อยู่ที่โรงเรียนมีเรื่องให้ปิ๊ดได้อยู่ไม่กี่เรื่อง พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ที่อยู่ด้วยกันที่นี่ คงเคยได้ยินเราบ่นเรื่องเพื่อนคนหนึ่งในแล๊ปไปจนประหนึ่งว่ารู้จักเป็นการส่วนตัวแล้วละมั้ง
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่ชอบการชีวิตที่นี่ (หมายถึงในโรงเรียน) ก็คงเป็นเพราะสภาวะแวดล้อมนี่แหล่ะ ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีเอามากๆ มันก็มีส่วนดีอยู่หลายอย่าง แต่ความอึดอัดมันอยู่ที่เพื่อนที่เป็นชั้นปีเดียวกัน (มีกันอยู่แค่นี้ละนะ) กลับเป็นคนที่เราเข้าด้วยไม่ได้ซะเลยจริงๆ พยายามเท่าใดแล้วก็ทำไม่ได้ซักที ยิ่งใกล้มาก เรายิ่งต้องระวังตัวมาก คือเธอเป็นคนเข้าใจอะไรแปลกๆอ่ะนะ เหนื่อยเวลาจะต้องหาคำอธิบาย คุยเล่นไม่ได้ เพราะคุณเธอแยกไม่ได้ว่าอันนี้เป็นคุยเล่น อันไหนเป็นคุยจริง ทุกอย่างจะออกไปในแนวเชื่ีอว่าเป็นจริง เพราะฉะนั้น แซวไม่ได้ ฮาไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน พอเป็นเรื่องเป็นจริงเป็นจัง คุณเธอก็ฟังอย่างเดียวจริงๆ ไม่มีการนำข้อมูลที่ได้ยินไป process หา logic หรืออะไรเพื่อเป็นการอธิบายให้ตัวเองเข้าใจเลย ที่แย่คือ... มาตรฐานที่คุณเธอมีคือ สิ่งไหนที่คุณเธอทำเป็นสิ่งดี สิ่งไหนที่คนอื่นทำ ถ้าอาจารย์หรือคนที่มีวัยวุฒิ หรือคุณวุฒิสูงกว่าเธอไม่มีการพูดเกริ่นไว้ก่อนว่าเป็นเรื่องดี เธอก็จะคิดเอาไว้ก่อนว่ามันไม่ดี หรือดีไม่เท่าสิ่งที่คุณเธอทำ ก็เหนื่อยนะ คือถ้าเธอไม่ชอบมีคำถามมาให้เรามันก็ต่างคนต่างอยู่ได้ แต่คุณเธอช๊อบ ชอบเหลือเกิน ชอบถามอะไรที่มันตอบลำบาก (คำถามง่ายๆนี่แหล่ะ) แต่คือมันหาคำอธิบายมาอธิบายให้เธอเข้าใจแบบที่เราอยากให้เข้าใจลำบากจริงๆ
เปรียบเทียบง่ายๆ เช่น ถามว่า "อะไรคือไก่เหรอ"
ปกติเราก็คงตอบว่า.. "อ๋อ.. ก็สัตว์ปีกชนิดหนึ่งที่ออกไข่ให้เรากินไง ขอบขันตอนเช้าๆ"
(มันก็น่าจะเก็ตป่ะ)
คนทั่วไปก็อาจจะต่อเองได้ "อ๋อ.. ที่ตัวผู้ขนสวยๆ ตัวเมียไม่ค่อยมีขน ออกไข่สีเนื้อๆใช่ป่ะ" อะไรอย่างนี้ คือมันควรจะเก็ตและคิดต่อเองได้ว่าไก่คืออะไร
แต่.. ไม่ค่ะ.. ชีอาจจะตอบกลับมาว่า "หมายถึงสัตว์ปีกตัวดำๆที่ชอบว่ายน้ำอันนั้นเหรอ เหมือนเคยได้ยิน..(ชื่อเพื่อนอีกคน)...เคยพูดถึง" (แป่วววววว) อะไรแบบนี้นะคะ
ที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะวันนี้ชีทำให้ดิฉันปิ๊ดขึ้นมาชั่วขณะ นี่เป็นบรรยากาศให้ฝึกสมาธิ ฝึกจิตฝึกใจให้ระงับความโกรธได้เป็นอย่างดี เรื่องมีอยู่ว่า มีรุ่นน้องสองคนกำลังเครียดมาปรึกษาเราเรื่องว่าจะสมัครไปงานประชุมนานาชาติที่เราเคยไปดีมั้ย
น้องๆกำลังเครียดอยู่ว่าจะเอายังไงดี เพราะ
1) ต้องเขียนเปเปอร์เป็นภาษาอังกฤษ
2) กำหนดส่งสุดสัปดาห์นี้
3) ส่งแล้วจะได้หรือไม่ก็ไม่รู้ จะโดนคอมเม้นต์อะไรกลับมาบ้าง
4) ถ้าเกิดได้ จะได้เป็นพรีเซนต์ปากเปล่า หรือว่าจะโดนลดชั้นไปออกเป็นโปสเตอร์ก็ไม่รู้
ฯลฯ มีความกังวลมากมาย
ไอ้เราก็พยายามจะช่วยให้คิดเป็นเปลาะๆไปว่าอะไรเป็นยังไง เราก็อธิบายข้อดีข้อเสียตามเนื้อผ้า แล้วก็แนะช่องทางว่าถ้าจะไปควรจะทำยังไง มีขั้นตอนยังไง ฯลฯ ซักพักชีเดินผ่าน ก็ร่วมวงสนทนาด้วย ยังไม่ทันจะฟังให้ได้ศัพท์เลย กำลังวิจารณ์กันถึงว่างานประชุมนี้มีใครมาร่วมบ้าง มีกี่เซสชั่น ฯลฯ ชีก็็พูดขึ้นมาว่า "อ๋อ... งานประชุมนี้หน่ะ คนมาพรีเซนต์ก็ระดับความรู้ไม่ค่อยสูงหรอก มีนักเรียนมาพรีเซนต์ตั้งเยอะ ไม่ค่อยมีอาจารย์เท่าไหร่ ก็งั้นๆ่ สมัครสิ คงไม่ยากหรอก" (แหม่วววววว) เพียงได้ฟังเท่านั้นดิฉันก็ปิ๊ดขึ้นมาเลยนะ... แต่ต้องเก็บอารมณ์มากกกกกกกกก ที่ปิ๊ดเพราะ....
1) คุณเธอไม่ได้ไปพรีเซนต์ คุณเธอไปฟังอย่างเดียว ไม่ได้ผ่านกระบวนการส่งงานไปคัดเลือก แล้วบอกเฉยๆเลยว่างานคนอื่นที่เอาไปพรีเซนต์ไม่น่าสนใจ แถมการที่มีนักเรียนเยอะ = คุณภาพไม่ดี (คือจริงๆก็มีอาจารย์ที่เค้าพรีเซนต์ร่วมอยู่กับนักเรียนด้วย งานบางงานเป็นงานร่วมกับอาจารย์ แต่อาจารย์ให้นักเรียนเป็นคนพรีเซนต์ก็มี -"-)
2) ดิฉันเป็นหนึ่งในคนที่ไปพรีเซนต์ คุณเธอก็ไม่ควรจะพูดจาแบบนี้ ไม่ว่างานประชุมครั้งนั้นจะอยู่ในระดับสูงมากหรือไม่สูงเลยก็ตาม
3) น้องๆกำลังเครียดจะเป็นจะตายว่าจะเอายังไงดี เพราะตามความรู้สึกเค้าการส่งเปเปอร์ครั้งนี้ก็ไม่ได้ง่ายเลย มาพูดว่างานประชุมเค้าไม่มีคุณภาพ คนฟังเค้าจะรู้สึกยังไง
พนันได้อีกอย่างคือ... ถ้าเกิดคุณอาจารย์ที่ปรึกษาแกพูดขึ้นมาว่าแนะนำให้ไปงานประชุมนี้ (ซึ่งจริงๆเค้าก็เคยพูดนะ) คุณเธออาจจะลืมสิ่งที่คุณเธอเคยพูดแล้วก็เออออห่อหมกไปกับอาจารย์ทันทีแน่นอน.. ฟันธง!
เล่ามานาน.. (เห็นมั้ยว่าอัดอั้นนนนนน) เลยอยากจะมาถามหน่อยว่าถ้าเจอคนแบบนี้ "เราควรจะต้องทำอย่างไร" (สถานการณ์คือว่า... ไม่สามารถหลีกไปไหนได้ เพราะว่าเป็นเพื่อนชั้นปีเดียวกัน แถมอาจารย์ที่ปรึกษาคนเดียวกันด้วย... กรรม -"-)
ก. ทำใจ
ข. ไม่ทำใจ... และเราจะต้องทำอะไรซักอย่าง (แล้วทำอะไรล่ะ)
ค. อื่นๆ (โปรดระบุ)
8 comments:
ตบๆๆๆๆๆๆ
ให้มันรู้ซะมั่งว่าไผเป็นไผ
(แหะ แหะ)
ดูจากสถานการณ์แล้วคุณพี่คงทำใจยากนะคะหนูว่า ปี๊ดซะขนาดนั้น ฮ่าๆๆ
แล้วชีมีเพื่อนคนอื่นหรือเปล่าค่ะ หรือเพื่อนๆ ที่ประสบชะตากรรมเดียวกันกะพี่ใหม่ เค้าแสดงท่าทีอย่างไรมั่งอ่ะ เลิกคบ หรือโดดเตะ อ๊ะ ล้อเล่นนน:)
ออมขอเสนอว่าให้ลองไปเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามทั้งเพื่อนเราและเพื่อนเค้าว่า จริง ๆ แล้วชีมีปมด้อยอะไรหรือเปล่า??? แบบว่ามีทางแก้ไหม?? ที่เรากะเค้าจะคลิ๊กกันได้มากกว่านี้ เช่นชีอาจจะโปรดการยิงธนูอย่างที่พี่ใหม่สนใจ เป็นต้น
คือพี่ใหม่ไม่ต้องถึงกะต้องไปคบกะชีซี้ปึ้กหรอกเนอะ แต่แค่ให้ดำรงตนอยู่ได้ในแล๊ปอย่างเป็นสุขก็พอ
คนประเภทนี้ไม่มีพิษมีภัย (รึเปล่าหว่า?) แต่ก็อย่าไปยุ่งกะมันเรยดีฟ่า เหอๆๆๆ
ปล.แอบขำ"ฟันธง" กร๊ากกกกกกก
เฮ้อ.. เฮ้อ... ไม่นิยมความรุนแรงอ่าาาา
น้องออม... คือพี่อ่ะ รู้ว่าเค้ามีปัญหาอะไร คือเข้าใจด้วยว่าทำไมเค้าถึงกลายเป็นคนแบบที่เป็นอยู่อย่างนี้ ลำบากอยู่ตรงที่ว่าเค้าเป็นคนแยกไม่ได้ว่าอะไรเรียกว่าดี อะไรเรียกว่าไม่ดี จะคอยออกแนวเข้าข้างตัวเองตัวเองเสมอ แล้ววิธีการก็คือการหาคนที่เข้าข้างกับเค้า
แย่อีกอย่างตรงที่ไอ้พี่ก็มีความเชื่ออีกว่า คนเราจะเก่งขึ้นได้เรื่อยๆถ้ามีการพัฒนา แก้ไขสิ่งที่บกพร่องของตัวเอง คือต้องรู้ว่าตัวเองไม่ดีตรงไหน ถึงจะแก้ไขให้ดีขึ้นได้ ไม่ใช่ได้แต่คำชมๆๆๆ ชมอย่างเดียว คนเรามันก็มี ego ไม่มีที่สิ้นสุด เวลาให้ความเห็นในเรื่องใดๆก็ตรงมองตามเนื้อผ้า ดีก็ว่าดี ไม่ดีก็ว่าไม่ดี ดีตรงไหน ไม่ดีตรงไหน แล้วควรจะแก้ยังไง แต่กรณีชีเนี่ยะ.. คำชม = ตัวฉันดีอยู่แล้วไม่ต้องมีการแก้ไข ส่วนคำติ = คนติเค้าคิดไปเองรึเปล่า อย่างนี้ต้องไปถามคนอื่นอีกว่าคนที่เค้าติอย่างนี้ เรียกว่าติถูกรึเปล่า อะไรอย่างนี้ ฉะนั้นถามว่ามีพิษมีภัยมั้ย.. ก็อาจจะเข้าข่าย เนื่องจากว่าเวลาเค้ามาถามอะไรแล้วเราชมก็ดีไป แต่ถ้ามีข้อติ ในเวลาไม่นานมันจะเข้าตัวเราเองทันที เพราะชีจะเอาไปพูดกับคนอื่นว่าเราว่าเค้าอย่างนั้นอย่างนี้ ฯลฯ
ก็พยายามแล้ว.. ไอ้เรื่องซี้ปึกนี่ตัดออกไปเลย เพราะแค่เวลาเจอเค้า พี่ยังต้องตั้งสติคิดคอยเป็น 2 เท่า คอยรับมือตลอดเวลา ขืนต้องใช้ชีวิตส่วนตัวด้วยทุำกๆวัน พี่อาจจะบ้าไปเลยก็ได้ เอาแค่ได้ส่วนที่จะต้องเจอๆทุกๆวันเนี่ยะ.. จะทำยังไงให้มันดีขึ้นก็คงจะดีมากแล้วล่ะ
เคยแนะนำให้เค้าลองนั่งสมาธิดู เพราะเค้าเป็นคนสมาธิสั้น และลนๆตลอดเวลา แล้วลนอย่างเดียวนะ ยิ่งลนก็ยิ่งคิดไม่ได้ เลยอยากให้เค้าลองนั่งทำใจให้สบายๆดู เค้าก็ไม่ค่อยอยากทำเพราะเค้าก็ไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เป็นมันเป็นเรื่องใหญ่
ว่าง่ายๆคือเค้าไม่รู้ตัวว่าที่เค้าเป็นอยู่มันเป็นปัญหาอ่ะนะ พี่ก็เลยจนใจ
อืมม อยากฟังเรื่องอื่นอีกอะ อันปี๊ดๆอะ
ถ้าเรื่องในนี้ก็ ไม่แย่มากนะ
มันแย่เพราะเธอเจอมาบ่อยๆ ด้วย
เป็นจิ๋ว ไม่ทำอะไร ไม่คิดอะไรทั้งนั้น
ไม่คิดให้เค้าเข้าใจอะไรมากขึ้นด้วย
คิดให้ตลกไป อาจจะง่ายกว่าไม่คิดอะไรเลยนะ
จิ๋วเป็นสุดๆตอนทำงานแรกๆ เจอคนแปลกๆ
จนปีํ์ด ทะเลาะ จะออกจากงานนี่ไง
แบบไม่ได้ๆ ทำแบบนี้ไม่ถูก ไม่ดี นู่นนี่
แต่อยู่ๆไป ยิ่งเราเจอทุกวัน คิดทุกวัน
คนที่ทุกข์มันคือเราคนเดียวล้วนๆเลยนะ
เพราะคนแบบนี้ เค้าไม่รู้หรอกว่าเค้าผิดปกติอะไร
หรือทำอะไรให้ใครหงุดหงิด เพราะเค้าไม่ผิดนี่อะไรแบบนี้
โลกแค่ละคนมันก็กว้างไม่เท่ากันอะนะเธอ
ทำแบบแม่ดิ แบบตลกๆไป เออ เป็นแบบนี้ก็ได้เว้ยคนเรา
เหมือนเป็นcase study เหอเหอ
เดี๋ยวกลับบ้านละเน้อออ ใจเย็นๆ
กลับมานี่มีcase studyอีกเพียบบบบบบ!!
นี่ทำเรื่องHRอยู่ไม่่ใช่เหรอเธอออ
เจอพนักงานแบบนี้ทำไงดีอ่าาาาา
พยายามทำให้ปุ่มปี๊ดมันด้านหน่อย กดลงยากๆแล้วจะดีเอง
สิ่งเร้าพวกนี้มันจะมีมาอีกเยอะในชีวิต ชีเป็นแบบทดสอบให้ฝึกตัวเองดีไง
ลองพิจารณาดูว่าที่เราปี๊ดนี่ปี๊ดเพราะอะไร
ก็เพราะเราไม่ชอบ เพราะเรามีทิฎฐิมานะเองเหมือนกันนั่นแหละว่าที่เค้าทำมันผิด
ถึงแม้ว่าสิ่งที่เราคิดมันจะถูกใน norm ส่วนใหญ่ก็เถอะ
พี่หน่ะเลิกมองว่าอะไรผิดอะไรถูกมากได้ซักพักแล้ว เพราะโลกนี้มันไม่มีอะไรผิดถูกตายตัว ให้มองว่ามันเป็นอย่างนี้เพราะเหตุปัจจัยอะไร แล้วสิ่งๆนั้นมีประโยชน์มั้ย แล้วก็มาดูใจตัวเองว่ารู้สึกอย่างไรต่อสิ่งนั้น ต้องรู้ตัวรู้ใจตัวเองก่อน จะได้มา work ใจตัวเองให้ปุ่มปี๊ดมันทำงานช้าลงๆเรื่อยๆจนกดไม่ลง
เหมือนเพลงก้อนหินของโรสไง
ก้อนกินมันอยู่ของมัน เราบีบมันมือเราก็เจ็บเอง ถ้ากำมันไว้เฉยๆคลายๆก็ไม่เจ็บ
แบบแม่และจิ๋วบอก คือก็เห็นแล้วรับรู้ว่า อ่อ แบบนี้ก็มีด้วย
แล้วก็แผ่แมตตาไป เมตตาไม่ได้แปลว่าให้เธอไปเป็นเพื่อนซี้คุยถูกคอกับชีเลย แต่แค่ให้อยู่ร่วมโลกกันได้อย่างสงบก็พอแล้ว ถ้าชีพูดอะไรไม่เข้าหู....เธอก็อย่างเอาสิ่งที่ชีพูดมาเข้าหูเข้าหัวจริงๆดิ มันก็เป็นแค่เสียงภายนอกที่ผ่านมา(อันนี้พ่อพูดว่ามันเป็นอาตยนะภายนอก ใช้ได้ดีเวลาแม่ด่าพ่อขับรถ hahahahaha)
การที่อยากจะไปเปลี่ยนเค้าหน่ะ โอเค แต่ว่าเปลี่ยนตัวเองให้ได้ก่อน ให้หายปี๊ด มีสติได้ทุกครั้งที่เค้ามายั่วให้ได้ก่อน แล้วถึงตอนนั้นใหม่จะคิดออกเองว่าใหม่จะทำอะไรให้เค้าได้บ้าง
คนแบบนี้ต้องเจออะไรที่เป็น turning point จริงๆ เค้าถึงจะเปลี่ยน เราทำได้แค่เตือนตัวเองเสมอว่า reaction ของเราแบบไหนเป็นประโยชน์ แบบไหนไม่เป็นประโยชน์
10% is what happens to you and 90% is how you react to it...
ท้ายที่สุดก็ขอให้พี่ใหม่ผ่านพ้นมันไปได้นะค้า สู้ๆ
ปล.นึกถึงช่วงชีวิตบัดซบของตัวเองที่มาเลย์ เหอ ๆ มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไปจริง ๆ แถมทำให้เราแกร่งขึ้นอีกนะเนี่ย มีข้อดีซะด้วยวุ้ย:)
555555555555 ขำพ่อ
นึกหน้าพ่อออกเลยอะ
แบบพยายามข่มสมาธิ ไม่ให้พูดอะไรโต้ตอบ นอกจาก
มันเป็นแค่เสียงภายนอกที่ผ่านมา
555555 จิงมากๆ เอาไปใช้ข่มตัวเองน้าาาา
เออ แม่ฝากบอกว่า แม่ว่าเป็นสัตว์ประหลาดทั้งคู่
ชึด้วย เธอด้วย อันนี้แปลว่าไรไม่ทราบได้นะค้าาาา
ฮาาาาา.... จริง... นึกหน้าพ่อออก.. (นึกหน้าแม่ออกด้วย -"-) วันนี้เอาไปเล่าให้พี่ๆน้องๆฟังตอนไปกินข้าวเย็น นั่งฮากันทั้งโต๊ะ บอกว่าจะเอาไปใช้มั่ง
แต่จริง.. คนเราโลกกว้างไม่เท่ากัน เจออะไรมาไม่เท่ากัน ก็มีขอบความคิดที่ไม่เท่ากัน เราก็เก็บความหวังดีเราไว้เฉยๆละกัน คนรับเค้าไม่อยากรับ เราก็จะไม่ยัดเยียด
จริงๆปุ่มปิ๊ดนี้ค่อนข้างด้านแล้วล่ะนะพี่ใหญ่ ไม่ค่อยปิ๊ดง่ายๆ เพราะเราเข้าใจว่าเค้าเป็นอย่างนี้ กรณีชีนี่ ชีเป็นคนมีทุกข์ แต่ไม่เคยมานั่งพิจารณาว่าทุกข์เธอคืออะไร ควรจะแก้ไขยังไง เราเป็นคนนอก เรามองเห็นว่าเธอทุกข์เพราะอะไร ควรแก้ยังไง เราก็พยายามจะชี้ทางให้ แต่ก็นะถ้าเค้าไม่อยากรับ เราก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องคิดไว้ว่ากรรมใครก็กรรมมัน เพียงแต่ว่าบางทีมันก็มีปิ๊ดเพราะมันทำเรื่องที่เราเกี่ยวข้องอยู่เสียเรื่อง เราก็อาจจะมีทิษฐิด้วยก็ได้ ปนๆกัน ก็มันยังละม่ายด้ายยยย ยังไม่ได้บรรลุขนาดน้านนน (สงสัยจะเป็นแบบแม่ว่า... คือเป็นสัตว์ประหลาดทั้งคู่...-"- แต่ก็นะ.. จิ๋วๆ ฝากถามแม่หน่อยดิ๊.. ว่าพี่เป็นสัตว์ประหลาดนี่ แม่เป็นเผ่าพันธุ์สัตว์ประหลาดประเภทเดียวกันป่าว?? =P ฮาฮา)
Post a Comment