Friday, April 06, 2007

The Sakura Time!



A short walk along Kamo River yesterday and an hour break from school to my favourite Shinnyodo today - the first time there for Spring. I went up Mt.Yoshida from the main campus, down the other side, into Shinnyodo, then across Shirakawa Rd. to Philosophy's Path, before returning to the campus. Great weather for the past two days.

Some photos are light and contrast adjusted. For full album, see my flickr photos.

Tuesday, April 03, 2007

ช่องว่างของความเชื่อใจ

วันนี้ขึ้นหัวเรื่องแปลกๆ แถมเขียนเป็นภาษาไทย คือวันนี้ขี้เกียจเขียนภาษาอังกฤษล่ะนะ พล่ามกันสั้นๆง่ายๆเป็นภาษาไทยดีกว่า

ตะกี้เพิ่งได้ดูรายการของช่องสถานีโทรทัศน์คันไซ 関西テレビ เค้ามีรายการพิเศษเรื่อง
私たちは何を間違えたのか検証・発掘!あるある大事典
「制作者が証言ねつ造と改ざんの全容過ちを繰り返さないために再発防止への誓い」
(แปลเป็นภาษาไทยไม่ค่อยถูก แต่ประมาณว่า "พวกเราทำอะไรผิดไปหรือ?" ศึกษาหาข้อผิดพลากจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับรายการ Hakkutsu! Aru-aru Daijiten เพื่อหวังว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก)

มันเป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากเรื่องของการกินนัตโตะ (ถั่วหมัก) ลดความอ้วน (ไปอ่านจากบล๊อกปอยได้) มันเป็นรายการที่เอาเรื่องราวความรู้คือๆเป็น Encyclopedia เรื่องราวต่างๆ ซึ่งหลายๆครั้งก็มักจะทำเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ เรื่องกินอะไรลดความอ้วนได้ ฯลฯ ดังมากๆในญี่ปุ่น เหมือนอย่างที่ปอยเขียนในบล๊อกแหล่ะ ว่าหลังจากที่รายการออกอากาศว่ากินนัตโตะลดความอ้วนได้ แค่นั้นคนญี่ปุ่นก็แห่กันไปซื้อจนหมดซุปเปอร์ในเวลาอันรวดเร็ว ทีนี้หลังจากนั้นไม่นานก็มีข่า่วออกมาว่าทีวีรายการนี้มั่ว (อันนี้ก็อ่านบล๊อกปอยได้อีกที)<-- คุณเจ๊ติดตามมากเลยนะเรื่องนี้.. อิอิ ตอนนี้รายการก็เลยถูกถอดออกจากผัง ความไว้เนื้อเชื่อใจที่ประชาชนมีกับรายการนี้ รวมถึงรายการอื่นๆบนสถานีเดียวกันก็หายไปในพริบตา เค้าเลยทำสารคดีนี้ขึ้นมาเพื่อตามล่าหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น

สิ่งที่ค้นพบคือ... ผู้ผลิตและผู้กำกับรายการออกมายอมรับโดยดีว่ามีการตบแต่งและบิดเบือนข้อมูลในหลายๆจุดจริง เวลาคนทำรายการ เค้าก็คิดว่าจะนำเสนอรายการยังไงให้คนดูเข้าใจได้ง่ายและน่าสนใจ ก็จะเอาข้อมูลที่ไปหาเจอตามที่ต่างๆ บางทีก็เป็นงานวิจัยที่มีขึ้นในญี่ปุ่น บางทีก็ในต่างประเทศ แล้วเอามาทดลองเองง่ายๆ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับว่าได้ผลที่เป็นที่น่ายืนยันได้ ก็เอาจุดบางส่วนของงานวิจัยนั้นๆ มาปรุงแต่งรสเอง แล้วก็ทำเป็นเรื่องราวนำเสนอสู่ประชาชน มีตอนนึงเค้าก็บอกว่า "คงมีคนที่ดูรายการแล้วเชื่อในสิ่งที่รายการนำเสนอทั้ง 100% แต่... ผม... ไม่ได้ทำรายการทั้ง 100%" ตอนนี้ก็มีการสาวเรื่องไปถึงในอดีตด้วย ว่าสิ่งที่เคยนำเสนอไปตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีอันไหนที่มีข้อมูลแต่งเอง (make ข้อมูลนั่นแหล่ะ) หรือว่าส่วนไหนมีการบิดเบือน เปลี่ยนแปลงข้อความ ก็ชวนให้น่าตกใจว่า... รายการที่ออกตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา มีเป็นสิบๆรายการเลยที่ไม่ตรงกับข้อมูลความเป็นจริง แล้วรายการที่ว่ามาส่วนมากเกี่ยวกับสุขภาพร่างกาย และการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนด้วย เมคข้อมูลไปเท่าไหร่ไม่รู้ แต่ฟังแล้วแอบน่ากลัว เราจะรู้ได้ไงว่าสิ่งที่เราดูในทีวีทุกวันนี้ มันเป็นเรื่องจริงหรือว่าเรื่องที่แต่งขึ้นมากันแน่?

ทำไมถึงอยากเขียนเรื่องนี้ในบล๊อก?
เหตุการณ์นี้มันชวนให้นึกถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นหลายๆเรื่อง ญี่ปุ่น... เป็นประเทศที่หลายๆคนพูดกันมากว่าเป็นสังคมแห่งความเชื่อใจ ขึ้นรถไฟ.. มีวิธีโกงค่าโดยสารได้สารพัด แต่เค้าก็ไม่ทำกัน กระเป๋าตังค์ตกหาย... ก็มักจะได้คืนกันเสมอ ฯลฯ แต่ในขณะที่คนดำเนินชีิวิตด้วยความเชื่อใจกัน กลับมีเรื่องราวของการหักดิบ ใช้ช่องว่างของความเชื่อใจนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ได้

เรื่องนี้... ไม่ใช่เรื่องแรกที่ถูกเปิดโปง... ในช่วง 2-3 ปีนี้ก็มีข่าวที่เป็นประเภทโดนจับได้มากมาย เช่นกรณีของ livedoor ที่ผู้บริหารตบแต่งบัญชีแล้วก็ปั่นหุ้น แล้วก็บอกว่าไม่รู้เรื่อง แต่เรื่องมันแดง ตอนนี้โดนศาลตัดสินจำคุก 2 ปีครึ่ง อีกเรื่องที่เพิ่งเกิดเมื่อเดือนที่แล้วก็เรื่องที่ให้เงินใต้โต๊ะนักกีฬาเบสบอลระดับมัธยมแล้วก็ส่งเสียให้เข้ามหาวิทยาลัย เหมือนซื้อตัวล่วงหน้าตั้งแต่ยังเรียนมัธยมไม่จบ ว่าเดี๋ยวชั้นส่งเสียเธอเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เธอเรียนจบแล้วเธอต้องมาเล่นให้ทีมชั้นนะ (ที่นี่การซื้อตัวนักกีฬาล่วงหน้าแบบนี้ กับนักเรียนในระดับมัธยมนี่ถือว่าผิดกฏหมาย) ทีนี้เกิดความแตกว่าทีมเบสบอลนี้ส่งเงินผ่านทางพ่อนักเบสบอลคนนี้เป็นประจำ ทางทีมฯมีการบอกนักเรียนคนนี้ว่าถ้าใครมาสัมภาษณ์ให้บอกว่าไม่จริง แต่เด็กมันอึดอัด มันก็เลยออกมาแถลงข่าวยอมรับเลยว่ามันผิดจริงๆ มันเหมือนว่าในสังคมที่ทุกๆคนมองว่าคนอื่นๆก็คงทำงานตามความสามารถ ตามทำนองคลองธรรม ตามวิถีที่ควรจะเป็น สามารถเชื่อใจ ไว้ใจกันได้ มันกลับมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เมื่อความมันแดงขึ้นมา มันก็ทำให้ความรู้สึกเชื่อใจในสังคมนี้มันมีน้อยลงเรื่อยๆ คำถามเดิมที่เด้งขึ้นมาในสมองคือ "แล้วจะรู้ได้ไงว่าใครจริงใจ ใครตั้งใจทำจริง ใครมั่ว ใครหลอก" ของพวกนี้ดูเผินๆ ดูตาเปล่านี่แทบจะดูไม่ออกเลยนะ

คิดแล้วก็ชวนให้นึกถึงสังคมในวงการศึกษา เมื่อสังคมในแวดวงนี้กดดันให้แต่ละคนต้องแร่งผลิตผลงานวิจัย เพื่อชื่อเสียงของแล๊บตัวเองมั่ง ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยมั่ง เอาไปแข่งขันกะห้องแล๊บอื่นๆมั่ง แข่งกะมหาวิทยาลัยอื่นๆมั่ง มันจะไม่มีเชียวเหรอที่นักวิจัยจะไม่เมคข้อมูลขึ้นมาเนี่ยะ (มันต้องมีแน่ๆแหล่ะนะ...)

รู้สึกไม่ดีที่: คนเราทำอะไรทำไมไม่จริงใจกันเนี่ยะ อย่างน้อยก็น่าจะซื่อสัตย์กับตัวเอง ถ้าความไม่แตกก็คงไม่ยอมรับ แล้วก็คงทำผิดกันต่อๆไป (ประมาณว่าคงไม่รู้หรอกนะว่าที่ตัวเองทำไปมันไม่ถูก ถ้าความไม่แตกอ่ะ)

แต่.. ก็รู้สึกดี (นิดนึง)ที่: เมื่อทำผิดแล้ว ยังยอมรับผิด ออกมาขอโทษต่อสังคม แล้วก็แสดงความจำนงที่จะแก้ไขสิ่งที่ผิดไปให้ดีขึ้น แล้วก็จะไม่ทำผิดซ้ำๆอีก ไม่มีโบ้ยว่าเป็นเพราะอย่างนั้นเป็นเพราะอย่างนี้ถึงต้องทำผิดแบบนี้ ไม่แก้ตัวว่าไม่ผิด หรือโยนความผิดให้คนอื่นว่างั้นเถอะ (ผู้ับริหารสถานีโทรทัศน์คันไซ เคยให้สัมภาษณ์ว่า "เป็นเพราะรายการทีวีของเราที่ทำให้ชื่อเสียง ความไว้ใจเราหายไป ดังนั้น เราก็จะใช้รายการทีวีของเรานี่แหล่ะ เป็นสิ่งที่จะกอบกู้ชื่อเสียงและความไว้ใจนั้นกลับมา")

ที่เมืองไทย (หรือคนไทยนี่แหล่ะ)... ทำไมเวลาทำผิดแล้วไม่เห็นค่อยออกมาขอโทษกันให้เห็นเลย มีแต่จะคอยอ้างโน่นอ้างนี่ หรือไม่ก็โยนความผิดให้คนอื่น จนสังคมมันจะแยกไม่ค่อยเป็นกันแล้วว่าการขอโทษกันเป็นเรื่องดีหรือเรื่องแปลก ในขณะที่การไม่ขอโทษกันเป็นเรื่องปกติ?? อันนี้น่าคิดนะเนี่ยะ...