Wednesday, July 09, 2008

คอนเสิร์ตเพลงแบบประภาส


"คลาสสิกอย่าดูถูกแจ๊ซ
แจ๊ซอย่าดูแคลบป๊อป
ป๊อปก็อย่ารังเกียจลูกทุ่ง
ลูกทุ่งเองก็อย่ารังงอนหมอลำ
หมอลำก็อย่าไปคิดว่าคลาสสิกมันสูงส่ง "
ประภาส ชลศรานนนท์



เดอะจิก ประภาส ชลศรานนท์ เป็นอีกนักเขียนหนึ่งที่เรา (และพี่ๆน้องๆเรา) ชื่นชอบมาตั้งแต่วัยยังเอ๊าะๆ ความคิดในมุมมองบ้านๆ ถูกเรียงร้อยมาเป็นบทประพันธ์ในหลายๆรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเพลง บทความ บทละคร ฯลฯ รายชื่อผลงานของคุณจิกมียาวเป็นหางว่าว ตามไปดูได้ที่ www.prapas.com

ประภาสเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งวงเฉลียง วงโปรด (สุดๆ) ของเรา เรียกว่าเป็นการปฏิวัติวงการเพลงเลยก็ได้ ใครจะคิดว่าคอนเซ็ปต์ง่ายๆเรื่องการทอดไข่เจียว จะกลายเป็นเพลงฮิตติดลมบน "นายไข่เจียว" ขึ้นมาได้ หรือว่าคำอวยพรบ้านๆ "ขอให้เจ้าภาพจงเจริญ" จะเป็นเพลงฮอตฮิตขึ้นมาได้ ประภาสมีสำนวนในการเปรียบเปรยที่ฟัังแล้วเข้าใจง่าย มีภาษาที่สละสวล เีพียงแค่หยิบยื่นมุมมองความคิดในอีกมุมนึง ก็ทำให้เราได้ข้อคิดดีๆอะไรหลายๆอย่าง


เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (6 ก.ค.) ได้มีโอกาสไปดูคอนเสิร์ตเพลงแบบประภาส จัดขึ้นที่ีศูนย์วัฒนธรรม... ฟังเพลงประภาสจนอิ่มเลย เล่นกัน 4 ชม.ครึ่ง (รอบสุดท้าย) เสียแต่ว่าคอนเสิร์ตไม่น่าเริ่มช้าไปเกือบชั่วโมง

ศิลปินหลักที่มาร่วมร้องคือ เจนนิเฟอร์ คิ้ม, เบน ชลาทิศ (เพิ่งเคยเห็นตัวจริงวันนี้... หน้าคล้ายๆพี่ยมแห่งเป็นต่อนะนั่น... แต่เวอร์ชั่นตัวใหญ่กว่า 555), ปาน ธนพร, พี่บี พีระพัฒน์ เถรว่อง, โอ๋และลูกหว้า ดูบาดู, ขาดไม่ได้คือพี่ป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์ (พี่เท่มากๆพี่) แล้วก็มีพิเศษที่ขาดไม่ได้คือเฉลียงกับสามโทน วงคู่บุญการแต่งเพลงของพี่จิก อ้อ.. แล้วก็มีเพลิน พรหมแดนมาด้วยนะ... ฮาซะ


เพลงที่ร้องก็มีตั้งแต่เพลงของเฉลียง สามโทน แล้วก็มีเพลงฮิตอื่นๆเช่น ไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน (เวอร์ชั่นแรกของวิยะดา โกมารกุล), รุ้งอ้วน + พี่ชายที่แสนดี (ระวิวรรณ จินดา), รักเธอแต่เธอไม่รู้ (หนุ่มเสก), ฟั่นเฟือน (พงศ์พัฒน์ วชิรบรรจง -- เพลงนี้พี่ป้างเอามาร้อง... กรี๊ด.. สลบ) แล้วก็สารพัดเพลงที่จะมี


แต่หนึ่งเพลงที่ประทับใจมากๆเลยก็คือเพลง "ต้นชบากับคนตาบอด" ที่ได้น้องตั๊ก อธิศรี สงเคราะห ที่พิการทางสายตาจริงๆมาเป็นผู้ขับร้อง น้องตั๊กนี่มีพรสวรรค์ในการร้องเพลงมากๆ ชื่นชมๆ ชอบมากๆค่ะ


ต้นชบากับคนตาบอด
(อยู่ในอัลบั้มอื่นๆอีกมากมายของเฉลียง ปี 2529)

ผลิดอกงาม แตกกิ่งใบ
จับดวงใจแม้ใครบังเอิญได้เดินมองมา
อาจจะพบเห็น เห็นด้วยตา
ต้นชบาขึ้นในโรงเรียนสอนคนตาบอด
ไม่อาจชม ดอกชบา
ด้วยดวงตาสองตามีกรรมโลกจึงมืดมน
ไม่อาจพบเห็นเหมือนบางคน
ว่าดอกผลนั้นมีสีสันรูปทรงอย่างไร

บอดก็เพียงสายตาเท่านั้น แต่จิตใจก็ยังผูกพันความงาม
อาจจะรับรู้ไปตาม สูดกลิ่นงามฟังเสียงวิไลร่มไม้บังเงา

ต่างก็เพียง ผู้จะชม
สิ่งจะชมสำคัญในมันนั่นคืออันใด
เหตุกับผลนั้นหรือว่าใจ
ต้นชบาก็มีความหมายไปตามคนมอง

สิ่งจะงาม อยู่กับใจ
บอดที่ใจเห็นไปอย่างไรไม่มีวันงาม

โลกจะสวยนั้นสวยไปตาม
จิตที่งามมองโลกสดใสไปในทางดี

**************


มีอีกเพลงที่ชอบชื่อเพลง "ควายไทย" ขับร้องโดยธงชัย ประสงค์สันติ แต่ไม่รู้จะหาเนื้อได้จากไหน เพลงออกแนวซื่อๆ ใครได้ฟังอาจจะเลิกว่าคนอื่นโดยใช้ควายไทยเป็นตัวเปรียบเปรยได้

สุดท้ายพี่จิกออกมาแจกลายเซ็น


credit รูปสวยๆ (ยกเว้นรูปสุดท้าย) จาก matichon online, และ http://archchula.multiply.com/photos/album/18/Prapass_songs_Concert#48

Saturday, July 05, 2008

การบริหารจัดการกิเลส : Kilesa Management

In the world where people are striving for success, important things as a human being are often overlooked. Knowing ourselves seems to be something simple, yet a lot of people fail to do so. A question for today is to ask yourself whether you think you are successful in life (education, career or what-so-ever)? And adding to that, whether you think you are successful as a human being?

****************
An article from Post Today

การบริหารจัดการกิเลส : Kilesa Management

โดย ท่าน ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

ช่วงเข้าพรรษานี้ “สถาบันวิมุตตยาลัย” (Vimuttayalaya Institute) ซึ่งเป็นสถาบันการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุกที่ผู้เขียนตั้งขึ้นมา จะเปิดสอนวิชาพิเศษขึ้นมาวิชาหนึ่ง นั่นคือ วิชา “Kilesa Management” หรือวิชา “การบริหารจัดการกิเลส” รับสมัครบุคคลทั่วไปเข้าศึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น


สาเหตุที่ผู้เขียนคิดเปิดสอนวิชานี้ ก็เพราะมองเห็นอย่างชัดเจนว่า ระบบการศึกษาไทยเท่าที่เป็นอยู่ หรือระบบการศึกษาของโลกทั้งหมดก็ว่าได้ ล้วนเป็นระบบการศึกษาที่เน้น “การทำมาหากิน” เป็นสำคัญ โดยหลงลืมไปว่ามนุษย์นั้น ทำมาหากินอย่างเดียวไม่พอ ยังต้องมีการ “ทำมาหาธรรม” ด้วย

ระบบการศึกษาทั่วไปนั้น เน้นให้มนุษย์ “วิ่งตามกิเลส” มากกว่าที่จะ “หยุดกิเลส” คนยิ่งได้รับการศึกษา กิเลสจึงยิ่งทวีความซับซ้อน คนมีการศึกษาสูงขึ้นเพียงใด กิเลสก็ออกลวดลายเพริศแพร้วร้อยเล่ห์พันเหลี่ยมมากขึ้นเพียงนั้น

ระบบการศึกษาทั่วไปนั้น เน้นให้มนุษย์เรียนรู้ที่จะอยู่ในโลกให้ “รอด” โดยมองข้ามคุณภาพของการอยู่รอด และนั่นจึงเป็นที่มาให้มนุษย์ที่คิดแต่จะเอาตัวรอดบนพื้นฐานของความเห็นแก่ตัว มนุษย์พากันทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ตัวเองรอดโดยไม่คำนึงว่า ระหว่างทางเพื่อสร้างความอยู่รอดนั้น จะต้องเบียดเบียนใคร หรืออะไรบ้าง

ระบบการศึกษาทั่วไปนั้น เน้นให้มนุษย์ศึกษาแต่เรื่อง “นอกตัว” ไกลออกไปเรื่อยๆ เราศึกษากันไกลออกไปจนถึงขนาดรู้รายละเอียดของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ อุกกาบาต ดาวหาง และระบบสุริยจักรวาล กาล อวกาศ และอะตอม ดีเอ็นเอ พันธุกรรม การโคลนนิง ฯลฯ

วิทยาการของโลกในด้านวิทยาศาสตร์นั้น นับว่าก้าวไปไกลถึงขนาดรู้ล่วงหน้าว่าหากมีดาวหาง หรืออุกกาบาตจากนอกโลกจะโคจรเข้ามาสู่วิถีโลกและจะเกิดการพุ่งชนโลกในอีก 100 ปีข้างหน้า เราก็สามารถป้องกันได้ทัน แต่แล้ว การศึกษาที่รู้สารพัดรู้เรื่องนอกตัวอย่างนี้เอง กลับไม่สามารถทำให้มนุษย์รู้เรื่อง “ในตัว” เช่น ณ ปัจจุบันขณะ จิตกำลังกระเพื่อมด้วยอิทธิพลของความโลภ ความโกรธ ความหลง ความริษยา ด้วยความแรงกี่ริกเตอร์

พอเรารู้สารพัดรู้ แต่ไม่รู้เรื่องภายในตัวเอง มนุษย์จึงได้ใช้ความรู้เหล่านี้เอง ทั้งสร้างสรรค์และทำลายตัวเองและทำลายโลกไปพร้อมๆ กัน

สังคมไทยของเราเวลานี้ มากไปด้วยคนที่รู้สารพัดรู้ แต่ไม่รู้จักกิเลสของตัวเอง ความยุ่งเหยิงวุ่นวายถึงได้เกิดขึ้นกระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่ง

ระบบการศึกษาทั่วไปนั้น สอนให้มนุษย์มีทักษะในการ “เอา” จากคนอื่น สิ่งอื่น มากกว่าการเป็นผู้ “ให้” แก่คนอื่นและแก่สิ่งอื่น ทรัพยากรของโลกจึงถูกนำมาใช้อย่างไม่ปราณีปราศรัยเป็นเหตุให้โลกหายนะอย่างรวดเร็ว

ระบบการศึกษาทั่วไปนั้น สอนให้มนุษย์บริหารจัดการอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่แล้ว กลับหลงลืมเรื่องการ “บริหารจัดการกิเลส” ที่อยู่ภายในใจตน

ระบบการศึกษาในพระพุทธศาสนานั้น ท่านเน้นไปที่การรู้จัก “บริหารจัดการกิเลส” ภายในใจตนเป็นสำคัญ เมื่อรู้จักตน ก็รู้จักโลก และรู้ที่จะอยู่ในโลกอย่างมีความสุข และอยู่ในโลกอย่างมีคุณภาพ

การอยู่ในโลกอย่าง “มีคุณภาพ” เป็นเป้าหมายหนึ่งของการศึกษาแนวพุทธ

คนที่รู้จักตน รู้จักกิเลสอย่างถ่องแท้ จะเรียนรู้ถึงวิธีที่จะบริหาร “ชีวิต” และบริหาร “กิเลส” ให้เกิดสมดุล

ดังนั้น นิยามของคำว่า “การศึกษา” ในพระพุทธศาสนาจึงแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงจากนิยามของการศึกษาแบบโลกๆ

ในพุทธศาสนา เรานิยามความหมายของการศึกษาว่า “การรู้จักตัวเอง” ทั้งนี้ บทนิยามดังกล่าวมีรากศัพท์ตามหลักทางภาษาศาสตร์ว่า “สยํ อิกขตีตี = สิกขา” แปลว่า “การรู้จักตัวเอง, (หรือ) การมองเห็นตัวเอง คือ การศึกษา”

ในบรรดานักการศึกษาคนสำคัญของโลกนั้น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นับว่าเป็นนักการศึกษาที่โลกยกย่องคนหนึ่ง ช่วงชีวิตของไอน์สไตน์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาสนใจเรื่องปรัชญาการศึกษาและสันติภาพโลกมาก

วันหนึ่ง ไอน์สไตน์ได้รับจดหมายจากประเทศอิสราเอล ขอเชิญให้เขาไปรับตำแหน่ง “ประธานาธิบดี” ของประเทศนั้น

สำหรับคนทั่วไป ตำแหน่งผู้นำประเทศอย่าง “ประธานาธิบดี” หรือ “นายกรัฐมนตรี” นั้น ใครๆ ก็คงตาลุกวาวกับตำแหน่งนี้ และปรารถนาว่า สักวันหนึ่งต้องก้าวไปให้ถึง ยิ่งจู่ๆ ก็มีคนจัดตำแหน่งนี้ใส่พานมาให้ด้วยแล้ว ที่จะให้ปฏิเสธเสียเลยนั้น มันทำได้ยากเหลือแสน แต่ไอน์สไตน์ไม่ใช่คนทั่วไป เขารู้จักตัวเองเป็นอย่างดีว่า ตัวเขาเกิดมาเพื่อสิ่งใด และมีความถนัดในชีวิตในเรื่องใด

ไอน์ไสตน์เคยเป็นเจ้าของวาทะ

“การเมืองเป็นเรื่องวูบไหว แต่สมการเป็นเรื่องแน่นอน”

ดังนั้น เขาจึงตอบปฏิเสธจดหมายเชิญอันทรงเกียรตินั้นด้วยวาทะนุ่มๆ ว่า “ข้าพเจ้าขอบใจสำหรับความไว้วางใจ แต่ข้าพเจ้าไม่รับทำงานที่ตนเองไม่มีความถนัด”

ไอน์สไตน์ เป็นคนที่ “รู้จักตัวเอง” ตามนิยามการศึกษาแนวพุทธ แม้ไม่ใช่การรู้จักตนเองในลักษณะตื่นรู้ดูใจ แต่อย่างน้อยที่สุด เขาก็รู้จักตัวเองในระดับโลกิยะหรือระดับความถนัดส่วนตัวว่า ตนเองนั้นมี “ศักยภาพ” แค่ไหน และเหมาะสมแก่ภารกิจในเรื่องใดมากที่สุด

การรู้จักตัวเองแม้ในทางโลก ก็ยังมีคุณูปการมหาศาลที่สามารถจะทำให้มนุษย์รู้จัก “จัดวาง” ตนเองไว้ในตำแหน่งแห่งที่อันเหมาะสมแก่ตนถึงเพียงนี้ จึงไม่จำต้องกล่าวถึงการรู้จักตนเองอย่างลึกซึ้งผ่านการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

โลกของเราเวลานี้ เต็มไปด้วยคนที่ไม่รู้จักตัวเอง ที่กำลังแสดงบทบาทอยู่ในเวทีต่างๆ อย่างมากมาย และโดยมากเป็นการแสดงอย่างชนิดตีบทไม่แตก เมื่อตีบทไม่แตก ไม่รู้ว่า ตนควรบริหารจัดการตนเองอย่างไร คนเหล่านั้นแม้จะประสบความสำเร็จในการทำมาหากินทั่วๆ ไป แต่กลับล้มเหลวในฐานะที่เป็นมนุษย์
สังคมไทยและมนุษยชาติ จำเป็นต้องมีระบบการศึกษาที่จะทำให้มนุษย์รู้จักตนเอง เพราะหากเรายังคงวิ่งตามระบบการศึกษากระแสหลักไปเรื่อยๆ เช่นนี้ วันเวลาหายนะของมนุษยชาติและของโลก คงจะมาถึงเร็วชนิดตั้งตัวอย่างไร ก็รับมือกันไม่ทัน

ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่าน ว.วชิรเมธี ได้ที่ wvmedhi @ yahoo.com

*****
ขอบคุณ http://www.phrathai.net/node/1295 สำหรับข้อมูล