Sunday, August 02, 2009

หนีตามกาลิเลโอ (ด้วยคน) ตอนที่ 4 | มิลาน - เวโรน่า - เวนิซ

Day 4 : July 5, 2009 | Milano - Verona - Venezia


... วันแรกของการออก Road Tour ...

ทุลักทุเลเล็กน้อยเนื่องจากต้องกลับไปเอารถที่เช่าไว้ที่สนามบิน... เราก็ต้องยกโขยงขึ้นรถบัสไป Malpensa กัน... วันนี้ตาสว่างขึ้นมาอีกนิดว่ารถ shuttle bus ที่วิ่งระหว่าง Milan - Malpensa นั้นมีมากกว่า 1 บริษัท โดยบริษัทที่เราใช้บริการกันวันนี้ลูกทุ่งกว่ารถที่เรานั่งมาวันแรก แต่มีตั๋วราคาพิเศษ แทนที่จะใบละ 7 ยูโร เค้าขาย 3 ใบ 15 ยูโร... ก็เลยซื้อมาเลย 6 ใบ (ที่เหลืออีกใบเก็บไว้ใช้วันอื่น)

ถึงสนามบินก็ไปสอยเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่ luggage deposit คิดค่าบริการใบละ 4 ยูโรต่อวัน ... แล้วก็ไปเอารถเช่าจากบริษัท Maggiore... ส่งพ่อกับจิ๋วไปติดต่อที่เคาท์เตอร์... ปรากฎว่าเฮงอีกแล้ว... ได้รถเกียร์ออโต้มาเลย!!! คือจริงๆค่าเช่ารถที่นี่ไม่แพงมากถ้าเป็นเกียร์กระปุก แต่พอจะเอาเกียร์ออโต้ ราคาจะอัพขึ้นมาร่วม 2 เท่าหรือมากกว่าราคาเกียร์กระปุก... เราก็เลยคุยกันว่างั้นเช่าเกียร์กระปุกแล้วกัน (แต่เราขับเกียร์กระปุกไม่เป็นอ่ะนะ... =P) ... ไปๆมาๆได้เกียร์ออโต้ก็เลยสบายไปล้านแปด... แถมไม่ต้องเสียตังค์เพิ่มด้วย...

รับเอกสารครบก็ต้องเดินไปเอารถที่ลานจอดรถซึ่งอยู่ไกลมากกกกกกกกกก ... แถมพอเจอรถ เก็บของ พร้อมเสร็จสรรพ ดั๊นนนนนนนน สตาร์ทรถไม่เป็น!! (-.-') ... กดกันอยู่ตั้งนาน... เหงื่อตกเป็นกุรุดเลยกว่าจะถึงบางอ้อว่ามันจะต้องทำยังไง... ก็จำกันไว้นะคะว่ารถที่เป็นแบบสตาร์ทด้วยไฟฟ้านั้นต้องเหยียบเบรคตอนที่กด Start Engine เสมอ!!! กว่าจะตรัสรู้ก็ปาเข้าไปร่วม 1/2 ชั่วโมง!! กรรม...ม


... มุ่งหน้าสู่เมือง Verona ออกตามหา Juliet ...

ประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆหลังจากที่ออกจากมิลาน เราก็มาถึงจุดหมายปลายทางแรกที่เมือง Verona ซึ่งเป็นเมืองไม่ใหญ่มากทางด้านตะวันออกของอิตาลี... แต่เป็นเมืองที่น่ารัก มีเสน่ห์ดึงดูดให้คนชอบได้ไม่ยาก... หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินชื่อเมือง Verona เพราะว่า Shakespear นั้นได้ใช้เมืองนี้เป็นท้องเรื่องของนิยายอมตนิรันดร์กาลอย่าง Romeo & Juliet (ภาษาอิตาลีจะสะกดว่า Romeo & Guilietta) กล่าวว่าบ้านของจูเลียตนั้นอยู่ที่นี่นี่เอง... (เดี๋ยวจะพาไปดู)



... โรงละคร Roman Arena ...

เราไปแวะชมโรงละครกันก่อนเป็นอันดับแรก... โดยโรงละคร Roman Arena ที่ Verona นี้ถือว่าเป็น amphitheater ที่เก่าทีเดียว (สร้างมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 1) แล้วก็มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่สามของโรงละครประเภทนี้ แต่ก็ได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างดีมากถึงแม้ว่าจะเคยผ่านศึกแผ่นดินไหวเมื่อคตวรรษที่ 12 มาก็ตาม ... ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการใช้โรงละครนี้เป็นโรงละครโอเปร่าประจำเมือง Verona ซึ่งจะเริ่มฤดูกาลใหม่ในช่วงประมาณเดือนกันยายนนี้...

จำค่าเข้าชมไม่ได้.. แต่รู้สึกว่าจะ 6 ยูโรสำหรับผู้ใหญ่ และ 4 ยูโรสำหรับนักเรียน (มั้ง)

ทิ้งพ่อกับแม่ไว้ข้างนอกเพราะปีนโรงละครไม่ไหว ;-)

อาคารด้านใน

โรงละครใหญ่มากกกกกกกกกกก........ กว่าจะปีนขึ้นไปถึงด้านบนเล่นเอาหอบแฮ่กๆ

เก้าอี้นั่ง

กำลังตกแต่งเวทีกันอยู่เลย... สังเกตได้ว่าคนเหลือตัวเล็กนิดเดียว....

USCITA ... มันคือทางออก!

... Little Roma ...

เมืองเวโรน่านี่ได้รับการขนานนามว่าเป็น Little Roma เนื่องจากเคยรุ่งเรืองมากในยุคศตวรรษที่ 13-14 ... เป็นเมืองที่สวยงามที่สุดเมืองนึงของอิตาลีจริงๆ ดั่งที่ Host Mom ของเราที่อเมริกาเคยพูดถึง (mom เป็นคนอิตาเลี่ยนอพยพไปอยู่อเมริกา... mom กลับมา road tour ที่อิตาลีแล้วกลับไปเล่าให้ฟังว่าชอบเวโรน่าที่สุด) ... ใครได้มาเวโรน่าแล้วน่าจะหลงเสน่ห์ของเมืองนี้ได้ไม่ยากจริงๆ...

ริมแม่น้ำ Adige ... ด้านหลังเป็น Museo Archeologico

แอบเอารถไปจอดไว้หน้าบ้านใครไม่รู้

Piazza delle Erbe จัตุรัสประจำเมืองเวโรน่า

ร้านค้าตลอดแนว Piazza delle Erbe

ที่เห็นห้อยด้านบนนั่งคือกระดูกซี่โครงปลาวาฬ ซึ่งกล่าวขานกันว่าถ้าเมื่อใดมีผู้ที่ "ใช่" คนนั้นเดินผ่าน กระดูกนี้จะร่วงลงมา...
แต่อย่างไรก็ตาม... ถึงปัจจุบันก็ยังไม่ร่วงลงมาซักที


... อาหารกลางวันวันนี้ ...

วันนี้กว่าจะได้กินอาหารกลางวันกันก็ล่วงเป็นเวลาอิตาเลี่ยนซะงั้น... ปาเข้าไปบ่าย 2 โมงกว่าๆ!! หิวซ๊ก!!! เราเลือกร้านที่ Piazza delle Erbe นี่แหล่ะ... ใช้วิธีเดินสุ่มเข้าไป

นำทีมสุ่ม

อาหารที่ทานมื้อนี้ก็แน่นอน... อาหารอิตาเลี่ยน... เราเริ่มรู้แล้วว่าหาพาสต้าอร่อยๆถูกปากทานยาก... เราเลยเปลี่ยนแนวมากินลาซาญญ่า สลัด แล้วก็พิซซ่ากันแทน




... ตามหาจูเลียตซักที ...


กินอิ่มแล้วลืมไปเลยว่ายังไม่เจอบ้านจูเลียต!! ... เป้าหมายต่อไปก็เลยเป็นการเดินดุ่มๆๆๆ ผ่าน Piazza delle Erbe ไปตามทางเรื่อยๆก็จะเจอทางเข้าเยี่ยงนี้


ในสม้ยก่อนมีคนมาเขียนชื่อตามผนังกำแพงเหมือนเป็นการสลักรอยความรักไว้จนเลอะเทอะมาก ทางเมืองจึงได้มีการบูรณะกำแพงเหล่านั้นโดยการทาสีทับไปหมดแล้ว.. ตอนที่เราไปเลยไม่เจอความเขลอะอย่างนั้น... แต่เจอนักท่องเที่ยวเยอะมากกกกกกกกกก

ระเบียงแห่งนี้นี่เองที่เป็นระเบียงที่โรมิโอปีนเข้าไปหาจูเลียต!!

ที่ลานใต้ระเบียงนั้นก็มีรูปปั้นจูเลียตอยู่... ซึ่งก็มีความเชื่อกันว่า... หากใครอยากพบรัก ก็ขอให้ไปจับนมด้านขวาของจูเลียตซะ... (เราจับมาแล้ว.. เดี๋ยวคอยดูกัน... ฮาฮา) คนเที่ยวไปจับนมจูเลียตกันจนนมมันอยู่ข้างเดียว!! โธ่... น่าสงสารรรร

จูเลียตขี้อาย... หลบใต้เงาไม้ซะงั้น

... เก็บตก Verona ...

หลังจากได้จับนมจูเลียต เอ้ย... ไปบ้านจูเลียตมาแล้ว... เราก็เตรียมย้ายขบวนออกเดินทางต่อไปยังจุดหมายถัดไปกันเลย




... เวนิซ | นครแห่งสายน้ำ ...


เวนิซนั้นเป็นนครแห่งสายน้ำซื่งจัดได้ว่าเป็นเมืองมหาเสน่ห์อีกเมืองนึงของอิตาลี เรียกได้ว่าเป็นเมืองร้อยเกาะร้อยคลองก็ได้ เพราะมีลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเกาะเล็กเกาะน้อยเกาะกลุ่มกันจนมองผ่านๆเหมือนเป็นเกาะเดียวกัน หากแต่โดนแบ่งแยกด้วยแม่น้ำลำคลองสายเล็กสายน้อยที่ไหลผ่านทะลุทั่วเมืองถึง 150 สาย ... เกาะแต่ละเกาะนั้นเชื่อมโยงกันได้ก็เพราะการมีสะพานมากกว่า 400 สะพานเท่านั้นเอง... วิธิการชื่นชมเมืองจึงต้องใช้วิธีเดินเท้าหรือนั่งเรือเอาแทน .. ส่วนรถยนต์นั้นหมดสิทธิ์ เนื่องจากมีบัญญัติห้ามนำรถเข้าในเขตบริเวณเกาะ... รถทุกคันที่เดินทางออกจากแผ่นดินใหญ่นั้นจะต้องข้ามสะพาน Ponte della Liberta ซึ่งยาวมากกกกกกมาหยุดจอดที่ลานจอดรถที่ตีนสะพานเพียงเท่านั้น (เสียค่าบริการคืนละประมาณ 25 ยูโรต่อกัน.. มีโปรโมชั่นให้สามารถใช้บริการ wi-fi และเค้าคาสิโนได้ฟรี) ... ก่อนมาถึงที่นี่พ่อได้จองที่จอดรถไว้เรียบร้อยแล้ว เราก็เลยเข้าไปในที่จอดรถและมุ่งหน้าขึ้นไปชั้น 9-10 โลดเลย.. ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่ต้องไปจอดที่สูงปานฉะนี้ มิใช่เพราะเป็นคนหัวสูงแต่อย่างใด... หากแต่ชั้นต่ำๆนั้นทางการได้สงวนไว้ให้คนเวนิซใช้บริการก็เท่านั้นเอง

จอดรถเรียบร้อยก็แบ่งของลงจากรถ เอาไปเฉพาะที่จะต้องใช้นอนสำหรับคืนนี้ (จอดรถทุกครั้งต้องสำรวจดูก่อนว่าบรรยากาศที่จอดรถนั้นมีแนวโน้มจะถูกทุบรถรึเปล่า... พอดีบรรยากาศที่นี่ดูปลอดโปร่ง น่าจะไม่เป็นไร เราเลยเก็บของที่ไม่ใช้ไว้ท้ายรถแล้วปิดผ้าคลุมอย่างมิดชิด)... เอาของลงน้อยก็หมายความว่าต้องแบกน้อย... ทุ่นแรงไปในตัว...


เมื่อเริ่มเดินเท้า... เราจะต้องข้ามสะพานที่เพิ่งสร้างใหม่เพื่อเชื่อมบริเวณชุมทางรถกับชุมทางรถไฟซึ่งถูกขั้นด้วยแม่น้ำสายหลักอย่าง Grand Canal เพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงแรมที่พัก... สะพานอันใหม่นี้ใช้เวลาสร้างนานมากเนื่องจากรูปร่างหน้าตามันช่างไม่ได้เข้ากับบรรยากาศส่วนอื่นของเมืองเลย จึงเกิดเป็นเสียงต่อต้านและมีอุปสรรคมากมาย... ตอนที่เราไปก็เหมือนจะเสร็จแล้วแต่ก็ยังมีอุปกรณ์อะไรมากมายกองอยู่ใต้สะพาน... เลยไม่รู้ว่าอย่างนี้เรียกว่าสร้างเสร็จแล้วรึเปล่า?


... เก็บของในที่พัก ...

โรงแรมที่เราพักในคืนนี้อยู่ในเขต Cannaregio ซึ่งเป็น 1 ใน 6 เขตของเกาะเวนีซและเป็นโซนที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟมากที่สุด.... โรงแรมคืนนี้เป็นโรงแรมเล็กๆตั้งอยู่เหนือร้านขายชุดชั้นใน (ถูกมากกกกกกกก ขอบอก) ชื่อ Alloggi Gerotto Calderan อยู่แถวๆ Campo San Geremia

ภายในห้อง Triple

บริเวณหน้าโรงแรม

เก็บของเสร็จ ล้างหน้าล้างตา และพักผ่อนนิดหน่อยก็ออกตะลุยเมืองทันที...

... หลงเสน่ห์เมืองเวนิซ ...


เค้าว่ากันว่าเกือบทุกตึกของเมืองเวนิซนั้นมีที่มาที่ไป มีเรื่องเล่า แล้วแทบจะทุกตึกก็เป็นตึกสำคัญไปหมด ... สงสัยจะจริง... เพราะแต่ก่อนนั้นเมืองเวนิซเป็นเมืองค้าขายทีรุ่งเรืองมากกกกก มีทั้งการผลิตและค้าขายสินค้าราคาแพง โดยเฉพาะการผลิตแก้ว Murano ซึ่งต่อมาก็พัฒนากลายเป็นกระจก Mosaic ที่ใช้ประดับตามโบสถ์ในยุโรป... นอกจากนี้... เราคงเคยได้ยินถึง Marco Polo ที่เดินทางไปเจรจาเปิดการค้าขายกับเมืองจีนกันมาบ้าง... อีตา Marco Polo นี่ก็เป็นชาวเวนิซ... แสดงให้เห็นถึงพลังทางการค้าที่เมืองเวนิซมีอย่างเห็นได้ชัด

Align Leftเดินข้ามสะพาน

ชาวเมืองเวนิซมักจะใช้เรือเป็นยานพาหนะในการเดินทาง เพราะน่าจะเร็วกว่าการเดินเท้าเป็นไหนๆ ... โดยการเดินทางแบบนี้นั้นก็มีได้หลายวิธี วิธีที่ถูกสุดก็คือการใช้ Traghetto ซึ่งก็คือ Gondola ปลดระวาง หรือ Gondola ที่คลาสล่างๆ (ไม่มีการตกแต่ง) นั่นเอง... คน local มักใช้วิธีนี้ในการข้าม Grand Canal เนื่องจากทั้งเกาะมีสะพานข้าม Grand Canal แค่เพียง 4 แห่ง... ตรงไหนไกลจากสะพานทั้ง 4 ก็จะพอสามารถหาท่า Traghetto ได้... สนนราคาประมาณ 0.50-0.60 ยูโร ให้บริการถึงประมาณ 18-19 นาฬิกา

กอนโดล่า อีกหนึ่งสัญลักษณ์ประจำเวนิซ

อีกวิธีก็คือ Vaporetto ซึ่งเป็นเรือโดยสารประจำทางที่มีเส้นทางวิ่งหลายสายและครอบคลุมหลายๆส่วนของเกาะ ตลอดจนเกาะเล็กเกาะน้อยที่อยู่ห่างออกไป... คน local สามารถใช้เรือ Vaporetto ได้ในราคาเพียงไม่ถึง 1 ยูโร... แต่นักท่องเที่ยวอย่างเรานั้นต้องเสีย 6 ยูโรต่อ 1 ครั้ง หรือไม่ก็ 10 กว่ายูโรต่อ 24 ชั่วโมง .. ถือว่าเป็นราคาที่แพงทีเดียว... แถมคิดค่ากระเป๋าเดินทาง = ผู้โดยสาร 1 คนด้วย... ไม่ใช่เล่น...

นอกจากนั้นก็มี Water Taxi ... แต่อันนี้ได้ยินว่าแพง... แล้วก็ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง เนื่องจากเห็นแต่ท่าเรือ... งานนี้... เราก็เลยมีประชามติว่าควรจะ "เดิน... เดิน... เดิน... เดิน... " ซะจะดีกว่า

แท๊กซี่เรือ


... Ponte di Rialto ...


เดินกันขึ้นๆลงๆสะพาน เลาะลัดเส้นทางหลืบตึกกันมาชาติเศษ เราก็พบกับสะพานหิน Ponte Di Rialto ซึ่งเป็นหนึ่งในสะพานเส้นหลักที่ใช้ในการข้าม Grand Canal ในช่วงกลางของหมู่เกาะ... สามารถมองเห็นวิวสองข้างของ Grand Canal ที่สวยงามบาดตาบาดใจจริงๆ

Ponte Di Rialto

ครอบครัวที่ Grand Canal

Venezia


... The Romantic Venezia ...


มีแต่คนบอกว่าเมืองเวนิซนั้นโรแมนติก.... บทนี้ไม่พูดพร่ำทำเพลงมาก... แต่อยากจะขอเชิญชวนให้มาพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง...

คุณตาคุณยาย

คู่วัยกลางคน

คู่ใหม่ปลามัน


... Piazza San Marco / Piazzetta di San Marco ...


San Marco ... คงเป็นอีกที่นึงที่เมื่อกล่าวถึงเวนิซก็จะมีคนพูดถึง... เนื่องจากพื้นที่ Piazza San Marco นั้นขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ที่โอ่โถง มีศิลปะวัฒนธรรม มีอาคารที่สวย มีบรรยากาศที่ดี... ช่วงที่เราไปมีดนตรีแจ๊สเล่นคลอๆกันที่มุมหนึ่งของจัตุรัสนี้ด้วย... บรรยากาศดีสมคำร่ำลือ...

จากตรอกซอยซอยแคบๆที่มีคนบ้าง ไม่มีคนบ้างของเวนิซ... เมื่อเราเดินออกมาถึงจัตุรัสแห่งนี้ปุ๊บ... มันรู้สึกเหมือนโผล่ออกมาจากที่แคบๆสู่ลานกว้างๆ ... ที่มีจำนวนผู้คนที่เพิ่มขึ้นทันตาเห็น... ใครๆก็มาออกันอยู่ที่นี่นี่เอง!!

Campanile - Basilica ประจำเมือง

ของฝากจากเวนิซ

Basilica di San Marco

Gondola เทียบท่า

ท่าเรือกอนโดล่า

Chiesa di San Giorgio Maggiore (โบสถ์)

Ponte dei Sospiri (Bridge of Sighs)
สะพานที่เชื่อมกับคุก... ได้ชื่อนี้เพราะนักโทษมักจะถอนหายใจก่อนเดินเข้าคุก


... พรรคพวก "หนีตามกาลิเลโอ" ...

เจอกันโดยไม่ได้ตั้งใจ... เมื่อเห็นต่าย-เต้ยด้วยกันเลยเดาได้ไม่ยากว่าเค้าคงมาถ่ายสกู๊ปโปรโมทหนัง... ทั้งนี้ทั้งนั้น.. จริงๆแล้วเค้ามาถ่ายรายการที่นี่หมอชิต พา backpack ตามสไตล์หนีตามกาลิเลโอไปยังอังกฤษ ฝรั่งเศสและอิตาลี... คุยกันได้พักนึงก็เลยถ่ายรูปเป็นที่ระลึกซะงั้น ^^

คุณต้น นิธิวัฒน์ ธราธร ผู้กำกับ, คุณเสนาลิง (น่ารักมาก), ต่าย ชุติมา และ เต้ย จรินทร์พร


... end note...

ก่อนจากไป... ขอบันทึกหน่อยว่าวันนี้ยกธงขาวยอมแพ้พ่อ.... แรกๆประนามกันไว้เยอะว่าพ่อจะเดินไหวเหร๊อะะะะะ ปกติเดินนิดเดียวก็ไม่ค่อยไหวแล้ว มีไม้เท้าเป็นอาวุธตลอดเวลา... แต่ที่เวนิซนี่ไอ้พวกขาดีที่เหลือนี่หมดสภาพเป็น "ขาลาก" กันหมดเลย แต่พ่อ "ยังไหว!!"... (เอ... หรือว่าพ่อกลัวเสียฟอร์มเลยไม่เอ่ยปาก???) =P ... เดินกันเป็นกิโลๆๆๆๆ ... ขาไปจากโรงแรมสู่ San Marco เราเป็น "ขาลาก"... แต่ขากลับไปถึงโรงแรมเรากลายเป็น "ขาขวิด"!!! 555

Saturday, August 01, 2009

หนีตามกาลิเลโอ (ด้วยคน) ตอนที่ 3 | ทะเลสาบโคโม - มิลาน

Day 3 : July 4, 2009 | Lago di Como - Milano

วันที่สามของการเดินทาง... เราเริ่มออกนอกสถานที่กันเป็นวันแรกด้วยการนั่งรถไฟไปเที่ยวทะเลสาบโคโม ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่อันดับสามของอิตาลี รองจากทะเลสาบ Garda และ ทะเลสาบ Maggiore และมีความลึกเป็นอันดับต้นๆของยุโรปเช่นกัน ... ทะเลสาบโคโมมีความสำคัญกับอิตาลีเนื่องจากเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำสายสำคัญๆหลายๆสาย แม้แต่แม่น้ำที่ไหลผ่านเมืองมิลานก็เป็นแม่น้ำที่มีต้นกำเนิดมาจากทะเลสาบนี้ นอกจากนี้น้ำที่ได้จากที่นี่ยังสามารถดื่มกินได้ด้วย

วันนี้เรามีไกด์ทัวร์กิติมศักดิ์ ได้แก่ เพิ่ม และ น้องจูน (คนแรกนั้นมาเพราะกึ่งๆโดนบังคับ... ส่วนคนที่สองนั้นมาเพราะใจง่าย) :)

... การเดินทางไปทะเลสาบโคโม ...

ทะเลสาบโคโมตั้งอยู่ไม่ห่างจากเมืองมิลานนัก (ประมาณ 70 กว่ากิโลเมตร) เราเลือกวิธีการเดินทางด้วยรถไฟ ก็ต้องเริ่มตั้งหลักกันที่ Stazione Centrale แล้วนั่งรถใต้ดินไปที่สถานี Milan Cadorna ซึ่งเป็นสถานีรถไฟต้นทางไปเมืองโคโม...


ไปถึงก็ไปต่อคิวซื้อตั๋วด้วยกันกับเพิ่มและให้เพิ่มช่วยเป็นธุระให้เนื่องจากเพิ่มอยู่อิตาลีมาปีนึงแล้ว พูดภาษาอิตาลีได้บ้าง ... พอไปถึงที่ขายตัวก็ Gentleman First... เพิ่มก็รีบจัดการให้ทันทีโดยหันไปบอกคนขายตั๋วว่า "5 tickets to Como, please." ตึงงงงงง!!!!! โถๆๆๆๆๆๆ พี่นึกว่าเพิ่มจะจัดให้แบบ "cinque biglietti per il Lago di Como" หรืออะไรแบบนี้ซะอีก!!

จ่ายไปคนละ 3.60 ยูโร ก็ได้ตั๋วรถไฟไปโคโมแบบขาเดียว สำหรับ 5 คน... ออกเดินทาง 9 โมง 40 นาที...


... ลิ้มรส Chocolate ...

มีเวลาอีก 40 นาทีก่อนรถไฟออก... เพิ่มเลยพาไปนั่งที่ร้าน Chocolate บทถนน Via boccaccio ข้างๆสถานี ...


ร้าน Chocolat ก็เป็นร้านที่เชี่ยวชาญในด้าน Chocolat สมชื่อ มีทั้งส่วนที่เป็น Cafe เป็น Ice Cream bar ทั้งชั้นล่างและชั้นลอย... คนชอบ chocolate อย่างเราขอบอกว่า "ห้ามพลาด!" ร้านก็ตกแต่งได้น่ารัก นั่งสบาย ... จะเสียอย่างเดียวที่ยุงเยอะ แถมยุงดุด้วย!!



... ออกเดินทางสู่โคโม ...

รถไฟที่เรานั่งๆกันนี่ดีกว่ารถไฟชั้น 3 บ้านเราตรงที่เบาะนิ่ม... แต่ความเก่าและความสกปรกนี่ใกล้เคียงเลยทีเดียว... น่าสังเกตที่รถไฟที่นี่ (รวมถึงรถไฟใต้ดินด้วย) ไม่ติดแอร์ หรืออาจจะติดแต่ไม่เปิด จะมีก็เพียงบางคันที่เป็นรถรุ่นใหม่ๆที่จะเย็นฉ่ำด้วยแอร์.. นอกนั้นสภาพไม่ต่างกันกับที่เห็นในรูป... ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเพราะว่าที่นี่ก็เหมือนเมืองในทวีปยุโรปหรืออเมริกาเหนืออีกหลายๆประเทศที่ตั้งรับกับอากาศหนาวด้วยการติดตั้งฮีทเตอร์ ในขณะที่หน้าร้อนที่อากาศร้อนจริงๆมันสั้น ติดแอร์ไปก็ไม่คุ้ม ก็เรียกว่าเป็นช่วงที่ต้องอดทนกันตามสมควร... แต่ยังดีที่เมื่อรถเริ่มออกนอกเขตเมืองมิลานก็จะมีลมพัดเข้ามาให้รู้สึกชื่นใจบ้าง ทำให้ไม่อึดอัดจนเกินจะทน...




ประมาณ 1 ชั่วโมงผ่านไป... รถไฟก็พาพวกเรามาถึงสถานีปลายทาง Stazione FNM (Como Nord Lago) กันซักที



... ชมเมืองโคโม ...

ทะเลสาบโคโมเป็นทะเลสาบที่มีรูปร่างเหมือนอักษร Y กลับหัว โดยมีเมืองโคโมอยู่ทางด้านใต้สุดด้านตะวันตก... เมืองโคโมนั้น จริงๆ แล้วในปัจจุบันก็เป็นเพียงเมืองเล็กๆ มีประชากรเพียง 8 หมื่นกว่าคน ตั้งอยู่ริมทะเลสาบซึ่งทำหน้าที่เป็นเมืองหน้าด่านสำหรับคนที่ต้องการเดินทางไปยังส่วนอื่นๆของทะเลสาบโคโม แต่กระนั้นก็ตาม... เมืองโคโมก็ยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีอายุอานามเก่าแก่ มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่สวยงาม มีภูมิประเทศที่เป็นภูเขาตั้งประชันทะเลสาบ อากาศปลอดโปรง ธรรมชาติสมบูรณ์...


Piazza Cavour, Como

อาคารบ้านเรือนที่นี่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แถมมีสีสันเตะตา รอบๆเมืองก็มีดอกไม้ปลูกอยู่กระจัดกระจาย... อ้อ.. เมืองโคโมนี้มีชื่อเสียงในเรื่องผ้าไหม... มีโรงงานผ้าไหมและมีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าไหมมากมาย... แต่ด้วยความที่เรามาจากเมืองไทย... ชาตินิยมเล็กน้อยเนื่องจากชอบไหมไทยอยู่แล้ว.. เราเลยมองข้ามผ่านในการไปดูโรงงานผ้าไหมของเค้า... เมื่อเราไปถึง น้องจูนก็มาพบเราที่สถานีรถไฟแล้วก็พาไปกินไอติมก่อนที่จะเดินเล่นชมเมืองฆ่าเวลาระหว่างรอเรือด่วนท่องทะเลสาบซึ่งมีกำหนดออกตอน 12.15 น.




หลังกินเจลาโต้ชาร์ตพลังงานได้ซักพักก็ทิ้งพ่อกับแม่ไว้แถวๆท่าเรือก่อนที่จะเริ่มเดินชมเมืองเก่าเพียงคร่าวๆ ตามเวลาที่อำนวย... ผ่าน Piazza Cavour เข้าซอย Via Caio Plinio ถนนคนเดินเพียงอึดใจเดียวก็โผล่มาเจอ Piazza del Duomo วิหารประจำเมือง Como... บรรยากาศหน้าวิหารก็ยังให้ความโอ่โถงโล่งสบายอยู่ ... ตัวอาคารของวิหารนั้นเป็นศิลปะผสมทั้งแบบ Baroque แบบ Gothic แบบ Renaissance และแบบ Romanesque ด้านในกว้างขวางโอ่โถงและก็สวยทีเดียว

Como Cathedral

Town Hall

ร้านรวงแถวๆ Piazza Duomo

วันนี้เป็นวันเสาร์... เสาร์เริ่มแรกของการลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ หลังจากที่เดินเลาะถนน Via Boldoni กลับไปยังท่าเรือ เราเห็นผู้คนแออัดตามร้านค้ามากมาย แน่นขนาดที่น้องจูนซึ่งได้ทุน Erasmus มาเรียนที่เมืองโคโมต้องรีบออกตัวว่ามัน "ผิดปกติ"

พ่อกับแม่มาเจอกันที่ท่าเรือ (ใส่เสื้อ match กันโดยไม่ได้นัดหมาย)

... ล่องเรือชมทะเลสาบ ...

นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงเศษๆ เราไปรวมตัวกันที่ท่าเรือ Navigazione Lago di Como ... น่าแปลกที่บ้านเมืองนี้ไม่มีป้ายบอกว่าเราจะต้องขึ้นเรือที่ท่าไหน บนตั๋วที่ซื้อก็ไม่มีอะไรเขียนไว้นอกจากสถานีต้นทาง ปลายทาง ชนิดของเรือ วันซื้อตั๋ว ราคา และจำนวนคน... ไม่รู้ว่าเค้าจะประหยัดทรัพยากรธรรมชาติในการผลิตตั๋วรึเปล่า เพราะว่าตั๋วเรือด่วนที่ซื้อไว้ในราคา 70.20 ยูโร (คนละ 11.70 ยูโร) นั้นเป็นเพียงกระดาษขนาดเท่า slip ใบเสร็จทั่วไปที่พิมพ์ข้อมูลดังที่กล่าวมาเพียงแค่นั้น ตารางเวลาเรือต้องไปดูจากแผ่นพับที่มีแจกให้ต่างหาก ประกอบกับต้องถามเจ้าหน้าที่เอาว่าจะให้ขึ้นจากท่าเบอร์อะไร


เรือล่องทะเลสาบใช้พลังงานน้ำในการขับเคลื่อน


เราเลือกนั่งเรือด่วนไปยังเมือง Bellagio เมืองตรงแง่งตัว Y ที่เป็นเมืองตากอากาศชื่อดังในย่านทะเลสาบโคโมนี้ ... เรือด่วนออกจากท่าเบอร์ 2 เวลา 12.15 น. แวะจอดเพียงท่า Argegno, Lezzeno, Lenno และ Tremezzo ก่อนที่จะไปถึงท่า Bellagio ตอน 12.57 น. ใช้เวลาเดินทางบนเรือประมาณ 42 นาที (หากใช้เรือหวานเย็นราคาย่อมเยากว่านั้นจะต้องแวะทุกท่า กินเวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง 21 นาที แต่จะได้เรือลำใหญ่ขึ้น พร้อมทั้งมีบริการขายอาหารบนเรือด้วย)

มุ่งหน้าสู่ Bellagio

วิว Como จาก offshore

บ้านเรือนริมทะเล... ไต่เข่าขึ้นไปสร้างกันทีเดียว (ทราบจากน้องจูนว่าตอนนี้เราออกกฎห้ามสร้างอาคารเพิ่มเติมบนเขาแล้ว ไม่งั้นทั้งเขาคงมีแต่บ้าน)

พักผ่อนหย่อนใจ

... กินบรรยากาศที่ Bellagio ...

เมือง Bellagio ก็เป็นอีกเมืองริมทะเลสาบโคโมที่หลังเป็นเขา หน้าเป็นทะเลสาบ... บ้านเรือนถูกปลูกสร้างลดหลั่นกันตามความสูงของพื้นดิน.. มีประชากรน้อยลงไปอีก... เพียงประมาณ 3000 คนเท่านั้น! กำลังเล็กๆน่ารักน่าชัง... การจะชมตัวเมือง Bellagio ที่ดีที่สุดก็คือการเดินลัดเลาะไปตามทางแคบๆที่ลัดเลาะขึ้นไปบนภูเขา... บ้านเรือนที่นี่น่ารักด้วยสีสันสดใสประกอบกับการห้อยดอกไม้ตามระเบียงหน้าต่าง ชวนให้คิดยิ่งนักว่าตอนรดน้ำต้นไม้นี่คนข้างล่างต้องเปียกแน่เลย... มารู้ทีหลังว่าจริงๆเค้าไม่รดห่ามๆขนาดนั้น แต่ยกกระถางดอกไม้มาแล้วค่อยให้น้ำ! (ช่างมีวัฒนธรรมกันจริงๆ)



รูปหมู่คณะเดินทางเพียงน้อยรูปที่เรามี



... กองทัพเดินด้วยท้อง ...


สิ่งแรกที่เราทำเมื่อไปถึง Bellagio ก็คือการไปหาอะไรกิน... นำทีมโดยเพิ่มซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพาญาติสนิทมิตรสหายมาท่องโคโมเป็นครั้งที่ร้อย (ขอเวอร์หน่อย... แต่คาดว่าคงรู้สึกแบบนั้นจริงๆ) ... ส่วนน้องจูนนี่... เป็นเด็กโคโมก็จริง... แต่ไม่เคยล่องทะเลสาบ -.-' เหตุเป็นเช่นใดไม่อาจทราบได้ แต่น้องจูนมาอยู่โคโมแค่ครึ่งปีหลังจากไปอยู่สเปนมาแล้วครึ่งปี แล้วก็กำลังจะย้ายถิ่นฐานไปสต๊อกโฮมเป็นเป้าหมายต่อไป...



อาหารประจำทะเลสาบนี่ก็คือ fish and chip นี่เอง... ทำจากปลาน้ำจืดที่ตกได้ในทะเลสาบ... แต่เมื่อจินตนาการจานอาหารแบบ fish and chip รสชาติชืดๆ ที่เห็นกันบ่อยๆในอังกฤษแล้วก็ขอบาย... กินปลาน้ำเค็มอย่างแซลมอนซะท่าจะดีกว่า ^^ ... อาหารมื้อนี้ก็เป็นอีกมื้อที่เป็นอิตาเลี่ยนเต็มที่ ทั้งพิซซ่า พาสต้า สลัดน้ำมันโอลีฟผสมน้ำส้ม ข้าวข้น Risotto และซุบถ้วยโต

แซลมอนแสนอร่อย

น้องจูนกับขาแฮม (ขาแฮมนะ... ขาแฮม... =P)

... ดื่มด่ำบรรยากาศเมืองพักผ่อน ...


เดินๆเมี่ยงๆมองๆเมือง Bellagio นี่แล้วก็ชวนให้คิดว่าร้าน Primo Posto ชื่อดังแถบเขาใหญ่นั้นได้ไอเดียบ้านเรือนมาจากที่นี่รึเปล่า... บ้านเมืองที่นี่บรรยากาศดีมากทีเดียว ถึงแม้ว่าแดดจะแรงจัด แต่เมื่อเดินซอกแซกตามหลืบอาคาร เราก็มีเงาตึกเป็นที่บังแดดได้อย่างธรรมชาติ...



... ตากแดดริมทะเลสาบ ...

บรรยากาศในร่มชิลแค่ไหน เรารู้ได้เมื่อก้าวเท้าออกแดด! แม่เจ้า.... แวร๊งงงงมากกกกกกกก.... ดำกันไปข้างนึงเลย... แต่วิวสวย... จำต้องยอมดำ... ลืมบอกไปว่าทะเลสาบโคโมนั้นอยู่เกือบจะประชิดติดชายแดนอิตาลี-สวิตเซอร์แลนด์แล้ว... เรียกว่าแนวเขตเส้นแบ่งชายแดนนั้นลดเลี้ยวไปตามรูปร่างของทะเลสาบ โดยที่พื้นที่ทั้งหมดของทะเลสาบและบ้านเรือนชายฝั่งนั้นยังอยู่ในเขตของอิตาลีทั้งหมด แต่แนวภูเขาสูงถัดๆออกไปนั้น ในบางช่วงก็เป็นเขตแดนของสวิตเซอร์แลนด์ซะแล้ว

ฝั่งตรงข้ามเมือง Bellagio... ภูเขาหน้าตาแปลกๆดี

ตากแดด

เมือง Bellagio

เราเดินทางกลับด้วยเรือด่วนรอบ 15.29 น. ไปถึงโคโมตอน 16.24 น. และขึ้นรถไฟกลับเที่ยวห้าโมงกว่าๆ ถึงมิลานในอีก 1 ชั่วโมงถัดมา... จากนั้นก็มีภารกิจสำคัญกับภาพ the Last Supper


... เสี่ยงดวงกับภาพ the Last Supper...

ใครรู้จัก Lionardo Da Vinci นั้นก็น่าจะรู้จักภาพเขียนของเค้าที่ชื่อ the Last Supper ซึ่งเป็นภาพเขียนบันทึกเหตุการณ์สำคัญทางศาสนาคริสต์ กล่าวคือมื้ออาหารมื้อสุดท้ายก่อนที่พระเยซูจะถูกตรึงไม้กางเขน โดยภาพต้นฉบับของ the Last Supper นั้นถูกวาดไว้บนกำแพงของอาคารด้านข้างโบสถ์ Chiesa di Santa Maria delle Grazie ในเมืองมิลาน... ผู้สนใจจะเข้าชมต้องจอวล่วงหน้าเป็นแรมเดือน ด้วยค่าจองที่ถูกชาร์ตไปอีกหลายต่อ สนนราคาสุทธิมากกว่า 16 ยูโร (แล้วแต่ว่าโดนชาร์ตไปอีกเท่าไหร่) ... สาเหตุที่จำเป็นต้องจองเนื่องจากภาพต้นฉบับนั้นวาดด้วยสีน้ำมันผสมกับ tempera (เทคนิคการวาดรูปแบบผสมน้ำมันกับไข่แดง หรือไข่กับน้ำ) ในช่วงศตวรรษที่ 15 ซึ่งเมื่อเจอผลของการเวลาที่ผ่านไปก็ทำให้รูปนั้นเสื่อมโทรมลง การบูรณะในยุคแรกๆก็ทำกันผิดวิธี มีการระบายสีทับของเดิมทำให้ภาพที่เห็นแตกต่างไปจากาพต้นฉบับ จนกระทั่งมีการบูรณะอย่างจริงจังในช่วงศตวรรษที่ 20 ใช้เวลาถึง 22 ปี ภาพนี้จึงกลับมาเป็นภาพผลงานของ Da Vinci อีกครั้ง ถึงแม้ว่างานจะไม่สมบูรณ์ที่สุดก็ตาม ... ว่ากันว่าเหงื่อและลมหายใจของคนเราก็มีส่วนทำให้ภาพเสื่อมลงได้... เค้าจึงจำเป็นต้องจำกัดจำนวนผู้เข้าชมต่อวัน โดยในแต่ละครั้งจะยอมให้เข้าชมครั้งละเพียง 25 คนเท่านั้น...

Santa Maria delle Grazie

ที่ต้องบอกว่า "เสี่ยงดวง" นั้นก็เพราะเราไม่ได้จองกันมา! เอามันดิบๆอย่างนี้แหล่ะ เดินไปถึงทึ่ถ้าเค้ามีล๊อตว่างให้เข้าก็เข้ามันเลย ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร.. กลับก็ได้... ก็เลยเดินดุ่มๆๆๆ จาก Milano Cadorna Station ไปยัง Santa Maria delle Grazie... แต่เจ้ากรรม... ถึงเวลาสวดมนต์ของเค้าพอดี.. เราเลยเดินทะลุโบสถ์ไปยังอาคารเก็บภาพ the Last Supper ไม่ได้.... ต้องเดินอ้ออออออออมมมมมมรอบโบสถ์รอบใหญ่เลย

ภาพ the Last Supper อยู่ในนี้แหล่ะ

เตร็ดเตร่หน้าโบสถ์อยู่พักนึง พ่อก็เรียกเข้าไปในอาคารเพื่อไปถามเค้าว่ายังเข้าได้มั้ย... ไม่รู้จะเรียกเฮ็งหรืออะไร... เจ้าหน้าที่บอกว่า "มี!!!"... (ตอนแรกนึกว่าโดนหลอก) ... แต่มีแค่ 4 ใบเท่านั้นนะ... น้องเพิ่มเลยอดเนื่องจากยังอยู่ที่นี่ มีโอกาสดูได้อีก... คนต่างด้าวอย่างเรา 4 คน พ่อ แม่ น้าโหนก และเราก็เลยได้แจ็คพอตเข้าไปดูของจริงเต็มๆ ... และที่เฮ็งมากกว่าเดิมคือเค้าคิดค่าตั๋วแค่ 6.50 ยูโร!!!!!!!! เลิศมากกกกกนะคะ... เล่าให้ใครฟังมีแต่คนอิจฉาาาา =P เพิ่มบอกอีกว่าหลังจากที่เค้าจ่ายตั๋วแล้วปล่อยเราเข้าไปแล้วนั้น เค้าก็ปิดตึกเลิกรับลูกค้าของวันนั้นเลย.... เรียกว่ามาได้จังหวะสุดๆ

เนื่องจากรูปวาดนี้ค่อนข้างอ่อนแอ... นอกจากจะจำกัดจำนวนผู้เข้าชม จำกัดเวลาแล้วนั้น (ให้ดูครั้งละ 15 นาที) ตัวอาคารก็โดนกั้นด้วยประตูกระจกถึงสองชั้น ซึ่งประตูทั้งสองชั้นนี้จะเปิดออกทีละบาน ไม่มีการเปิดพร้อมกันให้อากาศข้างนอกไหลเข้าไปได้... เมื่อเราเข้าประตูบานแรกไปแล้วก่อนบานที่สองจะเปิดนั้น เค้าจะมีการพ่นยาฆ่าเชื้อเพื่อทำความสะอาดเราด้วย...

พ่อแฮปปี้สุดเพราะอยากดูมากกกก

รูปจริง.... อลังการรรรรรรรร.... ใหญ่มากกกกก.... แต่ด้วยความที่ยังไม่ได้ดู Da Vinci's Code เราเลยยังไม่ลึกซึ้งมากนักตอนที่ดูภาพ... ต้องคอยให้พ่อเล่าให้ฟังคร่าวๆ เก็บรายละเอียดด้วยสายตา แล้วมาอ่านเกี่ยวกับภาพต่อหลังจากออกมาแล้ว... ชวนให้ทึ่งกับความสามารถของ Da Vinci เสียเหลือเกิน ... นอกจากเป็นปราชญ์ในการคำนวณ การก่อสร้าง สถาปัตยกรรมต่างๆ ยังมีความสามารถในด้านศิลปะที่เป็นเลิศอีก... ทำได้ไง?!?!

เพิ่มชี้ป้ายแม็คเหรอ??

เฮฮาบนรถเมล์

จบเย็นวันนี้ด้วยรอยยิ้มและความเฮ็ง... ลืมบอกว่าจิ๋วไม่ได้มาด้วยกันวันนี้เพราะว่า "Business Comes First" ... ต้องไปผลิตสินค้าที่มีลูกค้าสั่งไว้ให้เสร็จก่อนจะหนีไปเที่ยวยาวๆ ... ตกเย็นเลยมาเจอกันที่ Loreto แล้วลองกินอาหาร Asian Fusion กัน... ร้านอะไรทำผัดไทยด้วยเส้นมาม่า แถมซอสก็มีกลิ่นกะปิด้วย... รสชาติดีนะ.. แต่มันไม่ใช่ผัดไทยยยยย!!!!!