมทะเลสาบแทน อากาศแบบนี้บวกกับผิวทะเลสาบเรียบๆ เห็นแล้วก็รู้สึกถึงความเศร้าๆกันทุกคนเลย

ทะเลสาบ Towada ยามเช้าวันหมอกลง

ทะเลสาบ Towada นี่เป็นหนึ่งในทะเลสาบที่เป็นผลของภูเขาไฟระเบิด มีความลึกเป็นที่ 3 ของทะเลสาบทั้งหมดในญี่ปุ่น ลึกประมาณ 327 เมตร ถ้าวิ่งรอบทะเลสาบก็ประมาณ 44 กิโลเมตร เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Towada/Hachimantai

ส่วนที่ใกล้ๆกับโรงแรมก็จะมีรูปปั้น Otome ทำด้วยทองแดงตั้งอยู่ นับเป็นสัญลักษณ์ของทะเลสาบแห่งนี้ แต่ว่าไม่รู้เหมือนกันว่ามันมีที่มายังไง รู้แต่ว่าความพิเศษของมันก็อยู่ตรงปลายเท้าของแม่นางทั้งสอง เค้าบอกว่าปกติคนเราจะยืนท่านี้เนี่ยะ เท้าหลังเราจะต้องเปิด แต่ว่าบนรูปปั้นนี่เท้าเรียบอยู่บนพื้นทั้งสองข้าง ทั้งสองคน (มันพิเศษยังไงก็ไม่รู้อ่ะนะ) แต่กรุณาสังเกตนายแบบของเรา ตั้งใจให้เท้าหลังไม่เปิดเหมือนรูปปั้นมากๆ.. (แอบสยอง.. ฮาฮา)

รูปปั้น Otome


Oirase Mountain Stream 奥入瀬渓流

ขับจากทะเลสาบ Towada ไปไม่นานก็จะเจอต้นถนนที่เป็นทางเข้า Oirase ลำธารในป่าเขียวๆ ที่มีระยะยาวถึง 14 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างเมืองเนโนกุจิ กับเมืองยาเกะยาม่า (ลำธารก็ไหลมาจากทะเลสาบ Towada นี่แหล่ะ) ที่นี่ก็เป็นหนึ่งในที่ที่อยากมามากๆในโทฮกคุ แล้วก็ไม่ผิดหวัง ชอบป่าเขา ลำธารกับบรรยากาศเย็นๆ สงบๆอย่างนี้มากๆเลย

Oirase Mountain Stream

ตลอดทางใน Oirase รถเราก็จะขับเรียบไขว้ไปไขว้มากับเส้นที่ลำธารไหล แล้วก็จะมีน้ำตกเล็กบ้าง ใหญ่บ้างเป็นระยะๆ ตลอดทั้งเส้น ช่างกล้องของเราก็เอาเลยนะคะ ทดลองสมรรถภาพน้องนิคส์เต็มที่

ช่างภาพ อุปกรณ์พร้อม

เราก็หยุดรถกันเป็นระยะๆ ลงไปดึ่มด่ำธรรมชาติ คอร์สนี้ไป hiking ได้นะ เดินทั้งเส้นน่าจะประมาณ 4 ชั่วโมงได้มั้ง จะนั่งรถบัสก็ได้นะ แต่ว่ามานานๆคัน เดินเอาดึ่มด่ำกว่า
เพื่อนที่เคยอยู่แถวนั้นคอนเฟิร์มว่าที่นี่เที่ยวได้ทุกฤดู สวยทุกๆฤดู ช่วงใบไม้แดงก็แดงมากๆ เวลาหิมะตกก็ขาววว แต่ว่าหน้าซากุระนี่มันเป็นไงหว่า.. ไม่เคยเห็นเหมือนกัน

กลางถนนใน Oirase - เขียวมั้ย


Mt.Hakkoda 八甲田山

หลุดออกจาก Oirase ก็เป็นทางเชื่อมไปทะลุภูเขา Hakkoda ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในภูเขาที่มีชื่อของ Aomori มีชื่อตามรูปลักษณ์ของภูเขา (ประมาณว่ามีแปดยอด) เทือกเขานี้ก็เกิดมาจากภูเขาไฟระเบิดเหมือนกัน ขับผ่านเส้นนี้แล้วรู้สึกว่าลักษณะป่ามันเปลี่ยนไปเรื่อยๆเลย มีทั้งแบบป่าดิบชื้น ไปจนป่าโปร่งๆเลย สวยดี

หน้าตาป่าเปลี่ยนไป

ขับไปเรื่อยๆก็เจอพื้นที่โล่ง พร้อมฟ้าใสๆ กว้างๆอย่างนี้ โอ.. สูดอากาศแบบเต็มปอด

ฟ้าใสๆ ระหว่างทาง


San'nai-Muruyama Remains 三内丸山遺跡

พอลงจาก Mt. Hakkoda ก็จะเห็นพื้นที่ราบริมทะเลาของเมือง Aomori ทันที เห็นวิวสุดลูกหูลูกตา ที่นี่ปลูกข้าวกันเยอะมากๆ ช่วงนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยว สีก็จะเหลืองๆเป็นพิเศษ ดูแล้วสบายตาดีมาก

เข้ามาถึงเมือง Aomori ก็ต้องไปแวะที่ San'nai-Muruyama Remains นี่แหล่ะ ใครอยากดูว่าผู้คนในสมัย Jomon 縄文 (10,500-300 ก่อนคริสตกาล) เค้าอยู่กันยังไงก็ให้มาที่นี่ เป็นหมู่บ้านโจมองที่เหลืออยู่ขนาดใหญ่ที่สุด มีอายุประมาณ 4,000-5,500 ปี (คือใช้งานจริงๆในช่วงนั้นประมาณ 1,500 ปี) สิ่งที่ขุดได้จากที่นี่ ส่วนมากเค้าก็ฝังกลับไปเพื่อรักษาสภาพ บ้านเรือนในนี้ส่วนมากก็ถูกบูรณะใหม่แล้ว แต่สิ่งที่ดูแล้วยังให้ความรู้สึก คือวิธีการสร้างและสถาปัตยกรรมของเค้า การตอกไม้ลงดิน การยกพื้นเรือน ถ้าทำในสมัย 4 พันกว่าปีที่แล้วนี่ก็เรียกว่าเยี่ยมยอดเลยทีเดียว

San'nai Maruyama

ไปถึงที่นั่นก็เที่ยงพอดี ก็เลยซัดอาหารกลางวันที่ร้านอาหารใน San'nai Maruyama นี่แหล่ะ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ เราก็เลยสั่งอาหารชุด "ขุด" มาลองกันเลย... คอนเซ็ปต์เด่น.. ลอกมาจากคอนเซ็ปต์การขุดซากต่างๆเพื่อการศึกษาในทางโบราณคดี อาหารชุดนี้ก็เหมือนกันคือ... ซ่อนส่วนผสมไว้ข้างใน แล้วเอาข้าวแดงกับหอยมาโปะไว้ข้างบน ให้คนกินเกิดความตื่นเต้นว่าถ้า "ขุด" ไปแล้ว จะเจออะไรให้กินมั่ง ผลคือว่า.. ได้ขุดจริงๆ ไส้เยอะอยู่ แต่เราไม่บอกหรอกว่ามีอะไรมั่ง เผื่อคนอื่นจะไปแล้วจะได้ลองสั่งมาให้ลุ้นเล่นกันเอง

อาหารกลางวันที่ San'nai Maruyama


Hirosaki Park 弘前公園

อยู่ที่ San'nai Maruyama กันซักพัก แดดเริ่มร้อนแฮะ ก็ขับต่อไปยังเมือง Hirosaki เพื่อจะไปดูปราสาทในเมืองซึ่งเห็นในโบรชัวร์นำเที่ยวของทุกที่... คนอื่นไปกัน เราก็ต้องไปกันมั่ง...

และแล้ว... แต่น แตน แต๊นนนนน.... ↓

Hirosaki Castle

เราก็พบกับปราสาทอย่างที่เห็นในโบรชัวร์เด๊ะๆ เพียงแต่ว่ามันเล็กมากกกกกกกกก คือมีเท่านี้จริงๆ่อ่ะ ถ้าตอนซากุระบานก็จะมีคนมาฮานามิกันเพียบ เราไปวันธรรมดา ในหน้าร้อน... คนแทบจะไม่มี คือจริงๆมันก็คือซากปราสาทดีๆนั่นเอง มิใช่ปราสาทอย่างที่เข้าใจ


แต่เรากลับได้เจอกับคุณลุงคนนี้ (↑) นั่งวาดรูปอยู่บนสะพาน จำไม่ได้ว่าเริ่มคุยกันอีท่าไหน แต่ขอเล่าถึงแกหน่อยเหอะ คือแกเจ๋งจริงๆอ่ะ บ้านแกอยู่โอซาก้า แถวๆบ้านปอยเลย (เมืองอิบารากิ) แล้วแกมาเที่ยวคนเดียว ด้วย"จักรยาน" ช่ายคร้าบบบ จักรยาน.. ถีบมันมาจากโอซาก้าเลย แกเล่าว่าแกถีบโอซาก้า ผ่านเกียวโตไปทางฟุคุย แล้วก็เข้าคานาซาว่า ก่อนจะึขึ้นเรือมาลงแถวๆนีกาตะ แล้วก็ขับไล่ขึ้นไปถึงฮอกไกโด วนฮอกไกโดมาแล้วรอบนึง แล้วก็เนี่ยะ เพิ่งกลับลงมาถึงฮอนชู ผ่านเมืองอะโอโมริมาแล้ว เพิ่งเข้าฮิโรซากิวันนั้นนั่นแหล่ะ หลังจากนี้ก็จะล่องโทฮกคุลงไปเรื่อยๆ ถึงทางนิกาตะแล้วก็จะนั่งเรือกลับไปลงทางเกียวโต แล้วก็ถีบกลับโอซาก้า นี่แกถีบมาแล้ว 4 เดือน.. เหลืออีก 2 เดือน สิริรวม 6 เดือนกับจักรยานคู่ใจ แบบว่า.. ขอยกนิ้วให้เลยอ่ะ ฟิตมากๆ อายุก็ 60 กว่าๆแล้วล่ะ เพราะว่าเกษียณแล้วเมื่อต้นปี แล้วค่อยออกเที่ยว แกเป็นสภาปนิกนะเนี่ยะ แบบว่าเท่มากๆ

เราแอบไปแวะที่สวนแอปเปิ้ลกันด้วย แต่เพราะกลัวว่าจะไปดูพระอาทิตย์ตกไม่ทัน ก็เลย ไม่ได้ไปเก็บแอบเปิ้ลกินกันเอง ได้แต่ไปซื้อเอาที่เค้าเก็บแล้วมากินเลย ราคาถูกมากๆ แล้วก็หวาน กรอบ อร่อยมากๆๆๆๆๆๆๆ ไม่ได้กินแอปเปิ้ลอร่อยๆอย่างนี้มานานแล้ว ลืมบอกว่าเมืองฮิโรซากินี่ดังเรื่องแอปเปิ้ลมากๆ ตอนเย็นที่ขับออกไปชายทะเลก็ผ่านสวนแอปเปิ้ลแบบนับไม่ถ้วนเลย อารมณ์ประมาณขับผ่านสวนส้มบ้านเราเลย มาเป็นเทือก แล้วแถมยังขับรถตามรถบรรทุกแอปเปิ้ลอย่างนี้ด้วย ↓



Senjo-jiki 千畳敷

ไปถึงริมทะเลตะวันตกของโทฮกคุแล้ว มีจุดให้ดูพระอาทิตย์ตกดินหลายจุดเลย ที่นึงที่มีชื่อก็คือที่ Senjo-jiki (แปลว่าลานเสื่อพันผืน) เป็นลานกว้างๆยื่นออกไปในทะเล ก็มีคลื่นซัดให้เห็นเป็นน้ำพุบ้าง แบบกระแทกมาตามร่องหิน


แต่ว่านะ... เมฆไม่เป็นใจ ฝนไม่ตกก็ดีถมไปแล้ว แต่ท่านเมฆก็ไม่ยอมไปด้วย พระอาทิตย์เราเลยขี้อาย ตกไปหลังเมฆมันซะอย่างงั้นเลย อุตส่าห์ยอมไม่เก็บแอปเปิ้ลนะเนี่ยะ.. ฮือๆ

สมาิชิกและพาหนะคู่ใจ


พรุ่งนี้เช้าเราต้องทำอาหารเช้ากินกันเอง เพราะว่าที่พักเราเป็นกระท่อมกลางป่าแถวๆทะเลสาบ Jyuni-ko (แต่สภาพดีมากๆ ไฮโซเลยแหล่ะ) เราเลยแวะซุปเปอร์ช๊อปปิ้งกันนิดหน่อย ทริปนี้อาหารการกินดีจริงๆแฮะ อิ่มอยู่ตลอดเวลา แต่อาหารมื้อๆเรา็ไม่ค่อยมีเนื้อกันเท่าไหร่ หนักไปทางปลาดิบซะเยอะ มื้อเย็นมื้อนี้เลยซัดกันซะ แต่เราก็นะ.. ยังนิยมปลา เลยเป็นคนเดียวที่ยังกินปลาดิบต่ิอไป...ป

กินอาหารเสร็จก็คลำหาที่พักกัน นึกว่าหลงป่าไปแล้ว มืดมากๆ อยู่ในภูเขา แต่พอไปถึงแล้วก็แบบว่า.. โห.. ไฮโซ.. คือเมืองนี้เค้าทำสนธิสัญญากับเมืองอะไรไม่รู้ในฟินแลนด์ เป็นประเภทเมืองพี่เมืองน้องกัน ก็เลยเอาบ้าน log house แบบฟินแลนด์มาปลูกที่นี่ซะเลย เค้าปลูกได้แน่นหนามากๆ คิดว่าหิมะตกยังไงก็ยังคงอุ่นแน่นอน แถมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมีครบทุกอย่าง ที่นอนหมอนมุ้ง จะน่ากลัวอยู่อย่างตรงที่บ้านที่นอนมันเป็นห้องใต้หลังคา ต้องปีนขึ้นไปนอน แล้วแบบ บันไดชันมากๆ กลัวปีนตกลงมาเวลาจะเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน แต่หนุ่มๆไม่ยอมไปนอนบนนั้น แย่งที่นอนที่มันปีนง่ายๆไป ด้วยเหตุผลที่เถียงไม่ได้ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องตีกล่องเป็นที่นอนในห้องใต้หลังคา แล้วตีให้ยาวๆหน่อยไม่ได้ ตีซะสั้นเชียว ขาหนุ่มๆมันไม่พอ เวลานอนแล้วมันเกยขึ้นมา ต้องให้สาวๆขาสั้นอย่างเราๆไปนอนลงกล่องแทน T_T



หมายเหตุ: ผู้เขียนได้เขียนบทความบันทึกการท่องเที่ยวของตัวเองไว้ เพื่อเป็นความทรงจำที่ดี และเพื่อเล่าสู่กันฟังกับครอบครัว ญาติ พี่น้อง ผองเพื่อนและผู้มีความสนใจทั่วไป หากจะมีการนำข้อมูลใดๆไปใช้ กรุณาติดต่อผู้เขียนก่อนนะคะ (some rights reserved)

2 comments:

Anonymous said...

จะรออ่านต่ออย่างใจจดใจจ่อนะคะ อิอิ
เป็น Roadtrip ที่น่าจะสบาย ๆ สนุก ๆ ไปกับเพื่อน ๆ ที่รู้ใจ เจ๋งไปเลย!!! (อยากไปบ้างอ่า..)

Kazu said...

Hey! Nice picture of the castle! Where is it located, in Miyagi-ken?