Wednesday, September 19, 2007

Tohoku Road Trip: Day 2

วันที่ 12 กันยายน 2550

เช้าวันนี้อิ่มเอมกับอาหารเช้าของโรงแรมมากๆ ของอร่อยๆเพียบเลย จากโรงแีรมที่ตอนแรกรู้สึกไม่ค่อยดีกับที่จอดรถ มารู้สึกเฉยๆกับห้องนอน กลายเป็นประทับใจขึ้นมาในทันที :)

credit: from official website of Sendai Washington Hotel

Matsushima 松島

เช้านี้ขอแก้มือด้วยการไปดู Matsushima กันอีกรอบ หลังจากที่เมื่อวานไปกันไม่ทันก่อนพระอาทิตย์ตกดิน แต่ว่าครั้งนี้เราเปลี่ยนมุม แทนที่จะไปดูวิว Matsushima จากเกาะไกลสุดใน Okumatsushima แบบมองเข้ามาในฝั่ง เราเปลี่ยนเป็นขึ้นไปดูวิวที่จุดชมวิวทางฝั่งเมือง Matsushima มองออกทะเลแทน สิ่งที่เห็นเป็นอย่างนี้ ↓

Matsushima จากจุดชมวิว Byakue Kannon 白井観音展望台

อากาศขมุกขมัวเล็กน้อยถึงปานกลาง ฝนตกต่อเนื่องมาตั้งแต่ตอนกลางคืน ถึงแม้ว่าจะเบาลงในตอนเช้า บรรยากาศโดยรวมจริงๆแล้วไม่เลวร้ายมาก ถ้าเข้าป่าจะได้อารมณ์อีกแบบ แต่ว่าอยู่ที่ทะเลมันรู้สึกไม่สดชื่นเท่าไหร่ ก็มาถึงแล้ว.. วิวญี่ปุ่นที่เค้าว่าสวยกันติด 3 อันดับแรก (มี Amanohashidate ที่เกียวโต แล้วก็ Miyajima ที่ฮิโรชิม่า อีก 2 ที่) ไปมาครบทั้งสามที่แล้ว ยกให้ Miyajima ได้อันดับ 1 ไปโดยไม่มีข้อสงสัย

Genbi Gorge 厳美渓 & Geibi Gorge 猊鼻渓

ออกจาก Matsushima ก็ใช้เวลาวิ่งบนถนน local ซักพักถึงจะขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าเข้าจังหวัด Iwate ได้ สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำของที่นี่คือ Genbi Gorge 厳美渓 และ Geibi Gorge 猊鼻渓 ซึ่งเป็นลำธารไหลผ่านช่องเขาอยู่ในเมือง Ichinosaki 一関 อยู่ห่างกันไม่มาก แต่ว่าอันนึงน้ำเชี่ยวกราก กับอีกอันน้ำนิ่งสนิท


เราแวะไปที่ Genbikei (=Genbi Gorge) กันก่อน เราเคยมาที่นี่เมื่อเดือนธันวา เมื่อปี 2003 ตอนมาเยี่ยม Chi-Wei เพื่อนสนิทที่ตอนนั้นทำงานอยู่ที่เมือง Morioka ใน Iwate ตอนนั้นมันเป็นช่วงต่อฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาว บรรยากาศจะซึมๆ ต้นไม้ก็โกร๋นแล้ว แต่ว่ายังไม่หนาวพอที่จะมีหิมะ ร้านดังโก๊ะบินชื่อดังก็ปิดอีกต่างหาก ก็เลยรู้สึกเฉยๆกับที่นี่ แต่พอกลับมาอีกทีคราวนี้ บรรยากาศหน้าร้อนคึกคักกว่ากันเยอะ ต้นไม้ก็เขียวชะอุ่ม ดูแล้วเพลินตา ที่สำคัญร้านดังโก๊ะบินก็เปิดด้วย...

ทำไมต้องเป็นดังโก๊ะบิน... อันนี้ไม่รู้เหมือนกันว่ามีจุดเริ่มต้นมายังไง แต่ก็คือว่ามันมีร้านขายดังโก๊ะ ขนมแป้งเหนียวๆปั้นกลมๆเสียบไม้อยู่บนริมถนน ซึ่งถ้ามองจากจุดชมวิวของ Genbikei มันก็เหมือนร้านตั้งอยู่บนหน้าผาฝั่งตรงข้าม เค้าก็มาสร้างศาลาพักตรงแถวๆจุดชมวิว แล้วก็มีป้ายแล้วก็อุปกรณ์อย่างที่เห็นในรูป ↓

อุปกรณ์จำเป็นในการสั่งดังโก๊ะบิน

ถ้าอยากกินดังโก๊ะ.. ก็ให้ใส่เงิน 400 เยน เป็นค่าดังโก๊ะ 1 set ลงในตะกร้า (ด้านซ้าย) แล้วก็เคาะไม้เป็นสัญญาณให้ลุงที่ร้านรับออเดอร์ ก็ใช้หลักวิทยาศาสตร์ง่ายๆ เสียงตามสาย เวลาเคาะไม้ เสียงมันก็ส่งไปถึงที่ร้านได้ อยากจะรู้เหมือนกันว่าดังขนาดไหนอ่ะนะ พอลุงได้ยินก็จะส่งสัญญาณมือว่าจะรับออเดอร์แล้วนะ ให้ถอยไปไกลๆตะกร้าหน่อย ลุงจะชักตะกร้ากลับไปที่ร้านแล้ว

คุณลุงรับออเดอร์

ลุงหายไปซักพัก... ก็ส่งตะกร้าห้อยลอยฟ้ากลับมาที่เดิม มีดังโก๊ะที่สั่งไว้ 1 กล่อง พร้อมกับน้ำชา 4 ถ้วย แปลกใจมากๆ ว่าลุงรู้ได้ไงว่ามากัน 4 คน คนยืนที่จุดชมวิวมีตั้งเยอะ (มาค้นพบกันว่า... ลุงเดานี่เอง เพราะว่ามีคนสั่งดังโก๊ะหลังเรา เค้ามากัน 2 คน แต่ลุงส่งน้ำชามาตั้ง 3 ถ้วย คนซื้อเค้าก็แบบว่า... ส่งมาทำไมตั้ง 3 ถ้วย... บ่นพึมพำๆกันไป...)

รับสินค้า

เปิดกล่องดู พบว่ามีดังโก๊ะ 3 รส คือ.. รสดั้งเดิม (โชยุ) รสถั่วแดง แล้วก็งาดำ อันแรกออกเค็มๆ สองอันหลังออกแนวหวาน ถ้ากินอันแรกแล้วมากินสอนอันหลัง รสชาติจะกำลังพอดีๆ

ดังโก๊ะแสนอร่อย

กินอิ่มแล้วก็ย้ายจุดมุ่งหมายไปที่ Geibikei (=Geibi Gorge) คือในทุกเว็บที่เข้าไปค้นข้อมูล รวมถึงหนังสือนำเที่ยวทั้งหลาย จะลงรูป Geibikei อยู่รูปเดียว มีเรือพายอยู่เป็นฉากหลัง พร้อมๆกับหน้าผาสูง ไอ้เราก็นึกว่าไปถึงแล้ว ถึงจะไม่ลงเรือก็คงเห็น ตามสไตล์สถานที่ท่องเที่ยวของญี่ปุ่นทั่วไป ปรากฏว่าไปถึงแล้วก็ต้องงงงวย... เพราะว่ากลับกลายเป็นว่าถ้าคุณไม่ลงเรือ คุณจะก็ไม่เห็นวิว (แหม่วววว เป็นไงไป) ระยะทางของเส้นทางล่องเรือนี้ก็ประมาณ 2 กิโลเมตร ล่องผ่านหน้าผาหินหลายจุด กินเวลาประมาณ 90 นาที... เราก็เลยเอารูปจากของฝากไปปลอบใจแทนละกัน


Anatoshi Iso 穴通磯

หลังจากนี้เราก็จะออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ชายทะเลตะวันออกของจังหวัดอิวาเตะ ตั้งใจว่าจะแวะไปตามจุดชมวิวระหว่างทางริมทะเลไปเรื่อยๆ แต่.... เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังคาด เพราะว่าถนนเส้นที่ใช้วิ่งตัดออกทะเล มันเป็นเส้นทางภูเขาทั้งเส้นเลย กินเวลามากกว่าที่วางแผนไว้ แถมจุดชมวิวจุดแรกที่เราไป มันยังต้องขับอ้อมลงใต้ไปอีกหน่อยด้วย เลยกินเวลายาวเลยทีนี้ อีกอย่างที่คิดไว้ผิดก็คือว่า นึกว่ามันจะเป็นเส้นทางเลียบริมทะเล เหมือนกับตอนวิ่งเลียบชายทะเลตะวันออกของฮอกไกโด ที่ไหนได้ มันยังคงเป็นเส้นทางภูเขาเลาะๆเลียบทะเลชนิดว่าเห็นทะเลแว๊บๆเป็นระยะๆ ขนาดที่ว่าแวะดูวิวที่ Anatoshi Iso 穴通磯 ยังต้องจอดรถแล้วเดินทะลุป่าไปนิดๆถึงจะเห็น

ป่าโปร่งระหว่างทางไปดู Anatoshi Iso

Anatoshi Iso

Anatoshi Iso นี่เป็นเกาะในทะเลที่มีลักษณะเป็นภูเขาแล้วก็มีช่องเจาะตรงฐาน 3 ช่อง ขนาดใหญ่พอที่เรือชมวิวจะล่องผ่านได้สบายๆ ใหญ่กว่าที่จินตนาการไว้เยอะเหมือนกัน

จริงๆมันมีจุดชมวิวอีกหลายจุดเลียบทะเลตะวันออกนี่ แต่ด้วยความที่ถนนที่เค้าตัดมันเป็นเส้นเลาะภูเขา หลายจุดชมวิวก็เลยมองไม่เห็นจากถนนที่ขับ แถมตำรวจจังหวัดนี้เค้าขยั๊นนนน ขยัน... ขับตรวจตรากันขะมักขเม้นมากๆ วิ่งกัน 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตลอดเส้นทาง ก็เลยต้องข้ามดุ้นชมวิว รวมถึงชายทะเลที่คิดว่าจะไปนั่งเล่นพักผ่อนกันออกไป เพื่อไปให้ทันถึงถ้ำมังกร จุดหมายปลายทางของวัน ซึ่งเปิดถึงแค่ 6 โมงเย็นเท่านั้นเอง

Ryusendo 龍泉洞

ถ้ำ Ryusendo หรือถ้ำมังกรนี้ เป็นหนึ่งในถ้ำหินปูนที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นแห่งนึง ตั้งอยู่ในเมือง Iwaizumi 岩泉 เป็นถ้ำแคบและสูง แล้วก็มีทะเลสาบย่อมๆในถ้ำหลายอัน น้ำในทะเลสาบก็จะใสติดอันดับโลก คือลึกมากกว่า 40 เมตร (อันที่ลึกสุดเกือบ 100 เมตร) แต่ว่าน้ำยังเป็นสีฟ้าใสอยู่ ในถ้ำมีค้างคาวอยู่เยอะมาก แล้วเป็นค้างคาวสีขาวๆ มีน้ำไหลจากเพดาน จากกำแพงหินเป็นระยะๆ แต่ถ้ำไม่ค่อยมีความเป็นถ้ำธรรมชาติหลงเหลืออยู่เท่าไหร่ ทำทางเดินค่อนข้างเดินสบาย เอาพลาสติกใสมาทำเป็นหลังคาทางเดิน กันคนเปียก แล้วก็ต่อบันไดให้เราสามารถปีนขึ้นไปจุดสูงเกือบที่สุดของถ้ำ เพื่อมองลงมาเห็นทะเลสาบสีฟ้าๆ ที่เป็นระยะมากกว่า 35 เมตรด้วย (คือ.. ขึ้นไปแล้วขาสั่น.. จะถ่ายรูปลงมาก็กล้าๆกลัวๆ.. แต่ก็ถ่ายอยู่ดีอ่ะนะ) จุดเด่นของถ้ำก็อยู่ที่ทะเลสาบนี่แหล่ะ ใสจริงๆ พวกหินงอกหินย้อยพวกนี้ ถ้ำที่เมืองไทยมีให้ดูสวยๆกว่าเยอะ

ภายในถ้ำมังกร

ในทุกๆวัน น้ำมากกว่า 17,000 ตันจะไหลออกจากถ้ำสู่แม่น้ำ มีการเอาน้ำที่ได้จากถ้ำนี้ไปบรรจุขวดขายแล้วติดยี่ห้อถ้ำมังกรด้วย ที่ทางเข้าำ้ถ้ำจริงๆก็มีจุดให้คนสามารถมารองน้ำไปกินได้ฟรีด้วย (น้ำที่โรงแรมก็น่าจะมาจากที่นี่แหล่ะ ใส ไม่มีกลิ่น แล้วก็อร่อยทีเดียว)

น้ำจาก Ryusendo

คืนวันนี้เราก็พักที่โรงแรมในเมือง Iwaizumi นี่แหล่ะ ชื่อโรงแรม Ryusendo Ai-zan เมืองเค้าเล็กมากๆ มีอยู่ไม่กี่ถนน แวะไปเช็คอินแล้วก็ออกไปหาอาหารเย็นทาน แล้วก็ไปตุนเสบียงจากซุปเปอร์มาร์เก็ตในเมืองนั่นแหล่ะ เข้าๆออกๆซุปเปอร์กันตั้งหลายที ทริปนี้ไม่มีอดตายแน่นอน

ข้อมูลจากโรงแรมบอกว่า 90% ของเมือง Iwaizumi เป็นป่าไม้ มีพื้นที่อาศัยอยู่แค่ 10% นี่แหล่ะ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้เค้าก็เลยมีความผูกพันกับธรรมชาติค่อนข้างมาก มีการผสมผสานธรรมชาติให้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน โรงแรมก็อยากเก็บรักษาวัฒนธรรมพวกนี้ไว้ โดยการเอาไม้เนื้อหอมมาใส่ถุงตาข่าย แล้วก็เอาไปลอยน้ำไว้ในบ่อน้ำร้อนของโรงแรม ให้คนที่ลงแช่น้ำร้อนได้มีธรรมชาติบำบัดจากกลิ่นไม้เนื้อหอมด้วย เวลาลงแช่น้ำร้อนก็แปลกๆนิดนึง แต่ว่าก็ดีเหมือนกัน ชอบที่เค้าใช้ถ่านกรองน้ำที่เปิดใส่บ่อด้วย

วันที่สองของการเดินทาง... แอบเหนื่อยกับการขับรถพอสมควร ระยะทางไกลแล้วถนนไม่ค่อยอำนวย เลย blocking เวลากับสถานที่ไม่ได้ดั่งใจเท่าไหร่ ถ้าแก้ได้คิดว่าจะพล๊อตเส้นทางคนละเส้น ไปแวะหมู่บ้านโทโน๊ะ แล้ววิ่งเข้าเมือง Miyako ก่อนไปถ้ำน่าจะดีกว่า.. -"-

หมายเหตุ: ผู้เขียนได้เขียนบทความบันทึกการท่องเที่ยวของตัวเองไว้ เพื่อเป็นความทรงจำที่ดี และเพื่อเล่าสู่กันฟังกับครอบครัว ญาติ พี่น้อง ผองเพื่อนและผู้มีความสนใจทั่วไป หากจะมีการนำข้อมูลใดๆไปใช้ กรุณาติดต่อผู้เขียนก่อนนะคะ (some rights reserved)

6 comments:

Unknown said...

ได้ postcard แล้วนะ
อยากกินสาหร่ายบ้าง

noomai said...

เพิ่งนึกได้ตะกี้เหมือนกันว่าโพสนี้ลืมใส่รูปอาหาร วันนี้แหล่ะที่กินสาหร่ายอ่ะ รูปอยู่กล้องโหน่ง ไว้ได้มาเมื่อไหร่แล้วจะโพสให้ดู ทริปนี้กินสาหร่ายพุงกางเลย หยึ๋ยๆ แต่อร่อยยยย

*BoW* said...

แงแง ไม่รอเลยยย
เค้ายังไม่เคยไปโทโฮคุเลยนะตัวเองงงง

อิอิ

Unknown said...

ยังไม่เคยไปเหมือนกานนนน

Anonymous said...

...ว่า เม้นท์ไปละนะ มันหายไปไหนละเนียะ...
จะบอกว่า วันนี้ใหม่ขับรถได้อึดมาก อิอิ

noomai said...

มาอยู่โตเกียวแล้วเดี๋ยวก็ได้ปายยยย